วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

"we live in a cynical world"




Jerry: "We live in a cynical world, a cynical, cynical world, and we work in a business of tough competitors. I love you. You complete me. And if I just had..."

Dorothy: "Shut up. Just shut up.....You had me at hello. You had me at hello."


ผู้เขียนนำคลิปหนังเรื่อง Jerry Maguire มาโพสท์ไว้ในตอนนี้เพียงเพราะความรู้สึกในตอนนี้เหมือนกับที่ Jerry พูดว่า เราอยู่ในโลกที่โหดร้าย เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดี น่าเหนื่อยหน่ายใจ แต่ดูเหมือนว่าคำว่า "ความรัก" จะเป็นสิ่งเดียวที่สามารถเติมเต็มความบกพร่องของจิตใจมนุษย์ "ความรัก" สามารถเป็นแสงสว่างส่องไปยังมุมมืดในใจคนได้ "ความรัก" ยังเป็นอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่สามารถลดทอนความโหดร้ายของโลกใบนี้ได้

ในหนังเรื่องนี้ Jerry ได้เข้าถึงความรักที่ Dorothy ที่มีต่อเขา และเป็นสิ่งเติมเต็มความพร่องในจิตใจ

ถึงตรงนี้ผู้เขียนอยากจะบอกว่าหนังฝรั่งหลายๆ เรื่อง ได้ให้สาระและคำพูดดีดีให้คนดูได้มาฉุกคิด สำหรับเรื่อง Jerry Maguire ก็เป็นหนังเรื่องโปรดของผู้เขียนอีกเรื่องหนึ่งที่ชอบดูซ้ำๆ หลายหน เพียงเพราะชอบ climax คำพูดของ Jerry ข้างบนนั้น key words คือ "cynical world" และ "you complete me" คำพูดสองคำนั้นกินใจจริงๆ

หันมาดูสถานการณ์บ้านเรา ก็คงเข้าข่าย cynical world สำหรับคนอย่างเราๆ ก็คงต้องมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองให้เข้าใจว่ามันเป็นไปตามแบบ cynical world เพราะมีสิ่งนั้น สิ่งนี้จึงเกิด ตอนนี้ที่เราๆ สามารถทำได้อย่างเดียวคือ "ให้ความรัก" "เติมความรัก" ให้กับคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นความรักในรูปแบบใดก็ตามที ผลที่ตามมามันอาจจะทำให้โลกนี้ลดความโหดร้ายลงก็ได้

ในช่วงวันหยุดราชการในพื้นที่ กทม. ระหว่างนี้ขอแนะนำให้ดูหนังฝรั่ง sound on film ไปพลางๆ ฝึกฟัง พูดภาษาอังกฤษตามตัวละครในหนัง เผื่อว่าวันข้างหน้าต้องเป็นคนไทยทิ้งแผ่นดิน เพื่อไปอยู่แผ่นดินที่มีความ cynical น้อยกว่านี้จะได้ไม่ลำบากมากนัก

ก็ขอให้ผู้อ่านทุกคนมีความสุขตามอัตภาพ ณ เวลานี้ เป็นทั้งคนที่เติมเต็มความพร่องในใจแก่ผู้อื่น และก็เป็นผู้ได้รับการเติมเต็มในใจที่ยังพร่องจากคนที่เรารัก สำหรับการเล่าเรื่องที่แคนาดา ก็จะขอผลัดเป็นในโอกาสถัดๆ ไป ขอบคุณที่ตามอ่านบล็อกของผู้เขียนมาอย่างต่อเนื่อง อยากจะบอกทุกคนว่า "you complete me"

video credit to youtube by myextension 2002

วันพุธที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

วันฉัตรมงคล




ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน Long Live my beloved King. I'm pround to be Thai and Your Majesty's subject.







ประชาชนเฝ้ารับเสด็จในหลวงและพระบรมวงศานุวงศ์จากศิริราชถึงพระบรมมหาราชวัง ในวันฉัตรมงคล ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ท่ามกลางพสกนิกรที่ถวายพระพร "ทรงพระเจริญ" ตลอดเส้นทาง
The King's Motorcade Route to the Royal Grand Palace to celebrate his 60th Annivasary of the Coranation Day on 5 May 2010. "Long Live the King" cheered by Thais.


ขอบคุณวีดีโอจาก youtube by sakooclub และ mahhaudj

วันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2553

gimme a break



April 2009 ........ sick & tired...............gimme a break


March 2010....... discouraged................gimme a break


April...May.... 2010.... civil war? genocide & bloodshed?!!!!
give us a break those shit and damn bastards





Video credit to youtube by 2331152channel

วันอาทิตย์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2553

เรื่องเล่าเก็บตกจาก MACKPACKER

เมื่อตอนที่แล้วตั้งใจว่าจะให้เป็นบทส่งท้ายของการเล่าเรื่องการเดินทางท่องเที่ยวแบบ backpack ของผู้เขียนในหลายๆ เมืองของแคนาดาและอเมริกา ในช่วงปิดภาคเรียนในเทศกาลคริสต์มาส แต่ก็ยังมีเรื่องเล่าเล็กน้อยที่ยังคงค้างอยู่ที่อยากจะนำมาเล่าสู่กันฟัง

บางคนอาจสงสัยว่าทำไมถึงไม่เล่าเรื่องต่อในช่วงที่ท่องเที่ยวที่บอสตันและดีซีในอเมริกา ก็อยากจะบอกในที่นี้ว่าผู้เขียนเห็นว่ามีคนไทยจำนวนมากคุ้นเคยกับสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ของอเมริกาอยู่แล้ว ดีไม่ดีผู้อ่านหลายท่านอาจจะเคยไปเที่ยวกันจนหลับตาเดินกันได้เลย ไม่ว่าจะเป็นสมิธโซเนียน ทำเนียบขาว หรือที่ทำการรัฐบาลหลายๆ แห่ง หรือไม่ว่าจะเป็น Harvard U. มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของโลก ผู้เขียนเลยไม่ขอเล่าดีกว่า จะกลายเป็นว่าเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนกันซะเปล่าๆ ประกอบกับชื่อหัวเรื่องก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นเรื่องเล่าในแคนาดา เดี๋ยวจะไม่เข้า concept ชื่อเรื่อง แต่ที่อยากจะนำมาเล่าเป็นเรื่องเก็บตกเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับความรู้สึกของผู้เขียนที่มีต่อสถานที่หรือผู้คนในบอสตันและดีซี

ผู้เขียนไปถึงบอสตันในตอนเช้าตรู่ของวันที่ยี่สิบสามธันวาคมและอยู่ในเมืองนี้จนถึงวันที่ยี่สิบหก เมื่อแรกไปถึงไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่งของอเมริกา เพราะบรรยากาศเงียบมาก ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะเข้าสู่เทศกาลคริสต์มาสดังนั้นร้านรวงต่างๆ จึงปิดทำการ แม้แต่สถานที่ท่องเที่ยวในบางแห่ง แต่ยังไงก็ตามผู้เขียนก็ได้ไปเยี่ยมชมสถานที่หนึ่งสมความตั้งใจของคนไทยที่รักในหลวงอย่างผู้เขียนนั่นก็คือ โรงพยาบาล Mount Auburn อันเป็นสถานที่พระราชสมภพของในหลวง ที่ตั้งอยู่ในเมืองเคมบริดจ์อันเป็นส่วนหนึ่งของ Greater Boston Area เพียงแต่ข้ามแม่น้ำ Charles จากบอสตันมาก็จะมาถึงยังเมือง Cambridge เมืองอันเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกสองแห่งคือ Harvard และ MIT

ผู้เขียนประทับใจความมีน้ำจิตน้ำใจของชาวอเมริกันที่เมืองบอสตันค่อนข้างมากไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้มและความเอื้อเฟื้อที่ช่วยเหลือในการบอกเส้นทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ให้กับผู้เขียน หรือการแสดงการเป็นเจ้าภาพที่ดีเมื่อยามผู้เขียนเข้าไปสังเกตการณ์การทำพิธีของชาวคริสต์ในค่ำคืนวันที่ยี่สิบสี่ธันวาคมในโบสถ์ใหญ่ประจำเมืองบอสตัน ผู้เขียนยอมรับว่ามีความรู้สึกดีกับคนอเมริกันที่บอสตันเกินกว่าที่คาดหวังไว้

ผู้เขียนออกจากบอสตันในวันที่ยี่สิบหกธันวาคมในเวลาสี่ทุ่มเพื่อเดินทางต่อไปยังวอชิงตันดีซี โดยมาแวะัพักเพื่อเปลี่ยนรถที่นิวยอร์กซิตี้ช่วงประมาณตีสอง ต่อจากนั้นช่วงเวลาตีสามเศษก็ไ้ด้เวลาเดินทางต่อไปยังวอชิงตันดีซี ในขณะที่รถแล่นมาถึงสะพานที่ทอดข้ามแม่น้ำฮัดสัน(จำชื่อสะพานไม่ได้เพราะที่นี่มีสะพานเยอะมาก)เพื่อข้ามไปยังฝั่งนิวเจอร์ซีย์ ผู้เขียนมองออกไปนอกหน้าต่างรถมองไปยังฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ ก็ยังคงเห็นแสงไฟตามตึกราม อาคารสูงระฟ้าที่ส่องสว่างเจิดจ้าไปทั่วมหานครใหญ่ที่ไม่มีวันหลับแห่งนี้ ก็ให้รู้สึกว่าตัวเองช่างเหมือนบ้านนอกเข้ากรุงยังไงก็ไม่รู้ ถึงแม้จะเป็นคนมาจากกรุงเทพมหานครของบ้านเราก็เถอะ ทำให้นึกถึงหนังเรื่องหนึ่งของทอม ครูส สมัยยังหนุ่มๆ เรื่อง Cocktail ที่ครูสรับบทเป็นเด็กหนุ่มมาจากเมืองชนบทเล็กๆ ต้องการมาตามหาฝันของตนเองในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ก เมื่อแรกมาถึงและเห็นสภาพความเจริญของมหานครนี้ทำให้เด็กหนุ่มจากเมืองชนบทอย่างครูสรู้สึกตื่นเต้น ก็คงคล้ายๆ กับความรู้สึกของผู้เขียนในช่วงเวลานี้



ทั้งๆ ที่ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้เขียนมานิวยอร์กซิตี้ จะว่าไปแล้วผู้เขียนมาที่นี่หลายครั้งแล้ว แต่ทุกครั้งก็จะรู้สึกแบบนี้ทุกที อาจจะเป็นเพราะว่าส่วนหนึ่งมาจากการรับรู้กิตติศัพท์ของเมืองนี้ในแง่ลบ ทำให้ผู้เขียนต้องระมัดระวังตัวอย่างมากเวลาจะท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆ ในเมืองนี้ ทำให้เราไม่เป็นตัวของตัวเองเวลาจะไปไหนต่อไหน ยังไงก็ตามผู้เขียนก็ยังรู้สึกว่านิวยอร์กซิตี้ก็มีเสน่ห์ในตัวของมันเองในบางสิ่งบางอย่าง ไม่เช่นนั้นจะดึงดูดให้ผู้เขียนมาได้บ่อยๆ ได้อย่างไรกัน

ผู้เขียนมาถึงเมืองหลวงของอเมริกาในเช้าวันที่ยี่สิบเจ็ด บรรยากาศช่วงเช้าในเมืองหลวงไม่ค่อยวุ่นวายเมื่อเทียบกับนิวยอร์กซิตี้ ที่สำคัญผู้เขียนชอบความสะอาดสะอ้านและทันสมัยของรถไฟใต้ดินที่ดีซีจริงๆ ถ้าจะว่าไปในบรรดาความเก่าแก่และไม่ค่อยสะอาดของรถไฟใต้ดิน ที่บอสตันน่าจะได้รับรางวัลที่หนึ่งแต่ก็เป็นเพราะว่ารถไฟใต้ดินที่บอสตันมีอายุอานามยาวนานมากแล้ว และก็เป็นรถไฟใต้ดินสายแรกที่สร้างขึ้นในสหรัฐอเมริกาจะไม่ให้เก่าบุโรทั่งยังไงไหว แต่ถ้าพูดถึงรถไฟใต้ดินที่มีเส้นทางการเดินรถที่ซับซ้อนชวนให้น่าสับสนที่สุด นิวยอร์กซิตี้ก็สมควรได้รับรางวัลนี้ไป เพราะมีทั้งสาย express ไม่ express มีสามรางสี่รางแล่นขนานกันไป ทำเอาผู้เขียนที่คิดว่าตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งในการใช้รถไฟใต้ดินถึงกับงงงวยไปพักใหญ่เมื่อไปถึงนิวยอร์กซิตี้เป็นครั้งแรก

DC Green Line Metro



ผู้เขียนใช้เวลาท่องเที่ยวไปตามสถานที่ทำการของรัฐบาลอยู่สองสามวัน ก็ได้คำตอบสำหรับตนเองว่า วอชิงตันดีซีมีบางสิ่งที่ทำให้ผู้เขียนประทับใจ สิ่งแรกคือความมีน้ำใจของเจ้าของร้านอาหารไทยที่ผู้เขียนไปฝากท้องไว้หลายมื้อ หลังจากที่การเดินทางก่อนหน้านี้ในหลายๆ วันพึ่งพาอาศัยแต่ McDonald's ถึงแม้จะมีชื่อพยางค์แรกชื่อเดียวกันกับร้านฟาสท์ฟู้ดที่ว่า แต่ก็ไม่ได้พิสมัยการกินอาหารแบบนั้นนัก พอหลังๆ มาชักจะไม่ไหวยอมจ่ายเงินเพิ่มเพื่อขอกินอาหารบ้านเราบ้างดีกว่า ยังไงก็ใกล้จะกลับแคนาดาแล้ว ร้านอาหารไทยที่พูดถึงมีชื่อร้านว่า "HADD THAI Restaurant" มีเว็บไซท์ด้วยตามข้างล่าง

http://www.haadthairestaurant.com

ร้านนี้ตั้งอยู่เลขที่ 1100 New York Ave., NW ตามแผนที่ข้างล่าง



ผู้เขียนประทับใจการบริการและความมีน้ำใจของเจ้าของร้าน เท่าที่ดูและก็คิดเดาเอาเองคิดว่าร้านนี้น่าจะเป็นร้านที่ร่วมหุ้นกันระหว่างเพื่อนฝูง ดูอายุอานามเจ้าของร้านแต่ละคนไม่น่ามากน่าจะอยู่ระหว่างช่วงยี่สิบปลายๆ ถึงสามสิบปลายๆ ด้วยความที่ผู้เขียนเคยไปใช้บริการร้านอาหารไทยในเมืองนอกเมืองนาแล้วหลายครั้ง ยอมรับว่าบางครั้งเคยพบกับความไม่ยินดียินร้ายที่จะให้บริการคนไทยด้วยกันจากร้านอาหารบางร้าน พอมาเจอการบริการแบบประทับใจของร้าน HADD THAI เข้าก็เลยอดที่จะนำมาพูดไม่ได้ ร้านนี้ตกแต่งค่อนข้างทันสมัย มีแขกมาใช้บริการค่อนข้างเยอะ เพราะแถบใกล้เคียงเป็นอาคารสำนักงานจำนวนมาก จำได้ว่าก่อนหน้าที่ผู้เขียนจะเดินทางไปสถานีรถโดยสารเพื่อกลับแคนาดาก็แวะไปกินอาหารร้านนี้อีก พอจะเรียกเก็บเงินเจ้าของร้านให้พนักงานเดินถือถ้วยไอศครีมมาให้ ผู้เขียนก็เลยทำหน้างง แล้วบอกว่าไม่ได้สั่ง เจ้าของร้านก็เดินมาบอกว่าไม่ได้สั่งแต่แถมให้พร้อมกับส่งรอยยิ้มที่น่าประทับใจมาให้ เลยทำให้ผู้เขียนรู้สึกดีดีกับความมีน้ำใจของเจ้าของร้านนี้

หลังจากนั้นผู้เขียนเดินทางมาถึงสถานีรถโดยสารเมื่อประมาณสี่โมงเย็นเศษๆ เพราะมีกำหนดการเดินทางออกจากดีซีประมาณหกโมงเย็นเพื่อจะไปเมืองบัฟฟาโลที่เป็นเมืองชายแดนติดกับแคนาดา แต่พระเจ้าช่วยกล้วยทอดหลังจากที่ฝ่าพายุหิมะจาก downtown DC เพื่อจะมาสถานีรถโดยสารด้วยความยากลำบาก เพียงเพื่อจะมาพบว่าเขาประกาศหยุดการเดินรถทุกเส้นทาง เนื่องจากมีหิมะตกหนักปกคลุมเส้นทางถนนสายหลักไปทุกสาย ทำให้รถไม่สามารถแล่นฝ่าไปได้ ช่วงนั้นผู้เขียนรู้สึกว่าละล้าละลังพอสมควรไม่รู้จะทำตัวอย่างไรเพราะไม่เคยมีประสบการณ์ เคยดูแต่ภาพข่าวต่างประเทศในบ้านเราที่ออกข่าวว่ามีพายุหิมะตกที่นั่นที่นี่ ทำให้เส้นทางถนนถูกตัดขาด ไม่เคยคาดคิดว่าจะมาเจอกับตัวเองเข้าจังๆ ภาพความโกลาหลในสถานีรถโดยสารของผู้โดยสารที่ตกค้างดูเหมือนจะเพิ่มความวิตกให้ผู้เขียน และยิ่งเมื่อเอากระเป๋าตังค์ขึ้นมานับดูเงินสดที่เหลือก็ยิ่งกังวลเพิ่มขึ้นไปอีกเพราะในกระเป๋าเงินเหลือเงินสดไม่พอจ่ายค่าเช่าที่พักที่ hostel อีกหนึ่งคืนหากมีความจำเป็นจะต้องกลับไปพักค้่างที่นั่นอีก ที่เหลือก็มีแต่บัตรเอทีเอ็ม/เดบิตของธนาคาร Scotia Bank ของแคนาดา ซึ่งคงไม่มีตู้ atm ที่นี่เป็นแน่ แล้วก็บัตรเครดิตอีกสองใบซึ่งถึงยังไงๆ ก็ไม่อุ่นใจเท่ากับการมีเงินสดในกระเป๋าไว้บ้าง

หลังจากเวลาผ่านไปร่วมชั่วโมง และตัวผู้เขียนเองก็ยังคิดไม่ตกว่าจะทำอะไรต่อไปดี ทันใดนั้นเองก็มีเสียงประกาศเรียกผู้โดยสารที่จะเดินทางไปเมืองบัฟฟาโล โดยจะมีรถโดยสารออกจากสถานีเพื่อเดินทางไปเมืองบัฟฟาโลแต่การเดินรถจะต้องเลี่ยงไปใช้เส้นทางสายรองๆ ลงไป เพราะถนนสายหลักยังคงใช้การไม่ได้ พอได้ฟังประกาศดังนันผู้เขียนรีบขึ้นรถทันทีกลัวเขาเปลี่ยนใจ สรุปว่าบนรถคันนั้นมีผู้โดยสารอยู่ประมาณสามสี่คนรวมทั้งตัวผู้เขียนเองด้วย ซึ่งหลังจากนั้นเป็นการเดินทางที่ค่อนข้างทุลักทุเลพอสมควร หยุดรถเป็นพักๆ ตามเมืองต่างๆ เพื่อคอยให้เขาเกลี่ยหิมะออกจากถนน เป็นอันว่าผู้เขียนมาถึงเมืองบัฟฟาโลด้วยความสวัสดิภาพในช่วงใกล้เที่ยงของอีกวัน ซึ่งช้ากว่ากำหนดการเดิมไปหลายชั่วโมง แต่ก็คิดว่าเอาเหอะให้มาถึงก็พอแล้ว พอมองออกไปนอกสถานีรถโดยสารเห็นรถ greyhound canada เส้นทาง บัฟฟาโล-โตรอนโต มาจอดรอรับผู้โดยสารอยู่ภายนอก ก็ทำให้รู้สึกผ่อนคลายความกังวลลงไปมาก และก็คิดว่าการผจญภัยในการเดินทางคนเดียวครั้งนี้กำลังจะจบลงแล้วด้วยความสวัสดิภาพ

Video credit to youtube by arab30002, supersonic 3783

วันศุกร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2553

เปิดลิ้นชักความทรงจำที่แคนาดา ตอน 14: MACKPACKER (หลงในตอนจบ)

เป็นเวลาร่วมสองเดือนที่ไม่ได้มาอัพบล็อกเลย ไฟสำหรับการเขียนเล่าเรื่องเกือบจะจุดไม่ติดแ้ล้วเนี่ย ทั้งงานราษฎร์งานหลวงเต็มมือไปหมด แต่ก็เป็นงานที่ผู้เขียนเลือกแล้วและเป็นงานที่ชอบ จะพูดมากไปกระไรได้ เพิ่งมีโอกาสมาเปิดดูบล็อกตัวเองก็วันนี้หลังจากให้พี่ธเนศ วรากุลนุเคราะห์กับลุงคิดและชิดชัยในแดนศิวิไลซ์ช่วยเฝ้าบล็อกไปพลางก่อน เห็นมีคนเข้ามาเยี่ยมเยียนดูเหมือนกัน ขอบคุณผู้อ่านที่ยังคอยแวะเวียนมาดูข่าวคราวบล็อกนี้

หวังว่าช่วงนี้ผู้อ่านที่เป็นชาวกรุงเทพฯ คงจะไม่คร่ำเครียดมากไปกับกลุ่มตัวไรสีแดงๆ ที่เดินยั้วเยี้ยทำกิจกรรมสกปรกโสโครกอยู่แถวราชดำเนิน บางครั้งบางคราพอได้น้ำเลี้ยงจากไรแดงตัวพ่อก็ออกอาละวาดป่วนให้คนกรุงอย่างเราปวดหัวเล่นซะทีหนึ่ง ตอนนี้ก็ออกฤทธิ์ออกเดชที่ราชประสงค์ ร่ำๆ จะเอาระบอบอันธพาลแบบอนาธิปไตยมาปกครองบ้านนี้เมืองนี้ให้ได้ ใครเห็นด้วยกับไอ้พวกนี้ถ้าไม่บ้าก็คงเลวสุดขั้ว ชั่วสุดใจเหมือนไอ้มะเร็งตัวนั้นแน่ๆ อย่างเราๆ ก็เลยต้องอดทนกันให้ถึงที่สุด ถึงเวลาเหมาะเมื่อไรก็ให้ทั้งกฎแห่งกรรมและกฎหมายชำระสะสางกันไป

กลับมาเ่ล่าเรื่องที่แคนาดาต่อกันดีกว่า เมื่อตอนที่แล้วเ่ล่าค้างถึงสภาพบ้านเมืองของควิเบก และก็สถานที่เที่ยวของเมืองนี้ อันที่จริงผู้เขียนก็ไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนได้อย่างใจคิด เพราะหิมะเป็นอุปสรรคอย่างที่พูดมาเมื่อตอนที่แล้ว หลังจากที่ได้ไปเยี่ยมเยือนสถานที่ท่องเที่ยวของเมืองนี้สองสามแห่ง นอกนั้นผู้เขียนก็ได้แต่เดินเที่ยวเล่นดูกิจกรรมของคนเมืองนี้ไปเรื่อยเปื่อย ซึ่งก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการเล่นสเก๊ตน้ำแข็งหรือว่าสกี รู้สึกตัวเองในขณะนั้นได้ว่าไม่ค่อยสนุกเหมือนกับที่มอนทรีอัลที่มีเพื่อนร่วมห้องเดินทางไปโน่นไปนี่ อาจจะเป็นเพราะที่นี่คนมาเที่ยวน้อย คนก็มาพักที่ hostel น้อยลงไปด้วย ทำให้จัดกิจกรรมกลุ่มไม่ได้เพราะไม่มีคนใช้บริการ ผู้เขียนเลยใช้เวลาที่เหลือนั่งเซ็งอยู่ที่ hostel ใช้เวลาดูหนัง ทำกับข้าวกินเองเพื่อใช้ของสดที่ซื้อมาให้หมดๆ ไป

วันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2543

หลังจากใช้เวลาเดินทางจากควิเบกซิตี้ประมาณสามชั่วโมงเศษ ผู้เขียนก็เดินทางกลับมาที่มอนทรีอัลอีกครั้งหนึ่งเมื่อประมาณบ่ายโมงเศษ เพื่อจะมารอนั่งรถต่อไปบอสตันช่วงสี่ทุ่ม ระหว่างนั้นก็ท่องเที่ยวไปตามสถานที่เดิมๆ ที่เคยเล่าเมื่อตอนเที่ยวที่มอนทรีอัลครั้งที่แล้ว แต่จะใช้เวลานานหน่อยที่ underground city และยิ่งเป็นประเภทร้านหนังสืออย่าง Chapters ที่เป็นร้านหนังสือประเภท chain ของแคนาดา ก็จะอยู่นานหน่อยเพราะเป็นคนชอบซื้อและอ่านหนังสืออยู่แล้ว



เวลาผ่านไปแป๊ปๆ ก็เกือบได้เวลาที่จะต้องไปรอรถแล้ว ช่วงนั้นได้รับแจ้งก่อนล่วงหน้าว่าควรไปรอรถแต่เนิ่นๆ เพราะว่าเป็นวันศุกร์และใกล้กับเทศกาลคริสต์มาส ดังนั้นคนเดินทางจึงเยอะมาก



มองไปรอบตัว เห็นคนเดินทางมากันเป็นกลุ่มบ้าง บางทีก็มาเป็นคู่ หรือบางทีก็มีคนในครอบครัวมาส่งร่ำลากันขึ้นรถ ดูวุ่นวายเต็มสถานีรถโดยสาร หันมาดูตัวเองไม่มีใคร นั่งหัวเดียวกระเทียมลีบจริงๆ แว๊บหนึ่งที่เข้ามาในความรู้สึกคือความเหงา แล้วก็ตั้งคำถามในใจว่าเรามาทำอะไรที่นี่ หันไปมองรอบตัวอีกที ก็เห็นอะไรบางอย่าง "อืม open กันดีจริงๆ" ผู้เขียนนึกในใจ สักพักก็ตัดสินใจเดินไปที่โทรศัพท์สาธารณะ




เสียบบัตรโทรศัพท์ กด 661 แล้วตามด้วยเลขหมาย สักพักก็มีเสียงตอบรับ คุยกับคนทางปลายสายได้สักพักใหญ่ ก็ได้เวลาที่จะต้องขึ้นรถแล้ว จึงจบบทสนทนาเพียงเท่านั้น

รถโดยสารแล่นออกมาจากสถานีเมืองมอนทรีอัลได้พักใหญ่ๆ แล้ว แต่ในความคิดของผู้เขียนก็ยังนึกถึงแต่บทสนทนาในโทรศัพท์ความรู้สึกในขณะนั้นเป็นความรู้สึกแบบก้ำกึ่ง จะว่าโล่งใจก็ใช่ที่ไม่ต้องรู้สึกอึดอัดอีกต่อไป จะว่าเสียดายก็ใช่อีก ผู้เขียนรู้ดีว่าคนขับรถโดยสารคันนี้รู้จุดหมายปลายทางของตัวเองดีว่า เขามีหน้าที่พาผู้โดยสารไปเมืองบอสตัน เพราะฉะนั้นเขาไม่มีวันขับรถหลงทางไปไหน แต่ตัวผู้เขียนเองต่างหากที่กำลังหลงทาง "หลงอยู่ในบางสิ่งบางอย่าง" อยู่ในขณะนั้น




Photos credit to: http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/0/01/Chapters_bookstore_and_Starbucks_café,_downtown_Montréal_2006-01-27.JPG
http://www.barraclou.com/stations/quebec/montreal_terminus4.jpg
http://sophiebury.ca/ocanada/wp-content/uploads/2009/12/canadian-payphone.jpg

video credit to youtube by zoyeczka69

วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เปิดลิ้นชักความทรงจำที่แคนาดา ตอน 13: MACKPACKER (6)


ห่างหายไปนานกับการเล่าเรื่องท่องเที่ยวในแคนาดา ต้องยอมรับว่าการเข้ามาเขียนบล็อกเพื่อเล่าเรื่องอะไรต่างต่างนานา ก็คงเหมือนกับการเขียนเรื่องสั้นที่ต้องอาศัยอารมณ์ของคนเขียนที่เข้ากับบรรยากาศของการเล่าเรื่องในขณะนั้น ในขณะที่ตอนนี้อารมณ์คนเขียนก็ยังคงอยู่กับเรื่องเล่าเมื่อตอนที่แล้ว ก็เลยดูแปร่งๆ สักหน่อยที่ต้องเล่าเรื่องเมืองในต่างประเทศ แต่ใจไพล่ไปนึกถึงกรุงเทพฯ ของเราในสมัยก่อนซะนี่ แต่ก็เอาเถอะก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่เพราะก็เป็นเรื่องเมืองเก่าๆ ครือกัน




เมื่อสามสี่วันที่แล้วช่วงดึกๆ หน่อยมีคนเปิดเข้ามาอ่านบล็อกของผู้เขียน แล้วก็ให้บังเอิญว่าผู้เขียนกำลัง
ออนไลน์ Pingbox ของ yahoo บนหน้าบล็อกพอดี คุณผู้อ่านท่านนั้นที่ใช้ชื่อว่า "โบว์" ก็เลยส่งข้อความเข้ามาทักทายว่าสนใจอ่านเรื่องเล่าที่แคนาดา เพราะว่ามีโครงการจะไปเรียนต่อที่แคนาดาพอดี ผู้เขียนกำลังจะตอบกลับไปแต่ก็พอดีว่าหน้า chat ค้างส่งข้อความไปไม่ได้ ก็เลยขอถือโอกาสนี้ขอบคุณผู้อ่านท่านนั้นที่ติดตามอ่านและเห็นว่าเรื่องเล่าที่แคนาดาของผู้เขียนมีประโยชน์อยู่บ้าง




เมื่อตอนที่แล้วได้เกริ่นไปแล้วว่าควิเบกซิตี้เป็นเมืองเก่าแก่ร่วมสมัยกับยุคเช็คสเปียร์โน่นเลย ควิเบกซิตี้เพิ่งจัดงานฉลองครบรอบ 400ปี เมื่อปี ค.ศ. 2008 นี่เอง บ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างของควิเบกซิตี้ยังคงมีกลิ่นไอของความเก่าแก่สมัยเมื่อสี่ร้อยปีก่อนหลงเหลืออยู่ค่อนข้างมาก ตอนที่ผู้เขียนไปเยี่ยมเยือนเมืองนี้นั้นผู้เขียนคิดว่าบรรยากาศไม่เป็นใจเอามากๆ เป็นเพราะว่าหิมะตกหนักเกือบจะตลอดเวลา ดังนั้นการเดินทางไปตามที่ต่างๆ ค่อนข้างจะลำบาก เพราะนอกจากพื้นถนนลื่นจากหิมะแล้ว ภูมิประเทศที่เป็นทางลาดชันสูงๆ ต่ำๆ ทำเอาผู้เขียนวัดพื้นซะหลายครั้ง



ตามความเห็นส่วนตัวผู้เขียนว่าการมาเที่ยวที่ควิเบกซิตี้แห่งนี้น่าจะเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูร้อนน่าจะดีกว่านี้ เพราะเราสามารถที่จะเห็นดอกไม้สีโน้น สีนี้ และก็สิ่งอื่นๆ ที่บ่งบอกความเป็นเมืองเก่าแก่แห่งนี้ได้ดีกว่าตอนหน้าหนาวที่มีแต่หิมะและหิมะ เพราะหน้าหนาวบางทีพิพิธภัณฑ์หรือแหล่งท่องเที่ยวสำคัญบางแห่งต้องปิดไม่ให้เข้าชมเพราะสภาวะอากาศไม่อำนวย ถึงแม้ว่าจะมีกิจกรรมให้ชมประเภทการเล่นสเก็ตหรือสกีก็ตามทีเถอะ ลองเปรียบเทียบดูเองก็ได้



จุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจและเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวคือส่วนที่เรียกว่า "Old Town" ซึ่งจะมีสถาปัตยกรรมสมัยก่อตั้งเมืองแห่งนี้เมื่อสี่ร้อยปีที่แล้วหลงเหลืออยู่ค่อนข้างมาก และบางแห่งก็เป็นสถาปัตยกรรมที่ก่อสร้างขึ้นมาใหม่แต่ตกแต่งให้คล้ายคลึงกับอาคารยุคเก่าๆ

Old Town ประกอบไปด้วยสองส่วนคือ Upper Town และ Lower Town โดยทั้งสองส่วนนี้มีบันไดยุคโบราณหรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Breakneck Stairs สร้างตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 17 ไว้ใ้ช้สำหรับเชื่อม Upper Town และ Lower Town ไว้ด้วยกัน












Breakneck Stairs แต่ละที่จะมีเอกลักษณ์และศิลปะเฉพาะตัว แรกเริ่มเดิมทีบันไดเหล่านี้ทำมาจากไม้ และต่อมาเมื่อมีการบูรณะซ่อมแซมก็เปลี่ยนมาใช้เหล็กแทนเพื่อความคงทนถาวร อย่างไรก็ตาม Breakneck Stairs คงใช้ได้แต่กับคนรุ่นหนุ่มสาวที่ยังพอมีกำลังวังชาเดินขึ้นบันไดสูงชันหลายๆ ขั้นเช่นนั้นได้ อย่างไรก็ตามสำหรับผู้สูงวัยเขาก็มีทางเลือกให้เหมือนกันด้วยเคเบิลคาร์ที่สร้างขึ้นมาเมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมาที่ชื่อ "Funicular"











ที่ Old Town แห่งนี้มีแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่ง อย่างเช่น Place-Royale ที่เป็นจัตุรัสหรือสแควร์อยู่ Lower Town ที่ Samuel de Champlain ผู้ก่อตั้งเมืองแห่งนี้มาถึงเป็นจุดแรก ในยุคก่อนจัตุรัสแห่งนี้ใช้ไว้สำหรับการแสดงของขบวนพาเหรด ต่อมาปรับเปลี่ยนเป็นแหล่งค้าขายหรือ marketplace สำหรับในปัจจุบันจัตุรัสแห่งนี้เป็นสถานที่คนนิยมถ่ายรูปเพื่อนำไปจัดทำโปสการ์ด และนอกจากนั้นในอาคารแถบใกล้เคียงก็ใช้สำหรับจัดนิทรรศการแสดงความเป็นมาของ Place-Royale แห่งนี้







Video credit to WatchMojo
Photos credit to http://www.societehistoriquedequebec.qc.ca/images/escalier_casse_cou.jpg
http://www.funiculaire-quebec.com/en/PhotosFuniculaire.htm#thumb
hhttp://www.bonjourquebec.com/qc-en/attractions-directory/museum-interpretation-centre-historic-site/musee-de-lamerique-francaise_1171481.htmlttp://leo.koppel.ca/geo/photos/placeroyale.jpg

Partial source of info.: http://wikitravel.org/en/Quebec_City

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553

สืบเนื่องจากตอนที่แล้ว (เนื้อหาแนะนำสำหรับผู้ที่ชอบเรื่องเก่าๆ)




ใครหลายคนเคยพูดว่า หากอยากรู้ว่าคนไหนใครคนหนึ่งมีอารมณ์ความรู้สึกอย่างไรในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ ให้จับสังเกตอาการแสดงออกทั้งทางสีหน้าและกิริยาอาการ หรือแม้กระทั่งคำรำพึงรำพันในช่วงเวลานั้นดูก็อาจจะพอจะเดาความรู้สึกนึกคิดของคนๆ นั้นได้

เรื่องเล่าในบล็อกนี้เมื่อตอนที่แล้ว ผู้เขียนไม่ได้อรรถาธิบายอะไรแก่ผู้อ่านมากนัก อยู่ๆ ก็เปิดขึ้นมาด้วยวิีดีโอภาพสไลด์ที่บังเิอิญได้ไปพบเจอใน youtube ที่โพสโดยคนไทยที่ใช้ชื่อว่า denubthong โดยมีข้อความประกอบว่า

"ดูภาพสไลด์ประกอบเพลงนี้แล้ว รู้สึก นึก คิดอะไรกันบ้าง แต่ที่แน่ ๆ ชื่นชมในแผ่นดิน และบารมี และความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ และความรักสามัคคีของชาวไทยตั้งแต่อดีต แตกต่าง แต่ไม่แตกแยก และไม่วุ่นเหมือนในปัจจุบัน" รายละเอียดตาม link นี้

www.youtube.com/watch?v=I26PTJC9_nA&feature=related

ที่บังเอิญเหลือเกินว่าความรู้สึกนึกคิดของผู้โพสตรงกับความรู้สึกของผู้เขียนในช่วงเวลานี้พอดี มีหลายครั้งหลายคราที่ผู้เขียนนึกคิดและจินตนาการย้อนกลับไปยังสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นช่วงรัชกาลที่สองและสาม มาถึงตรงนี้แล้วคงจับความรู้สึกนึกคิดและอารมณ์ของผู้เขียนในช่วงเวลานี้ได้

ในสมัยนั้นตามประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า บ้านเมืองสงบสุขและรุ่งเรืองสุดขีดเพราะไม่มีศึกใดๆ ติดพัน ทำให้พระมหากษัตริย์และคนสยามในยุคนั้นมีเวลามากมายที่จะคิดอ่านในการสร้างความเจริญให้กับบ้านเมืองไม่่ว่าจะเป็นการรังสรรค์ผลงานบทประพันธ์ประเภท กาพย์ ฉันท์ โคลง กลอน ของกวีในสมัยรัชกาลที่สอง หรือการทำมาค้าขายไปทางเรือสำเภากับต่างประเทศโดยเฉพาะกับจีนจนมีเิงินมากมายล้นพระคลังในสมัยรัชกาลที่สาม ที่เรียกว่า "เงินถุงแดง" ซึ่ง "เงินถุงแดง" ที่เป็นทรัพย์สินตกทอดจากรัชกาลที่สามนี่เองที่ช่วยให้บ้านเมืองของเรารอดพ้นจากภยันตรายและการคุกคามของชาติมหาอำนาจในยุคสมัยนั้นมาได้

ผู้เขียนคิดว่าสิ่งที่เป็นแรงจูงใจให้ผู้เขียนมีจินตนาการและอยากรู้อยากเห็นโดยละเอียดถึงความเป็นไปของสภาพบ้านเมืองและวิถีชีวิตของบรรพบุรุษในยุคนั้น ประการแรกน่าจะมาจากเคยอยู่ในรั้วในวังมาก่อน ก็ที่เคยเล่าให้ฟังว่าเคยทำงานในพระบรมมหาราชวังเมื่อสิบหกสิบเจ็ดปีที่แล้วนั่นแหละ ก็คิดว่าตัวเองคงซึมซับเรื่องราวสมัยก่อนรวมทั้งของเก่าภายในรั้วในวังนั่นเอง

อีกประการที่คิดว่าสำคัญน่าจะเป็นเพราะนิสัยชอบอ่านหนังสือของตัวเองเป็นแน่ เพราะตั้งแต่เด็กมาจนโตป่านนี้ช่วงเวลาหย่อนใจที่มีความสุขที่สุดคือการได้อ่านหนังสือที่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือการ์ตูน นิยาย หรือไปจนกระทั่งหนังสือวิชาการ ถ้าชอบก็จะหมกหมุ่นอ่านซ้ำแล้ว ซ้ำเล่าอยู่นั่นเอง สำหรับหนังสือนวนิยายที่ถูกอกถูกใจผู้เขียนมีค่อนข้างเยอะ และนักประพันธ์ที่ชอบก็มีอยู่หลายท่าน ตัวอย่างเช่น หนังสือหัสนิยายของ ป. อินทปาลิต ที่เป็นชุดชื่อว่า "วัยหนุ่ม" ของสามเกลอ พล นิกร กิมหงวน ผู้เขียนชอบลักษณะการเขียนและมุกตลกที่แทรกไปกับบทสนทนาของตัวละครที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในหนังสือชุดนี้มาก ไม่ว่าจะเป็นเจ้าคุณปัจจนึก หรือเจ้าแห้ว คนรับใช้ของบ้านสามเกลอ ที่มาพร้อมกับคำพูดเอกลักษณ์ว่า "รับประทาน" หรือเจ้าสัวกิมหงวนหนึ่งในสมาชิกของสามเกลอที่มีชื่อจริงว่า กิมหงวน ไทยแท้ มีนิสัยชอบฉีกแบ๊งค์ เป็นต้น ผู้เขียนคิดว่าคงต้องมีผู้อ่านบางท่านเคยอ่านหัสนิยายชุดนี้ของ ป. อินทปาลิต มาบ้างแล้ว สำหรับท่านที่ยังไม่เคยลองอ่านขอแนะนำว่าหัสนิยายชุดสามเกลอนี้ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในหนังสือร้อยเล่มที่คนไทยควรอ่าน



นักประพันธ์อีกท่านหนึ่งที่ผู้เขียนชอบอ่านงานของท่านมากคือ รศ.ดร.คุณหญิงวินิตา ดิถียนต์ ซึ่งท่านมีนามปากกาหลายชื่อด้วยกัน แต่ที่ผู้เขียนติดตามอ่านผลงานของท่านผู้นี้จะมีนามปากกาอยู่สองชื่อด้วยกันคือ "แก้วเก้า" กับ "ว.วินิจฉัยกุล" สำหรับนามปากกา "แก้วเก้า" นั้นท่านจะใช้สำหรับนวนิยายประเภทแฟนตาซี มีปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ อย่างนวนิยายเรื่อง "เรือนมยุรา (นกยูงและคุณพระนาย)" "จากฝันสู่นิรันดร (ตรัยและคุณการะเกด)" เป็นต้น และใช้นามปากกา ว.วินิจฉัยกุลสำหรับนวนิยายแนวสมจริง เช่น "โสดสโมสร" "ฟ้าต่ำ" เป็นต้น แต่ที่เป็นที่น่าประทับใจและตรึงความสนใจของผู้เขียนได้มากที่สุดคือเรื่อง "รัตนโกสินทร์" จนมาถึงทุกวันนี้ยังไม่มีนวนิยายเล่มใดและเรื่องใดที่สร้างความประทับใจได้มากที่สุดและชักชวนให้ผู้เขียนสามารถอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้เหมือน "รัตนโกสินทร์" เล่มนี้เลย




"รัตนโกสินทร์" เป็นหนังสือนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่ให้นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายไว้อ่านนอกเวลา นอกจากนี้นิยายเรื่องนี้ยังได้รับรางวัลเป็นหนังสือนวนิยายดีเด่นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๐ อีกด้วย

เรื่องโดยย่อของรัตนโกสินทร์กล่าวถึงตัวเอกของเรื่องคือ "พ่อฟัก" และ "แม่เพ็ง" โดยฉากและบรรยากาศที่เล่าเรื่องเป็นยุคสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (รัชกาลที่ ๑ ถึง ๓)

"พ่อฟัก" เป็นลูกเจ๊สัวนายเตาพ่อค้าจีนในยุคสมัยนั้น และมีแม่ชื่อแม่นายพลับที่เป็นคนไทยเชื้อสายมอญ ดังนั้นพ่อฟักจึงเป็นผู้ชายผิวขาวอย่างจีนในขณะที่มีเครื่องหน้าคมเข้มแบบไทยผสมมอญ ครอบครัวมีฐานะร่ำรวยจากการค้าขาย แต่อย่างไรก็ตามก็อาจจะดูเหมือนว่าสกุลรุนชาติของ "พ่อฟัก" อาจจะดูน้อยไปหน่อยในสายตาของขุนน้ำขุนนาง

"แม่เพ็ง" เป็นธิดาของพระยาสุเรนทร เจ้าคุณปลัดทูลฉลองวังหน้าในแผ่นดินที่ ๑ และเนื่องจากเป็นบุตรสาวคนเดียวและหน้าตาผิวกายสะสวย บิดาจึงรักใคร่ตามใจแม่เพ็งเป็นหนักหนา จนทำให้แม่เพ็งมีนิสัยที่แตกต่างไปจากหญิงอื่นในกรุงรัตนโกสินทร์ในเรื่องความเชื่อมั่นในตัวเองและกล้าแสดงออกในยุคสมัยที่สิทธิสตรีไม่ได้รับการบัญญัติศัพท์ไว้

เส้นทางของ "ฟัก" และ "เพ็ง" มาบรรจบกันครั้งแรกเมื่อตอนแม่เพ็งมีอายุสิบปีและพ่อฟักในอายุที่แก่กว่าหล่อนสิบปีในคราวที่แม่เพ็งตกน้ำหน้าเรือนแพของหล่อน บังเอิญที่ฟักพายเรือมาเห็นเหตุการณ์พอดีจึงกระโดดลงไปช่วยเหลือหล่อนขึ้นมาจากน้ำได้ เพราะเหตุการณ์คราวนี้เองทำให้ชื่อของ "ฟัก" ที่เป็นทนายหน้าหอของคุณพระราชพินิจจัยซึ่งมีศักดิ์เป็นพ่อสามีของ "ส้มจีน" พี่สาวของฟัก เป็นที่รู้จักของครอบครัวพระยาสุเรนทร เจ้าคุณปลัดทูลฉลองวังหน้า ซึ่งประกอบไปด้วย เจ้าคุณฯ "แม่เรียม" ซึ่งเป็นแม่ของแม่เพ็ง รวมไปถึงบรรดาบ่าวไพร่ในบ้่าน รวมทั้งบ่าวคนสำคัญที่เป็นนางพี่เลี้ยงของแม่เพ็งคือ "นางไปล่"

ด้วยอุปนิสัยที่ขยันหมั่นเพียรในการใฝ่หาความรู้ รวมทั้งได้ทำคุณงามความดีให้แก่บ้านเมืองเมื่อคราวไปออกศึก ฟักได้รับการแต่งตั้งให้เป็น "หลวงแพ่ง" เมื่อมีอายุยี่สิบห้าปี โดยมีหน้าที่ชำระความคดีทั้งหลาย ในอายุยี่สิบห้าปีเช่นนี้ฟักได้ชื่อว่าเป็นผู้ชายที่แปลกแยกจากผู้ชายอื่นเพราะไม่มีเมียไม่ว่าจะเมียหลวง เมียบ่าว ตั้งหน้าตั้งตาทำหน้าที่การงานและสนใจแต่ตัวบทกฎหมายจนไม่สนใจผู้หญิงคนไหนไม่ว่า "แม่พลับ" โดยความช่วยเหลือจากพ่อสื่อตัวเอ้ที่เป็นน้องชายของฟักคือ "พ่อทั่ง" จะเพียรพยามเคี่ยวเข็ญให้ฟักไปดูตัวสาวตามบ้านต่างๆ ฟักก็จะคอยบ่ายเบี่ยงและหลีกเลี่ยง เพราะมีสาเหตุมาจากอาการอกหักสมัยรุ่นหนุ่มเพราะผู้หญิงนาม "แม่ช้อง" ตีจากหอบผ้าหอบผ่อนหนีตามนักเลงฝิ่นบรรดาศักดิ์ที่มีเมียเต็มบ้านเต็มเมืองนาม "คุณสน" หลานรักเจ้าพระยาสมุหกลาโหม ขุนนางผู้ใหญ่โต เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ฟักไม่สนใจผู้หญิงคนไหนเลย

เมื่อแม่เพ็งมีอายุครบได้สิบปี แม่เรียมเห็นว่าลูกสาวตัวเองควรจะได้รับการอบรมสั่งสอนวิชาการตามแบบฉบับผู้หญิงในรั้วในวัง ดังนั้นจึงส่งแม่เพ็งเข้าไปอยู่ในวังหลวงกับพี่สาวที่เป็นนางข้าหลวงอาวุโสของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี พระอัครมเหสีของรัชกาลที่ ๒ ครั้นเมื่อมีการผลัดแผ่นดินมาเป็นรัชกาลที่ ๓ สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี หรือกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ พระบรมราชชนนี พระพันปีหลวงในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จออกมาประทับ ณ ตำหนักแดงในพระราชวังเดิม (กองทัพเรือปัจจุบัน)แม่เพ็งจึงตามเสด็จด้วย ซึ่งการที่มาอยู่ที่วังเดิมนี่เองทำให้แม่เพ็งได้มีโอกาสกลับไปบ้านบ้างเป็นครั้งคราว แต่คราวที่แม่เพ็งกลับไปทางบ้านทีไร สมเด็จท่านก็จะรับสั่งถึงเพราะขาดคนอ่านกลอนเรื่องอิเหนาถวาย เพราะแม่เพ็งหล่อนพอมีความรู้อ่านออกเขียนได้อยู่บ้าง

เส้นทางของฟักและแม่เพ็งมาบรรจบกันอีกครั้งและไม่เคยแยกจากกันอีกเลย เมื่อคราวแม่เพ็งในวัยสิบหกปีกลับมาเยี่ยมบ้านในขณะที่ขุนนางหนุ่ม "หลวงแพ่ง" ถูกแม่กับน้องชายบังคับให้ไปดูตัว "แม่ลำดวน" ลูกสาวขุนนางกรมท่า ในระหว่างทางที่ฟักและทั่งนั่งเรือพายที่บรรทุกไปด้วยผ้าแพรจีน ลูกไม้ผลไม้จีน และเครื่องกระเบื้องเคลือบของจีนเพื่อไปกำนัลแก่ครอบครัวแม่ลำดวน เรือของฟักได้พายผ่านบ้านพระยาสุเรนทร ฟักเห็นทีได้โอกาสที่จะไม่ไปดูตัวผู้หญิงจึงบอกทั่งให้แวะบ้านพระยาสุเรนทรพร้อมนำของที่มากับเรือขึ้นไปกราบไหว้ผู้ใหญ่บ้านนี้ เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ฟักและแม่เพ็งได้พบกันอีกครั้งจนผูกสมัครรักใคร่และแต่งงานร่วมชีวิตกันในที่สุด แต่ระหว่างนั้นทั้งสองต้องพบอุปสรรคมากมายจากเหตุการณ์และผู้คนต่างๆ แต่ทั้งคู่ก็ฝ่าฟันมาได้และที่สำคัญพ่อฟักก็ไม่เคยคิดจะหาเมียอื่นอีก คงเป็นผู้ชายที่แปลกจากผู้ชายอื่นในกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีแม่เพ็งเป็นเมียคนเดียว ในขณะที่ค่านิยมสมัยนั้นผู้ชายมักมีเมียหลายๆ คนไว้ประดับบารมี

ว.วินิจฉัยกุลได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่ผู้อ่านว่า เรื่องราวของนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่องนี้เขียนขึ้นมาจากเค้าโครงเรื่องจริงของบรรพบุรุษของท่านคือแม่เพ็งและพ่อฟัก โดยอาศัยหลักฐานบันทึกเรื่องราวที่หลานปู่พ่อฟักที่เป็นข้าราชการในสมัยรัชกาลที่ ๗ ได้จัดทำไว้ นอกจากนั้นผู้อ่านยังเห็นถึงความวิริยะของ ว.วินิจฉัยกุล สำหรับการทำการบ้านมาอย่างดีในเรื่องการค้นหาเอกสารและบันทึกเหตุการณ์ในสมัยนั้น รวมทั้งสอบถามกับผู้รู้ เปรียบได้กับการทำงานวิจัยชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว

ตามความเห็นของผู้ที่ชื่นชอบเรื่องราวประวัติศาสตร์อย่างผู้เขียน นวนิยายเรื่องนี้ถือว่าเป็็นเรื่องที่มีคุณค่ายิ่ง ผู้แต่งนวนิยายเรื่องนี้มีความสามารถมากในเรื่องของการใช้วรรณศิลป์เพื่อให้ผู้อ่านเพลิดเพลินไปกับการโลดแล่นของตัวละครต่างๆ และสอดแทรกความรู้เกี่ยวกับสภาพสังคมและวัฒนธรรมบ้านเมืองในขณะนั้นได้อย่างแยบคาย แม้ว่าตัวผู้แต่งจะออกตัวว่าการแต่งนวนิยายอิงประวัติศาสตร์มีกรอบจำกัดจินตนาการเพราะต้องอิงกับข้อเท็จจริงบางประการในอดีต นอกจากนี้ยังมีความยากลำบากคือต้องระมัดระวังในการเอ่ยพาดพิงถึงบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะถ้าจะต้องกล่าวถึงบุคคลผู้นั้นในแง่ร้าย เช่น กรณี "คลื่นใต้น้ำ" ที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓ เป็นต้น

ที่สำคัญผู้เขียนประทับใจแนวคิดของ ว.วินิจฉัยกุล เกี่ยวกับนวนิยายของท่านเรื่องนี้ โดยท่านได้เล่าถึงวัตถุประสงค์ของการเขียนนิยายเรื่องนี้ในคำนำของท่านตอนหนึ่งว่า

"นวนิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นด้วยจุดประสงค์ที่จะแสดงให้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ในอดีตของไทยเมื่อเกือบสองร้อยปีก่อน ในช่วงก่อนที่วิทยาการตะวันตก หรือเทคโนโลยีทันสมัยต่างๆ จะเข้ามาเกี่ยวข้อง สภาพชีวิตแบบไทยดังกล่าวนับว่าเป็นเรื่องห่างไกลจากความเข้าใจของคนไทยในปัจจุบันออกไปทุกที นับว่าน่าเสียดายมาก เพราะการดำเนินชีวิตตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ถึง ๓ เป็นเรื่องที่น่าสนใจและควรแก่ความภูมิใจในหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ศิลปะ และวรรณคดีของกรุงรัตนโกสินทร์...

ผู้เขียนคิดว่าหนังสือเล่มนี้สมควรมีติดไว้บนชั้นหนังสือเป็นอย่างมาก ผู้เขียนเชื่อว่าจะมีหลายท่านเมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้วจะเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจกับความเป็นไทยและเข้าใจรากเหง้าของเราขึ้นอีกมากเลยทีเดียว

ดังนั้นตอนนี้ขออนุญาตจบการเล่าเรื่องตอนนี้แต่เพียงเท่านี้ก่อน คิดว่าคงต้องไปหาซื้อหนังสือรัตนโกสินทร์เล่มใหม่มาไว้บนชั้นหนังสือที่บ้าน เพราะเล่มเก่้าที่ซื้อหามาอ่านเมื่อเกือบสิบห้าปีที่แล้วเก่าคร่ำคร่า กระดาษเป็นสีเหลืองคล้ำไปหมดแล้ว เพราะหนังสือถูกใช้งานมาหลายรอบเต็มที

สำหรับการเล่าเรื่องเมืองควิเบกขอยกยอดไปคราวหน้าก็แล้วกัน

ขอบคุณภาพจาก http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/721/7721/images/Pol_Nikon/samgler_03.jpg, http://siambookcenter.com/images/products/861_image.gif

ขอขอบคุณวีดีโอจาก youtube โดย naanping