วันเสาร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

BKK flooding 2011




Finally, my hometown and World's best city, Bangkok, is now submerged. I wanna give my fellow Bangkokians all the praise for their toleration of “P.M.”. The mentioned definitely does not refer to the Prime Minister at all, we have “so-called” that person, though. (*sigh*)

All the shame, guilt, and blame put down for "P.M or Poor Management".






Photos credit to http://atcloud.com/stories/39392
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=sitcom&month=27-10-2011&group=54&gblog=177
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9540000136941
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Bangkok_City_Montage.png by khemkhaeng via Montage from existing wikicommons files.

วันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2554

กำลังมีแขกมาเยือน

ช่วงนี้ต้องขออภัยผู้อ่านหลายคนที่คอยติดตามตอนใหม่ของการท่องเที่ยวในยุโรป ระยะนี้ผู้เขียนและคนกรุงเทพฯจำนวนนับล้านเรากำลังมีแขกมาเยือนจากเมืองเหนือ คงต้องคอยอยู่ต้อนรับให้เขาประทับใจเสียหน่อย (แต่ไม่ต้องประทับใจมากก็ได้ เีดี๋ยวหลงแสงสีในเมืองกรุงและไม่อยากรีบลงทะเลจะยุ่งกันใหญ่)

คงอีกสักพักจะกลับมาเขียนเรื่องใหม่เมื่อแขกไปแล้ว หวังว่ากลับมาเขียนเรื่องได้เร็วขึ้น คงต้องขอตัวไปแล้วเพราะต้องคอยติดตามข่าวว่าน้ำจะท่วมบ้านหรือไม่ เฮ้อ :-((

วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ผมคือนายแบบ rookie ชื่อบุญหลง

ช่วงนี้คนไทยทั้งชาติ (จะยกเว้นก็แต่คนที่มันอาศัยประเทศไทยอยู่แต่ไม่ใช่คนไทยที่เรารู้ดีว่าพวกมันเป็นใคร) คงมีความทุกข์ ความขมขื่นเมื่อเห็นสภาพบ้านเมืองประสบกับภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่ในหลายๆ จังหวัดที่คนอย่างเราๆ ไม่สามารถเอาชนะได้ ทั้งหมดนี้เราคงจะชี้หน้ากล่าวโทษใครไม่ได้เลย คงต้องโทษตัวเราเอง เพราะามนุษย์ทุกคนที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมาไม่ว่าจะมีส่วนมากหรือน้อยก็ตามที

ในขณะที่เขียนบทความนี้ ยังไม่รู้ว่าเมืองหลวงของประเทศไทยคือกรุงเทพฯ บ้านเกิดของผู้เขียนจะประสบชะตากรรมเช่นไร แต่ยังไงก็ตามจะท่วมมากท่วมน้อย หรือไม่ท่วมเลย(คงเป็นไปได้ยาก) ก็ต้องรับสภาพกันไป ในขณะที่ผู้คนอย่างเราๆ ประสบกับภาวะยากลำบากโดยเฉพาะในจังหวัดอยุธยา สิงห์สาราสัตว์ก็ต้องพลอยรับเคราะห์โดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่จากการกระทำของมนุษย์ไปด้วย ที่น่าสงสารคือช้างกว่า ๗๐ เชือก ที่รอความช่วยเหลือจากคนในเรื่องอาหารการกินที่ขณะนี้ขาดแคลนอย่างหนัก แต่ก็ยังดีที่ว่ามีคณะสัตวแพทย์และสถาบันคชบาลเร่งเข้าไปช่วยเหลือแล้ว แต่คงยังไม่เพียงพอ ถ้าท่านใดใจบุญที่จะช่วยช้างเหล่านั้น และประสงค์จะขอบริจาคสามารถบริจาคผ่านธนาคารกรุงไทย สาขาลำปาง ชื่อบัญชี กองทุนศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย เลขที่ 503-1- 84611-9 และส่งใบสำเนานำฝากพร้อมระบุชื่อ ที่อยู่ และ ระบุว่าสนับสนุนอาหารช้าง มาที่ 054- 829330 และ info@thailanndelephant.org

ท่ามกลางข่าวน่าเศร้าก็ยังมีข่าวน่ายินดี ผู้อ่านคงจะจำเรื่องของ "พลายบุญหลง" ได้ ที่เป็นลูกช้างป่าพลัดหลงจากแม่ที่ป่าภูหลวงจังหวัดเลย ซึ่งขณะนี้เขาได้ย้ายพลายบุญหลงไปอยู่ที่ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยในลำปางแล้ว ดังนั้นชีวิตต่อแต่นี้ไปของพลายบุญหลงจึงต้องกลายเป็นช้างเลี้ยง ผู้เขียนติดตามข่าวของเจ้าพลายน้อยนี้อย่างต่อเนื่อง เห็นว่าชีวิตของพลายบุญหลงดีขึ้นมีแม่รับที่คอยให้นมแล้ว ก็ให้รู้สึกดีใจไปกับเจ้าช้างตัวน้อยนี้ ตอนนี้ดูเหมือนว่าชีวิตของพลายบุญหลงจะครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว มีแม่คอยดูแล (ถึงแม้จะไม่ใช่แม่จริงๆ) และได้รับการเอาใจใส่อย่างดีจากควาญที่เป็นพี่เลี้ยง และดูเหมือนว่าจะเป็นดารารุ่นใหม่ของศูนย์ฯ เสียด้วย ลองดูท่าเขาเสียก่อน เหมือนนายแบบน้องใหม่ปรากฏกายท่ามกลางสื่อมวลชนที่คอยถ่ายรูปทำข่าวยังไงไม่รู้ น่ารักจริงๆ

"วันนี้ที่ลำปางของลูกช้างพลายบุญหลง"



เช้าวันที่ 4 ตุลาคม 2554 หลังจากที่ลูกช้างพลายบุญหลงได้เข้ารับการดูแลต่อเนื่องที่โรงพยาบาลช้าง ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป) จ.ลำปาง ตั้งแต่เย็นวันที่ 1 ตุลาคม 2554 นั้น วันนี้ ลูกช้างพลายบุญหลงก็พยามปรับตัวให้เข้ากับสถานที่และพี่ควาญคนใหม่



น.สพ.ดร.สิทธิเดช มหาสาวังกุล หัวหน้าฝ่ายโรงพยาบาลช้างศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย อ.อ.ป. จ.ลำปาง ได้กล่าวถึง ลูกช้างพลายบุญหลงนั้นมีสุขภาพดี คาดว่าอายุของช้างน่าจะประมาณ 5 เดือน น้ำหนัก 155 กิโลกรัม และส่วนสูงประมาณ 90 เซนติเมตร



หลังจากที่ได้ตรวจสุขภาพโดยรวมของพลายบุญหลงแล้ว พบว่า สุขภาพดี แต่เนื่องมาจากสภาพภูมิอากาศช่วงนี้มีฝนตก ลูกช้างเองก็มีอาการเป็นหวัดนิดหน่อย มีน้ำมูก ซึ่งก็ได้ฉีดยาปฏิชีวนะ ไปให้แล้วก็ยังต้องเฝ้าดูอาการอยู่ และหลังจากที่พยายามให้ช้างพังพุ่มพวงซึ่งมีประสบการณ์เลี้ยงดูแลลูกได้ดีเข้ามาเป็นแม่รับนั้น ก็ยังไม่มีทีท่าว่าพลายบุญหลงจะเข้าใกล้ และไปหาดื่มนมแม่ช้าง



อย่างไรแล้วก็ยังให้พุ่มพวงมายืนแถวๆ คอกอนุบาลลูกช้าง เพื่อสร้างความคุ้นเคยให้มากขึ้น คาดว่าอาจจะต้องใช้เวลาปรับตัวในเรื่องนี้ ลูกช้างมีนิสัยร่าเริง และเข้ากับคนได้ดี เริ่มที่จำกลิ่นพี่ควาญคนใหม่ที่ทางศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย จัดมาดูแลได้ มีการเรียนรู้นิสัยของกันและกันแล้ว เวลาหิวก็จะบอกและแสดงอาการ



ทางโรงพยาบาลช้างฯ ก็จัดนมที่ใช้เลี้ยงเด็กทารก ให้กับลูกช้าง พอกินนมอิ่มแล้วก็จะนอนหลับ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกันกับเด็กทารก อย่างไรก็ตามก็คงต้องให้วิตามินเสริมเพื่อโครงสร้างและความแข็งแรงของกระดูกและภูมิคุ้มกันของร่างกายด้วย









"ลูกช้างพลายบุญหลงเข้าหาแม่รับแล้ว"



หลังจากที่ทางศูนย์ อนุรักษ์ช้างไทย องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) จ.ลำปาง ได้จัดแม่ช้างพังพุ่มพวง ให้เป็นแม่รับลูกช้างพลายบุญหลง นั้น ในช่วงเที่ยงของวันที่ 4 ตุลาคม 2554 ลูกช้าง พลายบุญหลงได้เริ่มเข้าหาแม่ช้างพังพุ่มพวง และกินนมแม่ช้างพังพุ่มพวง รวมทั้งอึแม่ช้าง ซึ่งเป็นเรื่องปกติและแสดงให้เห็นว่าทั้งสองนั้นได้ยอมรับซึ่งกันและกันที่จะเป็นแม่ลูก กันแล้ว



จากเหตุการณ์ที่ลูกช้างพลายบุญหลง พลัดพรากจากอกแม่ช้างเพราะถูกกระแสน้ำป่า พลัดหลงจากโขลงในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง และพลัดหลงเข้ามาในหมู่บ้านเลยวัง ไสย์ ต.เลยวังไสย์ จ.เลย เมื่อต้นเดือนกันยายน ที่ผ่านมานั้น ตลอดระยะเวลา 1 เดือน ที่ผ่านมา ลูกช้างพลายบุญหลงได้กินนมเลี้ยงเด็กทารก มาตลอด วันนี้จึงเป็นวันที่ลูกช้าง ได้มีโอกาสดูดนมจากอกแม่ช้างอีกครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่ง เพราะในน้ำนมแม่ช้างมี สารอาหารที่ลูกช้างต้องการมากกว่านมผง



สำหรับช้างพังพุ่มพวง ซึ่งมีประสบการณ์ในการเลี้ยงดูลูกช้างและเป็นแม่รับให้แก่ลูกช้าง มาแล้วนั้น เลี้ยงดูเป็นอย่างดีทุกเชือกและรักลูกช้างทุกเชือกถึงแม้จะไม่ใช่เป็นลูกแท้ๆๆ ก็ตาม แต่เนื่องจากระยะเวลาเลี้ยงดูลูกช้างผ่านมาหลายปี น้ำนมก็มีไม่มากเหมือนตอน เป็นแม่ลูกอ่อน แรกๆ บุญหลงก็พยายามดูดนมจากอกพังพุ่มพวง ซึ่งขณะดูดนมอยู่ก็ส่ง เสียงร้องในลำคอเหมือนกับจะบอกว่าน้ำนมแม่ไหลมาไม่ทันใจเลย จนพี่ควาญผู้ดูแล ต้องป้อนนมชงเสริมให้อีกครั้ง จนอิ่มก็จะวิ่งเล่นใกล้ๆกับที่แม่ช้างยืนอยู่ และพอหิวก็จะ เดินเข้าไปหาแม่ช้างและพยายามดูดนมอีก แต่ก็เป็นเช่นเดิม ซึ่งทางคณะสัตวแพทย์โรง พยาบาลช้าง ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย อ.อ.ป. จ.ลำปาง ก็ยังต้องสั่งให้เสริมด้วยนมชงอีก หลังจากดื่มนมอิ่มแล้ว ก็จะวิ่งเล่นสักพัก ไปหาพี่ควาญบ้าง เล่นกับพี่ควาญ แต่ก็จะไม่อยู่ ไกลแม่ช้างเหมือนวันแรกๆๆที่มาถึง เวลาก็จะนอนหลับอยู่ใกล้ๆ กับแม่ช้างพังพุ่มพวง เสมอ และทางสัตวแพทย์ให้กำชับควาญผู้ดูแลลูกช้างพลายบุญหลง ให้นมลูกช้างจน อิ่มและให้ได้พักผ่อนมากๆ ให้นอนมากๆ เหมือนลูกช้างทั่วไป เพื่อจะได้ทำให้ร่างกาย แข็งแรงด้วย




ดังนั้นหากเป็นช่วงเวลาที่ลูกช้างนอนหลับ ทางศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย อ.อ.ป. จ.ลำปาง จะได้ขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวและผู้ประสงค์จะมาเยี่ยมลูกช้างพลายบุญหลง งดเยี่ยม ในช่วงเวลาดังกล่าวเพื่อที่ช้างจะพักผ่อนอย่างเต็มที่ ซึ่งจะสังเกตจากป้ายแนะนำ หรือ มองดูได้ในระยะห่างๆๆ

ผู้เขียนหวังว่าข่าวของพลายบุญหลงคงจะสร้างรอยยิ้มให้กับผู้อ่านหลายๆ คนที่รักช้างในช่วงเวลานี้ได้ และหากท่านมีกำลังทรัพย์เพียงพอที่จะช่วยช้างที่กำลังประสบกับภาวะน้ำท่วมในอยุธยาได้ก็ขอความร่วมมือบริจาคได้ตามที่บัญชีที่แจ้งไว้ข้างบน ท่านก็จะสามารถช่วยชีวิตสัตว์แสนรู้ตัวโตๆ ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาเนิ่นนานและได้สร้างคุโณปการให้มนุษย์อย่างเราไว้มากมาย

เครดิตเนื้อหาข่าวและภาพประกอบโดย ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยลำปาง http://www.thailandelephant.org/

วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ปารีส...ในความรู้สึก !!! Paris...it's the way you make me feel !!!




หลังจากเปิดบทความนี้ด้วยคลิปวีดีโอการท่องเที่ยวของพวกเราในปารีสไปช่วงหนึ่งแล้ว ก็ได้เวลามาบรรยายความรู้สึกและเล่าถึงสิ่งที่ได้ไปพบเห็นมาในปารีสในช่วงเวลาสองสามวัน

สำหรับตัวผู้เขียนเองครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไปสัมผัสเมืองหลวงแห่งแฟชั่นและศิลปะของโลกอย่างปารีส เมื่อสมัยเพิ่งรับราชการใหม่ๆ ยังเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย (ตอนนี้ตำแหน่งก็ยังน้อยอยู่) ผู้เขียนมีโอกาสไปยุโรปเป็นครั้งแรกเพื่อเข้ารับการฝึกอบรมที่จัดโดยหน่วยงานต่างประเทศแห่งหนึ่ง ระยะเวลาฝึกอบรมก็นานพอดู โดยมีอยู่ช่วงหนึ่งเขาจัดกำหนดการให้ไปอบรมที่องค์การยูเนสโกในปารีส (เอ่ยชื่อหน่วยงานนี้ทีไร คนไทยปวดใจทีนั้น) ครั้งนั้นเลยเป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนได้ไปเห็นปารีสในแง่มุมต่างๆ

ปารีสเมื่อครั้งนั้นกับครั้งนี้ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป ภาพวาด งานศิลป์ ข้าวของต่างๆ ที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ลูฟว์สวยงามอย่างไร ก็ยังคงสวยอยู่อย่างนั้น (ถึงแม้ว่าจะสังเกตได้ว่ามีของเก่าบางอย่างหายไป เช่น ข้าวของที่เป็นอารยธรรมเก่าแก่ของอียิปต์บางอย่างถูกส่งคืนกลับไปประเทศเจ้าของแล้ว) นอกจากนั้นความลือชื่อเกี่ยวกับพฤติกรรมของมิจฉาชีพที่คอยล่าของมีค่าจำพวกกระเป๋าเงินหรือของมีค่าอื่นๆของนักท่องเที่ยวและคนทั่วๆไป ในสถานีรถไฟใต้ดินและตามแหล่งสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ในปารีส ก็ยังคงมีอยู่อย่างยั่งยืน แต่ก็อย่างว่าที่ไหนๆ ก็มีมิจฉาชีพ ฉกชิงวิ่งราว เราซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวก็ต้องคอยระมัดระวังเอาเองจะได้เที่ยวอย่างมีความสุข แต่อย่างน้อยปารีสก็มีคุณูปการอย่างหนึ่งกับตัวผู้เขียนเองนั่นก็คือผู้เขียนรู้จักหัดอ่านแผนที่และวิธีใช้รถไฟใต้ดินก็เมื่อมาปารีสในคราวนั้นนั่นเอง จำได้ว่าพอเริ่มรู้จักอ่านแผนที่และการเปลี่ยนสายรถไฟใต้ดินตามสถานีต่างๆ รู้สึกสนุกมาก (ก็ตอนนั้นบ้านเรายังไม่มีระบบขนส่งสาธารณะแบบนี้) จนต้องพยายามหาเวลามาทดลองนั่งบ่อยๆ เพื่อให้เกิดความคุ้นเคย

การกลับมาอีกครั้งในคราวนี้ความรู้สึกก็ไม่ต่างไปจากครั้งแรก ชอบสิ่งนั้นชังสิ่งนี้ซึ่งก็เป็นธรรมดาของอารมณ์มนุษย์ แต่โดยรวมก็ยังคงรู้สึกว่าปารีสก็ยังคงเป็นปารีสที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวของมันเอง สำหรับการจัดเวลาการท่องเที่ยวของกลุ่มเราค่อนข้างผ่อนคลายลงมากเมื่อเทียบกับการเที่ยวในลอนดอน ดูเหมือนว่าเราจะเดินน้อยลง และใช้เวลาในสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งยาวนานมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะว่า paris musuem pass ที่เราใช้เข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ลูฟว์ วิหารนอเตรอดาม หรือแม้กระทั่งพระราชวังแวร์ซายน์ มีราคาค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับ london pass เลยทำให้พวกเรารู้สึกว่าไม่ต้องใช้ให้คุ้มด้วยการเข้าชมหลายๆ แห่งเหมือนกับในลอนดอน นอกจากนี้ราคาค่าตั๋วโดยสารรถไฟใต้ดินของที่นี่ก็ถูกกว่าที่ลอนดอน และก็มีหลากหลายประเภทให้นักท่องเที่ยวเลือก แต่สำหรับพวกเราแล้วเราเลือกที่จะซื้อตั๋วแบบ "a carnet” ที่เป็นตั๋วชุดสิบใบใช้สำหรับการเดินทางครั้งเดียวหรือแบบ single ride ตั๋วชุดสิบใบนี้ราคา เพียง ๑๒.๕๐ ยูโร เฉลี่ยก็คือใบละ ๑.๒ ยูโรต่อการเดินทางหนึ่งครั้งและต่อคน ซึ่งนับว่าถูกกว่าซื้อแบบตั๋วเดี่ยวที่เขาคิดราคาที่ ๑.๗ ยูโร

สำหรับเรื่องอาหารการกินของเราก็เป็นไปตามสภาพของกระเป๋าเงิน มื้อไหนกินหรูแล้วก็ต้องเฉลี่ยกลับมากินแบบแบกะดินบ้างเพื่อให้สถานภาพทางการเงินเหลือไว้ใช้จ่ายในประเทศสุดท้าย ซึ่งยังเหลืออีกตั้งสี่ประเทศ โดยจะเห็นว่าบางครั้งพวกเราก็ไปนั่งกินในร้านอาหารอย่างดีเลย อย่างเช่น ร้านที่จะพูดถึงต่อไปนี้เป็นร้านที่ตั้งอยู่ถนนชองเอลิเซ่เชียวนา แล้วราคาก็ไม่แพงอย่างที่พวกเรากลัวในตอนแรก เป็นร้านอาหารสัญชาติเบลเยี่ยม แต่ก็ทำสไตล์ฝรั่งเศส โดยอาหารขึ้นชื่อของเขาคือหอยแมลงภู่อบซอสอะไรซักอย่าง คล้ายๆ หอบแมลงภู่อบของบ้านเราที่ขายตามร้านทะเลเผาเหมือนกัน แต่น้ำซอสเขาสุดยอดมากเลย พวกเราตักกินซะจนเกลี้ยงหม้อเลย ส่วนหนึ่งคงอยากให้คุ้มค่าเงินที่จ่าย พูดซะตั้งนานยังไม่ได้บอกชื่อร้านเลย ชื่อร้านคือ “Léon de Bruxelles” ตั้งอยู่ถนนชองเอลิเซ่เลย มีคนรีวิวร้านเขาด้วยเนี่ย

www.mdfeeds.com/2010/06/08/leon-de-bruxelles-champs-elysees-paris-france

และนี่ก็เว็บไซท์ของร้านเขา ท่านไหนมีโอกาสไปปารีสก็ขอฝากร้านนี้ในอ้อมใจท่านด้วย อร่อยจริงเรื่องหอยอบ (นี่ไม่ได้ค่าโฆษณา)

www.leon-de-bruxelles.fr

และบางมื้อบางคราวเราก็ต้องกินแบบถนอมเงินในกระเป๋ามีอะไรนิดหน่อยที่นำไปจากเมืองไทยก็เอามาแบ่งๆ กันกิน อย่างตอนที่ไปแวร์ซายน์น่ะก็นั่งกินกันแบบปิกนิกที่สวนข้างวังแวร์ซายน์อย่างที่เห็น จนบางทีคิดว่าตัวเองเป็นออสการ์ เดอ จาร์เจ กลับชาติมาเกิด ถึงตรงนี้มีหลายคนขมวดคิ้วแล้วซิ ใครเกิดไม่ทันยุคสมัยการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง "กุหลาบแวร์ซายน์" รับรองไม่รู้จักออสการ์ เดอ จาร์เจ แน่ๆ เดอ จาร์เจนะ ไม่ใช่ เดอลา โฮยา เพราะนั่นเขาเป็นนักมวย ใครไม่ทราบลองหาคำว่า "กุหลาบแวร์ซายน์" ในกูเกิลได้

ท้ายสุดของวันเราก็ยังมาพึ่งอาหารผัดๆ ทอดๆ แบบเอเชียที่ร้านอาหารจีนที่ชื่อ "Jinding” ซึ่งเป็นร้านใกล้ ที่พักของเรา หรือไม่ก็อาศัยผลไม้ ไส้กรอก แฮมจาก marche franprixหรือซุปเปอร์ทีอยู่ใกล้ๆ กัน แค่นี้ก็มีแรงที่จะเที่ยววันต่อๆ ไปแล้ว

วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2554

พลายบุญหลง

ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา มีข่าวอยู่หนึ่งข่าวที่ผู้เขียนให้ความสนใจเป็นพิเศษและรู้สึกกระทบใจตัวเองอย่างมาก ถึงตรงนี้ผู้อ่านหลายคนที่รู้จักผู้เขียนดีคงเดาว่าต้องเกี่ยวกับเรื่องการเมืองแบบ animal farm ในประเทศนี้แน่ๆ จริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องสัตว์การเมืองประเภทนั้นหรอก แต่เป็นเรื่องของสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของไทยมาตั้งแต่สมัยบรรพกาลนั่นก็คือช้างนั่นเอง

ช้างที่ตกเป็นข่าวในช่วงนี้มีคนตั้งชื่อให้ว่า "พลายบุญหลง" โดยพลายบุญหลงเป็นลูกช้างป่าอายุประมาณ ๓ ถึง ๖ เดือน ลูกช้างในช่วงวัยเท่าพลายบุญหลงถือว่ายังเป็นช้างเด็กมากๆ และการดำรงชีวิตอยู่ของช้างเด็กวัยนี้ต้องอาศัยนมแม่เป็นหลัก ถึงจะอยู่รอดปลอดภัยจนโตเป็นช้างพลายตัวโตๆ ในอนาคต แต่ก็ให้มีเหตุทำให้พลายบุญหลงต้องพลัดพรากจากอกแม่ที่อบอุ่น เมื่อมีน้ำป่าไหลแรงพัดพาเจ้าช้างป่าตัวน้อยนี้ที่กำลังหากินอยู่กับแม่ช่วงกลางคืนในป่าบริเวณ "เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง" จังหวัดเลย ทำให้เจ้าช้างตัวนี้หลงเข้ามาบริเวณชุมชนของชาวบ้าน

เมื่อชาวบ้านจับตัวช้างน้อยตัวนี้ได้ (ลักษณะนามของช้างป่าเรียกว่า "ตัว" ในขณะที่ช้างบ้านที่ถูกเลี้ยงไว้จะเรียกลักษณะนามเป็น "เชือก") ก็ตั้งชื่อให้เสร็จสรรพว่า "พลายบุญหลง" พร้อมกับส่งให้ "โครงการฟื้นฟูอาหารช้างป่าภูหลวง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง" อำเภอภูเรือ จ. เลย ดูแลพลายน้อยนี้ต่อไป

เมื่อแรกมาถึงพลายบุญหลงค่อนข้างผอม ถ่ายเหลว มีบาดแผลบริเวณปากและลำคอ ทำให้สัตวแพทย์ต้องคอยประคบประหงมเพราะช้างเล็กๆ อย่างนี้มีความเสี่ยงกับชีวิตอยู่เหมือนกันหากต้องดำรงชีวิตอยู่โดยขาดน้ำนมจากแม่ช้าง และมีสภาพย่ำแย่อย่างที่กล่าว

ตัวผู้เขียนเองโดยพื้นฐานเป็นคนใจอ่อนกับสิ่งมีชีวิตที่กำลังประสบกับความทุกข์ยากไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ แต่ก็ไม่ใช่ทุกกรณีเสมอไป แต่สำหรับพลายบุญหลงนี้ ตอนแวบแรกที่ได้เห็นภาพพลายบุญหลงในคลิบวิีดีโอที่สำนักข่าวท้องถิ่นเมืองเลยเขาโพสประกอบหัวข้อข่าว มันรู้สึกกระทบใจตัวเองอย่างแรงซึ่งผู้เขียนเองก็อธิบายไม่ถูก ผู้เขียนเองเชื่อว่าทุกคนคงต้องเคยเกิดความรู้สึกอย่างนี้

ในช่วงนั้นหลังจากได้ทราบว่าทางศูนย์ฯ ขอความร่วมมือผู้ใจบุญช่วยบริจาคเงินเพื่อช่วยค่านม ค่ายาสำหรับพลายบุญหลง ผู้เขียนเองไม่ได้รีรอเลยที่่จะร่วมบริจาค และก็ดีอยู่อย่างที่ธนาคารที่ทางศูนย์ฯ เปิดบัญชีไว้มีสาขาตั้งอยู่ที่ทำงานผู้เขียนพอดี เรื่องก็เลยง่าย

(คลิบข้างล่างเป็นช่วงที่เจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ ย้ายพลายบุญหลงไปเลี้ยงไว้ที่คอกกักของศูนย์ฯ เพื่อให้ห่างไกลจากการรบกวนของชาวบ้านและเด็กๆ)




และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาผู้เขียนก็คอยติดตามข่าวของเจ้าพลายบุญหลงมาโดยตลอดจากเว็บไซท์ข่าวท้องถิ่นของเมืองเลย ทำให้ทราบว่าสุขภาพของพลายบุญหลงเริ่มดีขึ้น แข็งแรงขึ้น แต่ก็ยังต้องเฝ้าระวังอยู่ พร้อมกันนั้นผู้เขียนก็ได้ทราบว่าทางสัตวแพทย์ขอบริจาคโปรตีนผงยี่ห้อดังจำนวนมาก เพื่อเสริมสร้างสุขภาพของพลายบุญหลง

(คลิบข้างล่างเป็นช่วงเวลาที่พลายบุญหลงได้รับการอนุบาลในคอกกักของศูนย์ฯ เพื่อให้สัตวแพทย์คอยดูแลและเฝ้าสังเกตอาการ)




มาถึงตรงนี้ผู้เขียนต้องขอบคุณพี่ริน (พี่ที่ไปเที่ยวด้วยกันที่ยุโรป) ที่ช่วยกรุณาบริจาคเงินสมทบเพื่อช่วยซื้อโปรตีนให้พลายบุญหลง และขอบคุณเพื่อนแป๋วที่เป็นธุระจัดหาโปรตีนที่ว่าให้ผู้เขียนได้ส่งไปให้พลายบุญหลงจำนวนหนึ่ง ผู้เขียนรู้แล้วว่าความรู้สึกอิ่มเอมใจในฐานะที่เป็นผู้ให้นั้นเป็นอย่างไร หลังจากที่ผู้เขียนได้เพียรพยามติดตามตรวจสอบสถานะการเดินทางของกล่องพัสดุที่ผู้เขียนส่งไปให้พลายบุญหลงตั้งแต่วันพุธที่ ๑๔ กันยายน ในเว็บไซท์ของไปรณีย์ไทย เมื่อกล่องพัสดุที่ว่ามีสถานะการนำจ่ายที่ถึงมือผู้รับเรียบร้อยแล้ว (แน่นอนว่าเจ้าพลายบุญหลงไม่ได้เซ็นรับพัสดุเองหรอก ถึงแม้ว่าหน้ากล่องจะระบุชื่อพลายบุญหลงเป็นผู้รับก็ตามที)






หลังจากเห็นข้อความของสถานะของพัสดุที่ว่าแล้ว ผู้เขียนรู้สึกเหมือนตัวเองได้รับของขวัญทางด้านจิตใจที่ดีที่สุดเท่าที่เคยได้รับมาเลยในช่วงเวลาที่เดือนนี้เป็นเดือนเกิดของผู้เขียน ผู้เขียนคิดว่าบางครั้งความสุขในการฉลองวันเกิดของคนเราก็คงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการนำเงินไปซื้อของขวัญที่หรูหราราคาแพง แต่ถ้าเงินจำนวนนั้นสามารถที่จะต่อชีวิตหรือบรรเทาความทุกข์ยากให้กับเพื่อนร่วมโลกหรือตามคำพระท่านว่าคือเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตาย แค่นี้ก็มีความสุขล้นเหลือแล้ว

video credit to youtube by linkloei

photo credit to http://www.golokdo.go.th/index.php?mo=3&art=514962

หมายเหตุ: เข้ามาเพิ่มเติมข้อมูล ณ วันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๕๔ ทางศูนย์ฯ ได้ย้ายพลายบุญหลงไปอยู่ที่ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยที่จังหวัดลำปางแล้ว หลังจากไม่สามารถตามหาแม่ช้างป่าของพลายบุญหลงได้ พลายบุญหลงคงต้องปรับสภาพการใช้ชีวิตจากช้างป่าเป็นช้างเลี้ยงต่อแต่นี้ไป



รายละเอียดข่าวจาก manager online

"ลำปาง - ลูกช้างป่าพลายบุญหลง อายุ 4 เดือนที่พลัดหลงฝูงจากป่าภูหลวง ถูกส่งมาเลี้ยงดูที่ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยลำปางแล้ว ทางศูนย์เตรียมหาแม่รับให้ หลังลูกช้างไม่ได้ดื่มนมแม่เกรงจะส่งผลกระทบด้านการเจริญเติบโต

รายงานข่าวจากจังหวัดลำปางแจ้งว่า ลูกช้างป่าพลายบุญหลง อายุ 4 เดือน ซึ่งพลัดหลงฝูงในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง เข้ามาในหมู่บ้านบ้านเลยวังไสย์ ต.เลยวังไสย์ จ.เลย หลังเกิดเหตุน้ำป่าไหลหลาก จนชาวบ้านแจ้งให้เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงทราบ จึงได้มีจัดชุดปฏิบัติการ 5 ชุดเพื่อตามหาโขลงแม่ช้างที่คาดว่าลูกช้างจะหลงออกมาตามแนวชายป่า ด้วยการตามรอยเท้าและเสียงร้องตามหาลูกของแม่ช้าง แต่ไม่พบว่ามีโขลงแม่ช้างที่มีลูกเล็กแต่อย่างใด ทำให้ทางเจ้าหน้าที่ต้องเลี้ยงดูลูกช้างพลายไว้ในเขตอนุรักษ์ฯ

แต่เนื่องจากลูกช้างยังเล็กและยังไม่หย่านม เกรงว่าหากลูกช้างไม่ได้ดื่มนมแม่ก็อาจจะมีโอกาสเสียชีวิตได้ ทางเขตจึงได้พยายามติดตามหาโขลงช้างที่มีลูกช้างพลัดหลงเพื่อนำลูกช้างกลับคืนแต่สุดท้ายก็ติดตามหาไม่พบ

ดังนั้น ทางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง ซึ่งนำโดยนายชัยณรงค์ ดูดดื่ม หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง และนายวัชระ ธรรมสอน หัวหน้าโครงการฟื้นฟูอาหารช้างป่าภูหลวง พร้อมด้วยทีมสัตว์แพทย์ศูนย์ช่วยเหลืออาหารช้างป่าภูหลวง ได้นำลูกช้างพลายบุญหลง เดินทางมาถึงศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง เมื่อ 1 ต.ค.54 ที่ผ่านมา เพื่อให้ทางศูนย์ฯ เป็นผู้ดูแลต่อไป

เบื้องต้นทางทีมสัตว์แพทย์ ได้นำลูกช้างไว้ในโรงเรือนและพักผ่อนก่อนหนึ่งคืน หลังจากนั้นในวันพรุ่งนี้จะได้หาช้างมาเทียบเพื่อหาช้างแม่รับให้กับลูกช้างพลายต่อไป และหากได้แม่รับที่สามารถให้นมกับลูกช้างได้ก็จะเป็นการดี เพราะลูกช้างยังต้องดื่มน้ำนมแม่เพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน

สำหรับลูกช้างพลายบุญหลง มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง แต่อาจจะขาดสารอาหารบ้าง แต่โดยรวมถือว่าสุขภาพดี และสามารถเข้ากับคนได้ง่าย ไม่ดุร้ายและไม่ชอบอยู่ในที่ที่มีการคุมขัง"

เครติดรูปภาพและเนื้อหาข่าวจาก manager online



ปัจจุบันพลายบุญหลงมีแม่รับแล้วชื่อพังพุ่มพวง ช่างเป็นข่าวดีจริงๆ ดีใจด้วยนะเจ้าช้างน้อยขอให้โตไวๆ

“พลายบุญหลง” ได้แม่รับแล้ว
วันศุกร์ ที่ 07 ต.ค. 2554




ลำปาง 7 ต.ค.- ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยหาแม่รับให้ช้างน้อยหลงแม่จากป่าภูหลวงได้เรียบร้อยแล้ว ชื่อ พังพุ่มพวงกำลังตั้งท้อง มีประวัติดี เคยเป็นแม่รับให้พลายปฐมภพช้างเชือกแรกของเอเชียเกิดจากผสมเทียมน้ำเชื้อสด

นายสัตวแพทย์สิทธิเดช มหาสาวังกุล หัวหน้าฝ่ายการแพทย์โรงพยาบาลช้าง ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย จังหวัดลำปาง เปิดเผยถึงพลายบุญหลง อายุ 4 เดือน พลัดหลงจากแม่ในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าภูหลวง จ.เลย และถูกส่งมาให้อยู่ในความดูแลของศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย เมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมาว่า ระหว่างจัดหาแม่รับให้กับลูกช้าง ทางศูนย์ฯ ให้นมถั่วเหลืองกับพลายบุญหลงวันละกว่า 3 ลิตร ทดแทนนมแม่และเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น ขณะนี้ไม่มีอะไรน่าห่วงแล้ว เนื่องจากหาแม่รับช้างได้เรียบร้อย คือ พังพุ่มพ่วง อายุ 30 ปี กำลังท้องอยู่ 12 เดือน ซึ่งสามารถเข้ากันได้ดี และยอมให้พลายบุญหลงกินนมจากเต้า แต่ยังต้องให้นมถั่วเหลืองเสริมด้วย เพื่อให้ลูกช้างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และขณะนี้พลายบุญหลงไม่มีอะไรน่าห่วงแล้ว
นายสัตวแพทย์สิทธิเดช กล่าวว่าพังพุ่มพวงเป็นแม่พันธุ์ที่ดีมากนิสัยไม่ดุร้าย เป็นช้างท่องเที่ยวเคยตกลูกมาแล้ว 1 เชือก อีกทั้งยังเคยเป็นแม่รับของพลายเอไอ หรือพลายปฐมสมภพ ชื่อพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นช้างที่เกิดขึ้นจากการผสมเทียมด้วยน้ำเชื้อสดเชือกแรกของเอเชีย ถือว่าพังพุ่มพวงมีประวัติในการดูแลช้างน้อยอย่างดี.-สำนักข่าวไทย


ที่มา http://www.mcot.net/cfcustom/cache_page/278153.html

วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2554

เลอ มง แซ็ง มิแชล (Le Mont Saint Michel) มนต์ของเก่าที่เรียกเราไปเยือน

กว่าที่กำหนดการท่องเที่ยวครั้งนี้จะออกมาเป็นรูปเป็นร่าง ผู้เขียนต้องอาศัยข้อมูลการท่องเที่ยวจากหลายแหล่งทั้งของไทยและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นบอร์ดสนทนาใน blueplanet ของพันธ์ทิพย์ seat61 หรือเว็บไซท์ทางการของแหล่งท่องเที่ยวนั้นๆ

สำหรับการจัดกำหนดการท่องเที่ยวในฝรั่งเศส ตอนแรกๆ ก็ไม่ได้มีความคิดที่จะออกไปโลดโผนโจนทะยานนอกเมืองปารีสแต่อย่างใด แต่ให้บังเอิญว่าได้ไปอ่านกระทู้หนึ่งในบอร์ดสนทนา blueplanet ซึ่งเจ้าของกระทู้ได้ขอคำแนะนำจากผู้รู้เกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจของฝรั่งเศส มีผู้ตอบท่านหนึ่งให้คำแนะนำเจ้าของกระทู้ว่าหากมีเวลาออกไปเที่ยวนอกปารีส ขอให้ลองไปเที่ยว "มง แซ็ง มิแชล หรือภาษาฝรั่งเศสเขาเรียก Le Mont Saint Michel” รวมทั้งมีภาพประกอบให้ดูด้วย ยังไงก็ตามผู้แนะนำท่านนั้นไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทางจากปารีสไป มง แซ็ง มิแชล มากนักเพียงแต่บอกว่าการเดินทางไปเองไม่ค่อยง่ายเท่าไหร่ แต่จะบอกว่ายากก็ไม่เชิง และระยะทางจากปารีสก็ไม่ใช่ใกล้ๆ ยังไงก็ตามผู้เขียนขอบอกว่าเมื่อได้เห็นรูปประกอบของ มง แซ็ง มิแชล ที่ผู้แนะนำท่านนำมาโพสไว้ในกระทู้แล้ว ความคิดก็โลดแล่นขึ้นมาทันทีว่าเราจะต้องไปสถานที่แห่งนี้ให้ได้ ว่าแล้วก็ขอฉันทานุมัติกับบรรดาพี่ๆ ลูกทัวร์ทุกคนว่าผู้เขียนอยากไป มง แซ็ง มิแชล ทุกคนเห็นเป็นอย่างไร พี่เขาก็ดีจริงๆ เลย เห็นดีด้วยทุกอย่าง หลังจากได้ไฟเขียวแล้วก็เริ่มค้นหารายละเอียดความเป็นมาของ มง แซ็ง มิแชล รวมทั้งการเดินทางจากปารีสไปสถานทีแห่งนี้ทันที




มง แซ็ง มิแชล เป็นวิหารเก่าแก่ที่มีอายุนับพันปีของศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก ถ้าวัดจากยอดสูงสุดของวิหารจะมีความสูง ๑๗๐ เมตรเหนือระดับน้ำทะเล วิหารแห่งนี้ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนเกาะที่มีน้ำทะเลล้อมรอบในแคว้นนอร์มังดี ตัววิหารสร้างด้วยหินแกรนิตที่แข็งแรงทำให้มีความทนทานสู้แดด ลม ฝน และการกัดกร่อนของน้ำทะเลจนอยู่มาได้เป็นพันปี แรกเริ่มเดิมทีวิหารแห่งนี้ไม่ได้เป็นวิหารสูงใหญ่โตเท่าที่เราเห็นในปัจจุบัน การก่อสร้างและต่อเติมรวมทั้งการบูรณะ มง แซ็ง มิแชล มีมาหลายยุคสมัยเริ่มตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ ๑๐ เป็นต้นมา วิหารมง แซ็ง มิแชล ได้ผ่านยุคสมัยผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มาอย่างยาวนาน บางยุคบางสมัยที่มีศึกสงครามผู้ครอบครองดินแดนแถบนี้ได้ใช้วิหาร มง แซ็ง มิแชล เป็นที่คุมขังนักโทษ ในขณะที่บางช่วงเวลา มง แซ็ง มิแชลถูกใช้เป็นสถานที่สงบจิตสงบใจของผู้แสวงบุญและนักบวชชาวคริสต์ ดังนั้นสถานที่แห่งนี้จึงมีเสน่ห์และมนต์ขลังในแง่มุมที่แตกต่างหลากหลายในสายตาของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งในแต่ละปีมีจำนวนนักท่องเที่ยวมาเยือน มง แซ็ง มิแชล ไม่ต่ำกว่าสามล้านคนเลยทีเดียว จะเป็นเพราะมนต์ของความเก่าหรือเรื่องราวน่าสนใจในอดีตที่มีอย่างยาวนานก็แล้วแต่ แต่ช่วงเวลา ณ ขณะนั้นจิตใจของผู้เขียนได้เดินทางไปถึง มง แซ็ง มิแชลเรียบร้อยแล้วนับตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็นภาพวิหารแห่งนี้


คงไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการค้นหาข้อมูลจากเว็บไซท์ทางการของสถานที่ท่องเที่ยวนั้นๆ ถ้าลองมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเยอะๆ อย่างนี้เขาคงต้องมีข้อมูลการเดินทางให้เราสิ ผู้เขียนนึกในใจ และแล้วก็ไม่ผิดหวังเมื่อเว็บไซท์ทางการของ มง แซง มิแชล ตามลิงก์นี้
www. http://www.ot-montsaintmichel.com/en/accueil.htm
บอกข้อมูลการเดินทางไป มง แซง มิแชล ที่ค่อนข้างละเอียดไม่ว่าจะทางเรือ รถยนต์ เครื่องบิน หรือแม้กระทั่งรถไฟ สำหรับพวกเราแล้วเส้นทางที่สะดวกที่สุดคือการเดินทางโดยรถไฟ ผู้เขียนเลือกเอาวันที่ ๒ เมษายน เป็นวันเดินทาง (เป็นวันดีเสียด้วยเพราะเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตน์ฯ ที่พวกเราทราบดีว่าท่านทรงปราดเปรื่องวิชาหลากหลายแขนง รวมทั้งเรื่องของประวัติศาสตร์ด้วย)

โดยเราออกเดินทางจากปารีสที่สถานีรถไฟมองปานาส (Paris Montparnasse) เวลา ๐๗.๐๕ น. แล้วไปลงที่สถานีรถไฟเมืองเรนเนส (Rennes Gare) ในเวลา ๐๙.๑๐ น. ใช้เวลาเดินทางประมาณสองชั่วโมง ค่าใช้จ่ายในการเดินทางโดยรถไฟ TGV เส้นทางแรกนี้คนละ ๔๔ ยูโร จากนั้นเราจะต้องนั่งรถโดยสารต่อไปอีกประมาณชั่วโมงครึ่งจึงจะถึง มง แซ็ง มิแชล โดยเยื้องๆ กับสถานีรถไฟเมืองเรนเนสจะเป็นที่ตั้งของสถานีรถโดยสารของเมืองเรนเนสที่จะพาพวกเราไป มง แซ็ง มิแชล

ผู้เขียนทราบดีอยู่แล้วว่าระบบการเดินทางและการเชื่อมต่อขนส่งสาธารณะในยุโรปสะดวกและตรงเวลามาก ดังนั้นนักท่องเที่ยวจะมีความสะดวกสบายอย่างมากไม่ว่าจะนั่งรถไฟไปต่อรถโดยสาร หรือนั่งรถโดยสารไปต่อรถไฟ การจัดกำหนดการเดินรถของเขาจะส่งต่อเวลากันได้เป็นอย่างดี ในกรณีของเราก็เช่นเดียวกันเมื่อเราลงมาถึงสถานีรถไฟเรนเนสแล้ว เพียงแค่ข้ามถนนเส้นเล็กๆ ไปเท่านั้นเราก็ถึงสถานีรถโดยสารแล้ว (นี่ก็อีกหนึ่งเหตุผลว่าทำไมคนในยุโรปถึงชอบใช้ขนส่งสาธารณะก็เพราะมีความสะดวกอย่างนี้นี่เอง ทุกท่านลองไปสังเกตดูได้ว่าเมืองส่วนใหญ่ในยุโรปสถานีรถไฟและรถโดยสารจะอยู่ใกล้กันมาก บางแห่งอยู่ในอาคารเดียวกันด้วยซ้ำ)

เมื่อเราลงจากรถไฟเมื่อเวลา ๐๙.๑๐ น. แล้ว เรามีเวลาอีกประมาณ ๒๐ นาทีก่อนที่รถโดยสารเที่ยวแรกของวันจะออกจากสถานีรถโดยสารของเมืองเรนเนส เมื่อเราไปถึงช่องขายตั๋วเราเห็นนักท่องเที่ยวจำนวนมากมายนั่งรอรถโดยสารอยู่แล้ว มองออกไปนอกอาคารสถานีรถโดยสารก็ยังเห็นนักท่องเที่ยวอยู่จำนวนหนึ่งยืนตั้งแถวรอรถโดยสารที่จะพาเราไป มง แซ็ง มิแชล บริเวณชานชาลาที่สอง ไม่นานหลังจากที่เราซื้อตั๋วราคาคนละ ๑๑.๖๐ ยูโรเรียบร้อยแล้ว รถโดยสารก็มาเทียบชานชาลา ผู้เขียนเห็นจำนวนนักท่องเที่ยวที่มากมายแล้วยังนึกว่าแค่รถคันเดียวนี้คงไม่พอละมัง แต่ก็ยังคงคิดในแง่ดีว่าเดี๋ยวเขาคงจะจัดรถอีกคันนึงเพราะทุกคนในที่นี้ซื้อตั๋วเที่ยวนี้กันหมดแล้วนี่ เขาจะขายตั๋วเกินจำนวนที่นั่งในรถได้ไง ผู้โดยสารเรียงแถวทยอยกันขึ้นรถไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงกลุ่มพวกเรา เราส่งตั๋วโดยสารให้คนขับตรวจสอบ หนึ่งคนผ่านไป สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด พอคนที่แปดคนสุดท้ายในกลุ่มเราผู้โชคดีได้แก่ พี่จุ๋ม คนขับรถนั่นส่ายหน้าไม่ยอมรับตั๋วพี่จุ๋มพร้อมกับบอกว่าที่นั่งเต็มแล้ว พวกเราที่ทยอยหาที่นั่งกันได้แล้วลุกกันพรึ่บพรั่บ เมื่อเห็นพี่จุ๋มยืนอยู่หน้ารถไม่ยอมเดินมาสักที ผู้เขียนเลยเดินออกไปข้างหน้ารถแล้วก็ได้รับคำตอบเดียวกันคือไม่มีที่นั่งพอสำหรับพี่จุ๋มแล้ว ผู้เขียนมองออกไปนอกตัวรถก็ยังคงเห็นผู้โดยสารตกค้างอยู่อีกจำนวนหนึ่ง ก็เลยถามคนขับไปว่าแล้วจะทำไงกับคนที่จ่ายค่าตั๋วสำหรับรถเที่ยวนี้แล้ว คนขับนั่นบอกอย่างไม่ยินดียินร้ายว่าก็ไปขอคืนเงินได้ หรือจะเก็บตั๋วไว้รอรถเที่ยวถัดไปซึ่งจะออกเวลาประมาณ ๑๑.๓๐ น.

มาด้วยกันแล้ว พอถึงเวลาไปก็ต้องไปด้วยกัน พวกเราทั้งเจ็ดที่ได้ที่นั่งแล้วก็เลยต้องเดินลงจากรถ ซึ่งสร้างความยินดีปรีดากับผู้โดยสารที่ต่อแถวหลังจากพี่จุ๋มที่มองชะเง้อชะแง้ขึ้นมาบนรถว่าข้างบนเขาเจรจาอะไรกัน เพราะนั่นหมายความว่าจะมีที่นั่งว่างสำหรับคนเหล่านั้นอีกเจ็ดคน พอพวกเราลงจากรถลงไปเท่านั้นคนเหล่านั้นก็กรูขึ้นไปบนรถ แต่ยังไงก็ตามนอกเหนือจากพวกเราแล้วก็ยังคงมีผู้โดยสารตกค้างอีกจำนวนหนึ่ง

ผู้เขียนรู้สึกว่าการเดินทางท่องเที่ยวครั้งนี้เป็นไปด้วยดีส่วนหนึ่งก็เพราะบรรดาพี่ๆ ลูกทัวร์ของผู้เขียนมีความเข้าใจสถานการณ์และมองโลกในแง่ดี พี่ๆ เขาพูดกับผู้เขียนหลังจากที่เราตกรถเที่ยวแรกว่า ที่จริงก็ดีเหมือนกันที่เราตกรถเที่ยวนี้ เพราะเราจะมีเวลาอีกร่วมสองชั่วโมงที่จะได้ไปดูบ้านดูเมืองเรนเนสแห่งนี้ ก่อนที่เราจะนั่งรถเที่ยวถัดไป เพราะตอนขากลับเราจะไม่กลับมาเมืองนี้อีก เนื่องจากเราต้องนั่งรถไปต่อรถไฟในอีกเมืองหนึ่งเพื่อกลับปารีส คำพูดเหล่านั้นได้กลบความรู้สึกผิดหวังเล็กๆ ของผู้เขียนที่อยากจะไปเห็น มง แซ็ง มิแชล ให้เร็วที่สุดตามที่ตั้งใจไว้

แล้วก็เป็นอย่างที่พี่เขาบอก เราใช้เวลาร่วมชั่วโมงที่จะเดินสำรวจเมืองเล็กๆ แห่งนี้ ซึ่งมีอะไรๆ ที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่น ร้านขายของ อาคารบ้านเรือน รวมทั้งผู้คน แต่ยังไงก็ตามเราก็เผื่อเวลาส่วนหนึ่งเพื่อที่จะได้เป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มแรกที่มายืนรอรถโดยสารที่ชานชาลา คราวนี้ไม่พลาดหลังจากมีบทเรียนว่าเมื่อซื้อตั๋วแล้วต้องรีบมายืนรอที่ชานชาลาเลย อย่าโอ้เอ้ ไม่นานหลังจากนั้นเมื่อรถโดยสารมาเทียบชานชาลาพวกเราก็เป็นผู้โดยสารแปดคนแรกที่ได้ขึ้นบนรถ (คราวนี้ทากาวติดไว้เบาะที่นั่งแล้ว)

ระหว่างทางเราได้เห็นบรรยากาศแบบชนบทของฝรั่ง ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน ท้องทุ่งสำหรับปลูกพืชผักและใช้เลี้ยงสัตว์ ผ่านเส้นทางที่เป็นถนนแบบชนบทเล็กๆ คดเคี้ยวไปมาผ่านหมู่บ้านต่างๆ มากมาย ไม่นานหลังจากนั้นเราก็เริ่มเห็น มง แซ็ง มิแชล ค่อยๆ โผล่พ้นเส้นขอบฟ้าไกลลิบๆ อยู่เบื้องหน้า โดยมีทุ่งหญ้าเขียวขจีอยู่เบื้องหน้าและความเวิ้งว้างของทะเลสุดลูกหูลูกตาเป็นฉากพื้นหลัง ผู้เขียนรู้สึกได้ถึงความตื่นเต้นของตนเองที่ได้เห็นภาพ มง แซ็ง มิแชล ที่ค่อยๆ ปรากฎอยู่เบื้องหน้าด้วยสายตาของตนเองมากกว่าการเห็นภาพนั้นผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตจากบ้านที่ห่างไกลออกไปจากที่นี่เกือบหมื่นกิโลเมตร

รถโดยสารพาเรามาเทียบถึงประตูทางเข้า มง แซ็ง มิแชล และเมื่อเราเดินลงจากรถแล้วจึงได้เห็นนักท่องเที่ยวมากหน้าหลายตา หลากหลายเชื้อชาติ หลากหลายวัย เดินกันให้คลาคล่ำ เราเดินสำรวจดูสิ่งโน้นสิ่งนี้ไปตามทางเรื่อยๆ และก็มาหยุดตรงทางเข้าพิพิธภัณฑ์ของวิหารซึ่งต้องซื้อตั๋วเข้าชม โดยราคาของตั๋วขึ้นอยู่กับจำนวนของพิพิธภัณฑ์ที่เราจะเข้าชม มีตั้งแต่ราคาคนละ ๙ ยูโรสำหรับการเข้าชมพิพิธภัณฑ์หนึ่งแห่ง และ คนละ ๑๘ ยูโรสำหรับทุกพิพิธภัณฑ์ที่เขาจัดแสดง ไหนๆ ก็มาถึงแล้วเราเลือกที่จะจ่ายคนละ ๑๘ ยูโรเพื่อเข้าชมทุกสิ่งอย่าง ข้างในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงให้เห็นถึงประวัติความเป็นมาของ มง แซ็ง มิแชล เครื่องใช้ไม้สอยในยุคเก่าๆ ที่ผ่านมา รวมไปถึงสถานที่ที่ใช้สำหรับขังนักโทษในช่วงที่สถานที่แห่งนี้ทำหน้าที่เป็นเรือนจำชั่วคราว และโบสถ์สำหรับทำพิธีภาวนาของชาวคริสต์ เราเดินขึ้นบันไดไปเรื่อยๆ จนถึงยอดสูงสุดของ มง แซ็ง มิแชล และมองลงมาข้างล่างเพื่อที่จะได้เห็นลานจอดรถบนทางที่ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างแผ่นดินกับตัวเกาะที่ตั้งของ มง แซ็ง มิแชล ในขณะที่ข้างๆ กันนั้นคลื่นจากทะเลก็ซัดเข้าหาทางเชื่อมนั้นเป็น ระยะๆ กิจกรรมอย่างหนึ่งที่นักท่องเที่ยวสนใจคือการได้ดูน้ำทะเลหนุนทางเชื่อมแห่งนี้ เขาจะมีกำหนดการบอกช่วงเวลาว่าวันไหนบ้างที่ระดับน้ำทะเลจะหนุนขึ้นสูงจนท่วมทางเชื่อม ซึ่งถ้าเป็นช่วงเวลาที่ว่านักท่องเที่ยวจะได้รับคำแนะนำให้ไปจอดรถที่อื่น

หลังจากที่ได้ชมตามที่ต่างๆ สมความตั้งใจแล้ว ก็ได้เวลากลับกันเสียที โดยขากลับนี้เราจะต้องมารอรถตรงจุดที่เขาจอดให้เราลงตอนขามา โดยคราวนี้ที่หมายของเราคือเมือง Dol de Bretagne (ขออภัยอ่านไม่ออก) ซึ่งรถโดยสารจะออกจาก มง แซ็ง มิแชล บ่ายสามโมงห้าสิบห้านาที พอได้เวลาบ่ายสามเศษๆ พวกเราก็มานั่งรอตรงม้านั่งที่เขาจัดไว้ให้รอรถโดยสารแล้ว เพราะกลัวว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเหมือนตอนขามา ถ้าเกิดพลาดรถเที่ยวนี้จะยุ่งกันใหญ่เพราะจะตกรถไฟและก็กลับปารีสไม่ได้จะเป็นเรื่อง เราวนเวียนอยู่แถวนั้นคอยสอบถามพนักงานของบริษัทรถโดยสารที่ยืนอยู่แถวนั้นว่าจุดที่เรานั่งรออยู่เนี่ยเป็นจุดรับผู้โดยสารไปเมือง Dol de Bretagne แน่นะ พนักงานนั่นตอบเรายิ้มๆ ว่าใช่อย่างจริงแท้แน่นอนเลย เขาคงขำท่าทางเราที่ดูไม่ค่อยมั่นใจลุกลี้ลุกลนยังไงชอบกลมั้ง เอาเหอะเสียฟอร์มไปสักหน่อยดีกว่าตกรถกลับปารีสไม่ได้ก็แล้วกัน

สักพักรถโดยสารที่จะพาเราไปเมืองที่ว่าก็มาถึง ปรากฎว่าผู้โดยสารไม่เต็มรถอย่างที่เรากลัวตอนแรก พอขึ้นรถได้เราก็ถามย้ำกับคนขับอีกทีให้แน่ใจว่าไปเมือง Dol de Bretagne แน่นะ คนขับไม่ได้ตอบแค่พยักหน้างึกงัก สำหรับตั๋วเราก็ซื้อกับคนขับเลยราคาคนละ ๖.๑๐ ยูโร ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๔๐ นาทีจาก มง แซ็ง มิแชล เราก็มาถึงสถานีรถโดยสารเมือง Dol de Bretagne ในเวลา ๑๖.๓๕ น. อีกเหมือนกันที่สถานีรถไฟตั้งอยู่ข้างกันนั่นแหละไม่ไปไหนไกล เราเดินข้ามถนนมาเพื่อมารอรถไฟ TGV ขบวนที่ ๘๐๙๐ ที่จะออกจากสถานีเมือง Dol de Bretagne สักพักรถไฟขบวนที่ว่าก็มาถึง จอดรับส่งผู้โดยสารอยู่สักพักก็ออกจากสถานีเมือง Dol de Bretagne ตรงตามเวลาคือ ๑๖.๕๘ น. สำหรับค่าตั๋วรถไฟเที่ยวนี้ราคาคนละ ๓๐ ยูโร เข้าใจว่าที่ถูกกว่าขามาเพราะไม่ใช่ขบวนด่วนเห็นจอดรับผู้โดยสารตลอดทางเลย กว่าจะถึงสถานีรถไฟมองปานาสก็เกือบสองทุ่มแล้ว

ผู้เขียนรู้สึกเหนื่อยล้าจากการเดินทางที่ค่อนข้างสมบุกสมบัน แต่ในขณะเดียวกันในฐานะของคนที่ชอบท่องเที่ยวและชอบเรื่องราวเก่าๆ แนวประวัติศาสตร์ ก็รู้สึกได้ว่าความตั้งใจของตัวเองได้เติมเต็มแล้วเมื่อได้มาพบเห็น สัมผัสบรรยากาศ มง แซ็ง มิแชล ในวันนี้









video credit to youtube by thomeisa

วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ตัวอยู่ปารีสคลิชชี …ใจอยู่ลอนดอนเกรทพอร์ทแลนด์

หลังจากออกจากชานชาลาของสถานี Paris Gare du Nord แล้ว ผู้เขียนปล่อยให้พี่ๆ สำรวจเส้นทางเพื่อจะหาทางไปสถานีรถไฟใต้ดินของปารีส หรือคนที่นี่เขาเรียกว่าเมโทร ในขณะที่ตัวผู้เขียนกับพี่โป่งต้องไปทำภารกิจสำคัญก่อนที่เราจะออกจากสถานี Gare du Nord แห่งนี้ นั่นก็คือการไปเปิดการใช้ตั๋วรถไฟระหว่างประเทศที่ชื่อ “ยูเรลซีเล็คพาส (Eurail Select Pass) หรือการ Validate ตั๋ว รวมไปถึงการจองที่นั่งรถไฟล่วงหน้าสายด่วนพิเศษทีจีวีของฝรั่งเศส (TGV: Train à Grande Vitesse) เส้นทางปารีส-ลูเซิร์น ที่เราจะต้องเดินทางในอีกสามสี่วันข้างหน้า เพราะถ้าเราไม่รีบจองที่นั่งรถไฟ TGV ล่วงหน้า เราอาจไม่ได้ที่นั่งในรถไฟเที่ยวนั้นๆ ได้ ถึงยังงั้นก็ตามเราก็พบกับสิ่งที่เรากังวลไว้ตั้งแต่ต้น นั่นก็คือรถไฟขบวนที่เราต้องการที่นั่งเต็มหมดแล้ว เราจึงต้องเปลี่ยนแผนที่ตั้งใจไว้โดยคนขายตั๋วแนะนำว่าเราต้องจองที่นั่งของรถไฟสายธรรมดา ซึ่งจะต้องแวะเปลี่ยนรถไฟประมาณสามถึงสี่สถานีกว่าจะเดินทางถึงลูเซิร์น ซึ่งเราไม่มีทางเลือกอื่นเราจึงทำตามคำแนะนำของคนขายตั๋ว สำหรับข้อมูลการซื้อและวิธีใช้ยูเรลพาสโดยละเอียด รวมทั้งความลำบากของพวกเราที่ต้องแบกสัมภาระโดดขึ้นลงรถไฟหลายรอบหลายขบวน จะได้นำมาเล่าในตอนต่อไป

เมื่อทำธุระเรื่องเปิดใช้ตั๋วและจองที่นั่งเรียบร้อยแล้ว จึงได้เวลาที่ต้องเดินทางออกจากสถานี Gare du Nord เสียที แต่โชคไม่เข้าข้างเราเอาเสียเลยที่ขณะนั้นเป็นเวลาเลิกงานของชาวปารีเซียงพอดี ดังนั้นคงไม่น่าแปลกใจว่าตามสถานีเมโทรจะมีคนรอขึ้นรถไฟมากมายสักเพียงใด นอกจากนั้นในรถไฟแต่ละตู้ก็เต็มไปด้วยผู้คน จนไม่มีช่องว่างพอที่จะให้เราและสัมภาระใบโตๆ แทรกเข้าไปได้ พวกเราจึงต้องใช้เวลาอยู่ตามสถานีเมโทรแต่ละแห่งอยู่นานพอสมควรกว่าที่จะมีรถไฟที่พอจะมีที่ว่าง ให้เราแทรกตัวเข้าไปได้ผ่านมาสักขบวน




เราตั้งต้นจากสถานี Gare du Nord นั่งเมโทรสาย ๔ ไปหนึ่งสถานีเพื่อไปลงที่ Barbes Rochechouart จากนั้นต่อด้วยสาย ๒ นั่งไปอีก ๔ สถานีเพื่อลงที่ Place de Clichy แล้วจึงต่อด้วยสาย ๑๓ เพื่อไปลงที่ Mairie de Clichy อันเป็นสถานีจุดหมายของเรา






ออกจากสถานี Mairie de Clichy มาแล้วเราก็ต้องเดินตามหา Paris Clichy Hostel ตามแผนที่ที่พิมพ์มาจากเว็บไซท์ของ Hostel ยังดีที่ Hostel ที่ว่าหาได้ไม่ยากเพราะตั้งอยู่ริมถนน และก็เป็นตึกสูงหลายชั้นรวมทั้งมีป้ายสัญญลักษณ์ Hostelling International ติดตั้งที่ตัวตึกทำให้สังเกตได้ง่าย อย่างไรก็ตามก่อนหน้านั้นเราก็ได้พบความมีน้ำใจของแม่บ้านชาวฟิลิปปินส์ที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ ช่วยชี้ทิศทางที่จะมา Hostel ให้หลังจากที่เธอเห็นกลุ่มนักเดินทางหน้าตาเอเชียเหมือนเธอ หันรีหันขวางมองไปตามเส้นทางของถนนเพื่อหาอะไรบางอย่าง เราพูดคุยกับเธออยู่เป็นนานและขอบอกขอบใจที่เธอช่วยบอกเส้นทางให้ ก่อนจะเดินจากมา (ถึงแม้ว่าเราจะรู้ว่าเส้นทางที่เธอบอกนั้นมันผิดทิศ และเราก็เดินทางไปยังทิศทางตรงกันข้ามกับที่เธอบอก)

แล้วเราก็มาหยุดยืนทอดถอนหายใจหน้า Paris Clichy Hostel หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อเราพบว่าทางเข้าตัวอาคาร Hostel แห่งนี้ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้เข้าพักเอาเสียเลย เนื่องจากการที่จะเข้าไปในตัวอาคารนั้นเราจะต้องยกกระเป๋าอันหนักหนาสาหัสขึ้นบันได้ไปอีกหลายขั้นเลยทีเดียว แต่เมื่อมาแล้วไหนไหนก็ไหนไหน อดทนอีกอึดใจเดียวเดี๋ยวก็ได้พักเหนื่อยแล้ว ดังนั้นพวกเราเลยร่วมแรงร่วมใจช่วยๆ กันแบกสัมภาระขึ้นบันไดจนไปถึงหน้าเคาน์เตอร์เช็คอิน
















พนักงานเคาน์เตอร์เช็คอินเป็นผู้หญิงผิวสี อายุก็คงรุ่นราวคราวเดียวกับพนักงานเคาน์เตอร์เช็คอินของ Hostel ที่อื่นทั่วไปที่นิยมจ้างนักศึกษาเป็นพนักงาน part-time การบริการของพนักงานที่นี่จะว่าไปก็เป็นไปตามมาตรฐานทั่วไป หน้าตาไม่ได้ยิ้มแย้มหรือบึ้งตึงอะไร ข้อมูลที่ให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเข้าพักก็เป็นไปข้อมูลการเข้าพักล้วนๆ เช็คอินเสร็จแล้วก็แล้วกัน และยิ่งเมื่อขึ้นไปเห็นสภาพห้องพักที่กุญแจแสนเปิดยากเปิดเย็น ร่ำๆ จะเถียงกันกับเพื่อนร่วมห้องเพราะเปิดห้องไม่ได้เนี่ยหลายครั้งหลายหน ไหนจะเตียงนอนสองชั้นที่เวลาคนนอนเตียงล่างจะลุกออกจากเตียงต้องก้มหัวคลานออกมาเพราะไม่สามารถลุกขึ้นนั่งได้เพราะหัวติดเตียงบน (ออกแบบยังไงเนี่ย) รวมทั้งสภาพน่ากลัวของห้องน้ำที่อยู่ข้างนอก เวลาจะไปอาบน้ำต้องชวนเพื่อนไปอาบพร้อมๆ กัน











หลายสิ่งหลายอย่าง ทำให้เรารู้สึกนึกถึง London Central Hostel ที่เกรทพอร์ทแลนด์ที่เราเพิ่งจากมาเป็นกำลังเลยทีเดียว ดูอะไรๆ ช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นับตั้งแต่ทางเข้า ที่ London Central Hostel ไม่ต้องลากสัมภาระขึ้นบันไดมากว่าสิบยี่สิบขั้นเหมือนอย่างที่นี่ พนักงานที่นั่นยิ้มแย้มแจ่มใสให้การบริการอย่างเป็นกันเอง นอกจากเรื่องที่พักแล้วยังชวนพวกเราคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ สภาพห้องพักก็ดูดีมีคีย์การ์ดเหมือนตามโรงแรม ห้องน้ำ ห้องอาบน้ำก็สมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง จะว่าไปให้ผู้เขียนไปพัก hostel ที่ออตตาวาในแคนาดาที่เคยเป็นคุกเก่า สมัยที่ไปเที่ยวตอนเรียนอยู่แคนาดายังจะดีเสียกว่าเลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะโทษใครไม่ได้ เพราะคนที่จัดแจงทุกสิ่งอย่างในการท่องเที่ยวครั้งนี้คือตัวผู้เขียนเอง อย่าว่างั้นงี้เลยเดี๋ยวจะหาว่าเราขี้บ่นลองอ่านความเห็นของคนที่เคยเข้าพัก hostel แห่งนี้ดูก็ได้ ตามนี้เลย

www.hihostels.com/dba/hostels-Paris---Clichy-020024.en.htm#tabs=3

video credit to: youtube by Busfotodotnl
Photos credit to: http://en.wikipedia.org/wiki/File:Carte_M%C3%A9tro_de_Paris.jpg, http://www.hihostels.com/dba/hostels-Paris---Clichy-020024.en.htm#