วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เปิดลิ้นชักความทรงจำที่แคนาดา ตอน 13: MACKPACKER (6)


ห่างหายไปนานกับการเล่าเรื่องท่องเที่ยวในแคนาดา ต้องยอมรับว่าการเข้ามาเขียนบล็อกเพื่อเล่าเรื่องอะไรต่างต่างนานา ก็คงเหมือนกับการเขียนเรื่องสั้นที่ต้องอาศัยอารมณ์ของคนเขียนที่เข้ากับบรรยากาศของการเล่าเรื่องในขณะนั้น ในขณะที่ตอนนี้อารมณ์คนเขียนก็ยังคงอยู่กับเรื่องเล่าเมื่อตอนที่แล้ว ก็เลยดูแปร่งๆ สักหน่อยที่ต้องเล่าเรื่องเมืองในต่างประเทศ แต่ใจไพล่ไปนึกถึงกรุงเทพฯ ของเราในสมัยก่อนซะนี่ แต่ก็เอาเถอะก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่เพราะก็เป็นเรื่องเมืองเก่าๆ ครือกัน




เมื่อสามสี่วันที่แล้วช่วงดึกๆ หน่อยมีคนเปิดเข้ามาอ่านบล็อกของผู้เขียน แล้วก็ให้บังเอิญว่าผู้เขียนกำลัง
ออนไลน์ Pingbox ของ yahoo บนหน้าบล็อกพอดี คุณผู้อ่านท่านนั้นที่ใช้ชื่อว่า "โบว์" ก็เลยส่งข้อความเข้ามาทักทายว่าสนใจอ่านเรื่องเล่าที่แคนาดา เพราะว่ามีโครงการจะไปเรียนต่อที่แคนาดาพอดี ผู้เขียนกำลังจะตอบกลับไปแต่ก็พอดีว่าหน้า chat ค้างส่งข้อความไปไม่ได้ ก็เลยขอถือโอกาสนี้ขอบคุณผู้อ่านท่านนั้นที่ติดตามอ่านและเห็นว่าเรื่องเล่าที่แคนาดาของผู้เขียนมีประโยชน์อยู่บ้าง




เมื่อตอนที่แล้วได้เกริ่นไปแล้วว่าควิเบกซิตี้เป็นเมืองเก่าแก่ร่วมสมัยกับยุคเช็คสเปียร์โน่นเลย ควิเบกซิตี้เพิ่งจัดงานฉลองครบรอบ 400ปี เมื่อปี ค.ศ. 2008 นี่เอง บ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างของควิเบกซิตี้ยังคงมีกลิ่นไอของความเก่าแก่สมัยเมื่อสี่ร้อยปีก่อนหลงเหลืออยู่ค่อนข้างมาก ตอนที่ผู้เขียนไปเยี่ยมเยือนเมืองนี้นั้นผู้เขียนคิดว่าบรรยากาศไม่เป็นใจเอามากๆ เป็นเพราะว่าหิมะตกหนักเกือบจะตลอดเวลา ดังนั้นการเดินทางไปตามที่ต่างๆ ค่อนข้างจะลำบาก เพราะนอกจากพื้นถนนลื่นจากหิมะแล้ว ภูมิประเทศที่เป็นทางลาดชันสูงๆ ต่ำๆ ทำเอาผู้เขียนวัดพื้นซะหลายครั้ง



ตามความเห็นส่วนตัวผู้เขียนว่าการมาเที่ยวที่ควิเบกซิตี้แห่งนี้น่าจะเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูร้อนน่าจะดีกว่านี้ เพราะเราสามารถที่จะเห็นดอกไม้สีโน้น สีนี้ และก็สิ่งอื่นๆ ที่บ่งบอกความเป็นเมืองเก่าแก่แห่งนี้ได้ดีกว่าตอนหน้าหนาวที่มีแต่หิมะและหิมะ เพราะหน้าหนาวบางทีพิพิธภัณฑ์หรือแหล่งท่องเที่ยวสำคัญบางแห่งต้องปิดไม่ให้เข้าชมเพราะสภาวะอากาศไม่อำนวย ถึงแม้ว่าจะมีกิจกรรมให้ชมประเภทการเล่นสเก็ตหรือสกีก็ตามทีเถอะ ลองเปรียบเทียบดูเองก็ได้



จุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจและเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวคือส่วนที่เรียกว่า "Old Town" ซึ่งจะมีสถาปัตยกรรมสมัยก่อตั้งเมืองแห่งนี้เมื่อสี่ร้อยปีที่แล้วหลงเหลืออยู่ค่อนข้างมาก และบางแห่งก็เป็นสถาปัตยกรรมที่ก่อสร้างขึ้นมาใหม่แต่ตกแต่งให้คล้ายคลึงกับอาคารยุคเก่าๆ

Old Town ประกอบไปด้วยสองส่วนคือ Upper Town และ Lower Town โดยทั้งสองส่วนนี้มีบันไดยุคโบราณหรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Breakneck Stairs สร้างตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 17 ไว้ใ้ช้สำหรับเชื่อม Upper Town และ Lower Town ไว้ด้วยกัน












Breakneck Stairs แต่ละที่จะมีเอกลักษณ์และศิลปะเฉพาะตัว แรกเริ่มเดิมทีบันไดเหล่านี้ทำมาจากไม้ และต่อมาเมื่อมีการบูรณะซ่อมแซมก็เปลี่ยนมาใช้เหล็กแทนเพื่อความคงทนถาวร อย่างไรก็ตาม Breakneck Stairs คงใช้ได้แต่กับคนรุ่นหนุ่มสาวที่ยังพอมีกำลังวังชาเดินขึ้นบันไดสูงชันหลายๆ ขั้นเช่นนั้นได้ อย่างไรก็ตามสำหรับผู้สูงวัยเขาก็มีทางเลือกให้เหมือนกันด้วยเคเบิลคาร์ที่สร้างขึ้นมาเมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมาที่ชื่อ "Funicular"











ที่ Old Town แห่งนี้มีแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่ง อย่างเช่น Place-Royale ที่เป็นจัตุรัสหรือสแควร์อยู่ Lower Town ที่ Samuel de Champlain ผู้ก่อตั้งเมืองแห่งนี้มาถึงเป็นจุดแรก ในยุคก่อนจัตุรัสแห่งนี้ใช้ไว้สำหรับการแสดงของขบวนพาเหรด ต่อมาปรับเปลี่ยนเป็นแหล่งค้าขายหรือ marketplace สำหรับในปัจจุบันจัตุรัสแห่งนี้เป็นสถานที่คนนิยมถ่ายรูปเพื่อนำไปจัดทำโปสการ์ด และนอกจากนั้นในอาคารแถบใกล้เคียงก็ใช้สำหรับจัดนิทรรศการแสดงความเป็นมาของ Place-Royale แห่งนี้







Video credit to WatchMojo
Photos credit to http://www.societehistoriquedequebec.qc.ca/images/escalier_casse_cou.jpg
http://www.funiculaire-quebec.com/en/PhotosFuniculaire.htm#thumb
hhttp://www.bonjourquebec.com/qc-en/attractions-directory/museum-interpretation-centre-historic-site/musee-de-lamerique-francaise_1171481.htmlttp://leo.koppel.ca/geo/photos/placeroyale.jpg

Partial source of info.: http://wikitravel.org/en/Quebec_City

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553

สืบเนื่องจากตอนที่แล้ว (เนื้อหาแนะนำสำหรับผู้ที่ชอบเรื่องเก่าๆ)




ใครหลายคนเคยพูดว่า หากอยากรู้ว่าคนไหนใครคนหนึ่งมีอารมณ์ความรู้สึกอย่างไรในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ ให้จับสังเกตอาการแสดงออกทั้งทางสีหน้าและกิริยาอาการ หรือแม้กระทั่งคำรำพึงรำพันในช่วงเวลานั้นดูก็อาจจะพอจะเดาความรู้สึกนึกคิดของคนๆ นั้นได้

เรื่องเล่าในบล็อกนี้เมื่อตอนที่แล้ว ผู้เขียนไม่ได้อรรถาธิบายอะไรแก่ผู้อ่านมากนัก อยู่ๆ ก็เปิดขึ้นมาด้วยวิีดีโอภาพสไลด์ที่บังเิอิญได้ไปพบเจอใน youtube ที่โพสโดยคนไทยที่ใช้ชื่อว่า denubthong โดยมีข้อความประกอบว่า

"ดูภาพสไลด์ประกอบเพลงนี้แล้ว รู้สึก นึก คิดอะไรกันบ้าง แต่ที่แน่ ๆ ชื่นชมในแผ่นดิน และบารมี และความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ และความรักสามัคคีของชาวไทยตั้งแต่อดีต แตกต่าง แต่ไม่แตกแยก และไม่วุ่นเหมือนในปัจจุบัน" รายละเอียดตาม link นี้

www.youtube.com/watch?v=I26PTJC9_nA&feature=related

ที่บังเอิญเหลือเกินว่าความรู้สึกนึกคิดของผู้โพสตรงกับความรู้สึกของผู้เขียนในช่วงเวลานี้พอดี มีหลายครั้งหลายคราที่ผู้เขียนนึกคิดและจินตนาการย้อนกลับไปยังสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นช่วงรัชกาลที่สองและสาม มาถึงตรงนี้แล้วคงจับความรู้สึกนึกคิดและอารมณ์ของผู้เขียนในช่วงเวลานี้ได้

ในสมัยนั้นตามประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า บ้านเมืองสงบสุขและรุ่งเรืองสุดขีดเพราะไม่มีศึกใดๆ ติดพัน ทำให้พระมหากษัตริย์และคนสยามในยุคนั้นมีเวลามากมายที่จะคิดอ่านในการสร้างความเจริญให้กับบ้านเมืองไม่่ว่าจะเป็นการรังสรรค์ผลงานบทประพันธ์ประเภท กาพย์ ฉันท์ โคลง กลอน ของกวีในสมัยรัชกาลที่สอง หรือการทำมาค้าขายไปทางเรือสำเภากับต่างประเทศโดยเฉพาะกับจีนจนมีเิงินมากมายล้นพระคลังในสมัยรัชกาลที่สาม ที่เรียกว่า "เงินถุงแดง" ซึ่ง "เงินถุงแดง" ที่เป็นทรัพย์สินตกทอดจากรัชกาลที่สามนี่เองที่ช่วยให้บ้านเมืองของเรารอดพ้นจากภยันตรายและการคุกคามของชาติมหาอำนาจในยุคสมัยนั้นมาได้

ผู้เขียนคิดว่าสิ่งที่เป็นแรงจูงใจให้ผู้เขียนมีจินตนาการและอยากรู้อยากเห็นโดยละเอียดถึงความเป็นไปของสภาพบ้านเมืองและวิถีชีวิตของบรรพบุรุษในยุคนั้น ประการแรกน่าจะมาจากเคยอยู่ในรั้วในวังมาก่อน ก็ที่เคยเล่าให้ฟังว่าเคยทำงานในพระบรมมหาราชวังเมื่อสิบหกสิบเจ็ดปีที่แล้วนั่นแหละ ก็คิดว่าตัวเองคงซึมซับเรื่องราวสมัยก่อนรวมทั้งของเก่าภายในรั้วในวังนั่นเอง

อีกประการที่คิดว่าสำคัญน่าจะเป็นเพราะนิสัยชอบอ่านหนังสือของตัวเองเป็นแน่ เพราะตั้งแต่เด็กมาจนโตป่านนี้ช่วงเวลาหย่อนใจที่มีความสุขที่สุดคือการได้อ่านหนังสือที่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือการ์ตูน นิยาย หรือไปจนกระทั่งหนังสือวิชาการ ถ้าชอบก็จะหมกหมุ่นอ่านซ้ำแล้ว ซ้ำเล่าอยู่นั่นเอง สำหรับหนังสือนวนิยายที่ถูกอกถูกใจผู้เขียนมีค่อนข้างเยอะ และนักประพันธ์ที่ชอบก็มีอยู่หลายท่าน ตัวอย่างเช่น หนังสือหัสนิยายของ ป. อินทปาลิต ที่เป็นชุดชื่อว่า "วัยหนุ่ม" ของสามเกลอ พล นิกร กิมหงวน ผู้เขียนชอบลักษณะการเขียนและมุกตลกที่แทรกไปกับบทสนทนาของตัวละครที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในหนังสือชุดนี้มาก ไม่ว่าจะเป็นเจ้าคุณปัจจนึก หรือเจ้าแห้ว คนรับใช้ของบ้านสามเกลอ ที่มาพร้อมกับคำพูดเอกลักษณ์ว่า "รับประทาน" หรือเจ้าสัวกิมหงวนหนึ่งในสมาชิกของสามเกลอที่มีชื่อจริงว่า กิมหงวน ไทยแท้ มีนิสัยชอบฉีกแบ๊งค์ เป็นต้น ผู้เขียนคิดว่าคงต้องมีผู้อ่านบางท่านเคยอ่านหัสนิยายชุดนี้ของ ป. อินทปาลิต มาบ้างแล้ว สำหรับท่านที่ยังไม่เคยลองอ่านขอแนะนำว่าหัสนิยายชุดสามเกลอนี้ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในหนังสือร้อยเล่มที่คนไทยควรอ่าน



นักประพันธ์อีกท่านหนึ่งที่ผู้เขียนชอบอ่านงานของท่านมากคือ รศ.ดร.คุณหญิงวินิตา ดิถียนต์ ซึ่งท่านมีนามปากกาหลายชื่อด้วยกัน แต่ที่ผู้เขียนติดตามอ่านผลงานของท่านผู้นี้จะมีนามปากกาอยู่สองชื่อด้วยกันคือ "แก้วเก้า" กับ "ว.วินิจฉัยกุล" สำหรับนามปากกา "แก้วเก้า" นั้นท่านจะใช้สำหรับนวนิยายประเภทแฟนตาซี มีปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ อย่างนวนิยายเรื่อง "เรือนมยุรา (นกยูงและคุณพระนาย)" "จากฝันสู่นิรันดร (ตรัยและคุณการะเกด)" เป็นต้น และใช้นามปากกา ว.วินิจฉัยกุลสำหรับนวนิยายแนวสมจริง เช่น "โสดสโมสร" "ฟ้าต่ำ" เป็นต้น แต่ที่เป็นที่น่าประทับใจและตรึงความสนใจของผู้เขียนได้มากที่สุดคือเรื่อง "รัตนโกสินทร์" จนมาถึงทุกวันนี้ยังไม่มีนวนิยายเล่มใดและเรื่องใดที่สร้างความประทับใจได้มากที่สุดและชักชวนให้ผู้เขียนสามารถอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้เหมือน "รัตนโกสินทร์" เล่มนี้เลย




"รัตนโกสินทร์" เป็นหนังสือนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่ให้นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายไว้อ่านนอกเวลา นอกจากนี้นิยายเรื่องนี้ยังได้รับรางวัลเป็นหนังสือนวนิยายดีเด่นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๐ อีกด้วย

เรื่องโดยย่อของรัตนโกสินทร์กล่าวถึงตัวเอกของเรื่องคือ "พ่อฟัก" และ "แม่เพ็ง" โดยฉากและบรรยากาศที่เล่าเรื่องเป็นยุคสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (รัชกาลที่ ๑ ถึง ๓)

"พ่อฟัก" เป็นลูกเจ๊สัวนายเตาพ่อค้าจีนในยุคสมัยนั้น และมีแม่ชื่อแม่นายพลับที่เป็นคนไทยเชื้อสายมอญ ดังนั้นพ่อฟักจึงเป็นผู้ชายผิวขาวอย่างจีนในขณะที่มีเครื่องหน้าคมเข้มแบบไทยผสมมอญ ครอบครัวมีฐานะร่ำรวยจากการค้าขาย แต่อย่างไรก็ตามก็อาจจะดูเหมือนว่าสกุลรุนชาติของ "พ่อฟัก" อาจจะดูน้อยไปหน่อยในสายตาของขุนน้ำขุนนาง

"แม่เพ็ง" เป็นธิดาของพระยาสุเรนทร เจ้าคุณปลัดทูลฉลองวังหน้าในแผ่นดินที่ ๑ และเนื่องจากเป็นบุตรสาวคนเดียวและหน้าตาผิวกายสะสวย บิดาจึงรักใคร่ตามใจแม่เพ็งเป็นหนักหนา จนทำให้แม่เพ็งมีนิสัยที่แตกต่างไปจากหญิงอื่นในกรุงรัตนโกสินทร์ในเรื่องความเชื่อมั่นในตัวเองและกล้าแสดงออกในยุคสมัยที่สิทธิสตรีไม่ได้รับการบัญญัติศัพท์ไว้

เส้นทางของ "ฟัก" และ "เพ็ง" มาบรรจบกันครั้งแรกเมื่อตอนแม่เพ็งมีอายุสิบปีและพ่อฟักในอายุที่แก่กว่าหล่อนสิบปีในคราวที่แม่เพ็งตกน้ำหน้าเรือนแพของหล่อน บังเอิญที่ฟักพายเรือมาเห็นเหตุการณ์พอดีจึงกระโดดลงไปช่วยเหลือหล่อนขึ้นมาจากน้ำได้ เพราะเหตุการณ์คราวนี้เองทำให้ชื่อของ "ฟัก" ที่เป็นทนายหน้าหอของคุณพระราชพินิจจัยซึ่งมีศักดิ์เป็นพ่อสามีของ "ส้มจีน" พี่สาวของฟัก เป็นที่รู้จักของครอบครัวพระยาสุเรนทร เจ้าคุณปลัดทูลฉลองวังหน้า ซึ่งประกอบไปด้วย เจ้าคุณฯ "แม่เรียม" ซึ่งเป็นแม่ของแม่เพ็ง รวมไปถึงบรรดาบ่าวไพร่ในบ้่าน รวมทั้งบ่าวคนสำคัญที่เป็นนางพี่เลี้ยงของแม่เพ็งคือ "นางไปล่"

ด้วยอุปนิสัยที่ขยันหมั่นเพียรในการใฝ่หาความรู้ รวมทั้งได้ทำคุณงามความดีให้แก่บ้านเมืองเมื่อคราวไปออกศึก ฟักได้รับการแต่งตั้งให้เป็น "หลวงแพ่ง" เมื่อมีอายุยี่สิบห้าปี โดยมีหน้าที่ชำระความคดีทั้งหลาย ในอายุยี่สิบห้าปีเช่นนี้ฟักได้ชื่อว่าเป็นผู้ชายที่แปลกแยกจากผู้ชายอื่นเพราะไม่มีเมียไม่ว่าจะเมียหลวง เมียบ่าว ตั้งหน้าตั้งตาทำหน้าที่การงานและสนใจแต่ตัวบทกฎหมายจนไม่สนใจผู้หญิงคนไหนไม่ว่า "แม่พลับ" โดยความช่วยเหลือจากพ่อสื่อตัวเอ้ที่เป็นน้องชายของฟักคือ "พ่อทั่ง" จะเพียรพยามเคี่ยวเข็ญให้ฟักไปดูตัวสาวตามบ้านต่างๆ ฟักก็จะคอยบ่ายเบี่ยงและหลีกเลี่ยง เพราะมีสาเหตุมาจากอาการอกหักสมัยรุ่นหนุ่มเพราะผู้หญิงนาม "แม่ช้อง" ตีจากหอบผ้าหอบผ่อนหนีตามนักเลงฝิ่นบรรดาศักดิ์ที่มีเมียเต็มบ้านเต็มเมืองนาม "คุณสน" หลานรักเจ้าพระยาสมุหกลาโหม ขุนนางผู้ใหญ่โต เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ฟักไม่สนใจผู้หญิงคนไหนเลย

เมื่อแม่เพ็งมีอายุครบได้สิบปี แม่เรียมเห็นว่าลูกสาวตัวเองควรจะได้รับการอบรมสั่งสอนวิชาการตามแบบฉบับผู้หญิงในรั้วในวัง ดังนั้นจึงส่งแม่เพ็งเข้าไปอยู่ในวังหลวงกับพี่สาวที่เป็นนางข้าหลวงอาวุโสของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี พระอัครมเหสีของรัชกาลที่ ๒ ครั้นเมื่อมีการผลัดแผ่นดินมาเป็นรัชกาลที่ ๓ สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี หรือกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ พระบรมราชชนนี พระพันปีหลวงในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จออกมาประทับ ณ ตำหนักแดงในพระราชวังเดิม (กองทัพเรือปัจจุบัน)แม่เพ็งจึงตามเสด็จด้วย ซึ่งการที่มาอยู่ที่วังเดิมนี่เองทำให้แม่เพ็งได้มีโอกาสกลับไปบ้านบ้างเป็นครั้งคราว แต่คราวที่แม่เพ็งกลับไปทางบ้านทีไร สมเด็จท่านก็จะรับสั่งถึงเพราะขาดคนอ่านกลอนเรื่องอิเหนาถวาย เพราะแม่เพ็งหล่อนพอมีความรู้อ่านออกเขียนได้อยู่บ้าง

เส้นทางของฟักและแม่เพ็งมาบรรจบกันอีกครั้งและไม่เคยแยกจากกันอีกเลย เมื่อคราวแม่เพ็งในวัยสิบหกปีกลับมาเยี่ยมบ้านในขณะที่ขุนนางหนุ่ม "หลวงแพ่ง" ถูกแม่กับน้องชายบังคับให้ไปดูตัว "แม่ลำดวน" ลูกสาวขุนนางกรมท่า ในระหว่างทางที่ฟักและทั่งนั่งเรือพายที่บรรทุกไปด้วยผ้าแพรจีน ลูกไม้ผลไม้จีน และเครื่องกระเบื้องเคลือบของจีนเพื่อไปกำนัลแก่ครอบครัวแม่ลำดวน เรือของฟักได้พายผ่านบ้านพระยาสุเรนทร ฟักเห็นทีได้โอกาสที่จะไม่ไปดูตัวผู้หญิงจึงบอกทั่งให้แวะบ้านพระยาสุเรนทรพร้อมนำของที่มากับเรือขึ้นไปกราบไหว้ผู้ใหญ่บ้านนี้ เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ฟักและแม่เพ็งได้พบกันอีกครั้งจนผูกสมัครรักใคร่และแต่งงานร่วมชีวิตกันในที่สุด แต่ระหว่างนั้นทั้งสองต้องพบอุปสรรคมากมายจากเหตุการณ์และผู้คนต่างๆ แต่ทั้งคู่ก็ฝ่าฟันมาได้และที่สำคัญพ่อฟักก็ไม่เคยคิดจะหาเมียอื่นอีก คงเป็นผู้ชายที่แปลกจากผู้ชายอื่นในกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีแม่เพ็งเป็นเมียคนเดียว ในขณะที่ค่านิยมสมัยนั้นผู้ชายมักมีเมียหลายๆ คนไว้ประดับบารมี

ว.วินิจฉัยกุลได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่ผู้อ่านว่า เรื่องราวของนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่องนี้เขียนขึ้นมาจากเค้าโครงเรื่องจริงของบรรพบุรุษของท่านคือแม่เพ็งและพ่อฟัก โดยอาศัยหลักฐานบันทึกเรื่องราวที่หลานปู่พ่อฟักที่เป็นข้าราชการในสมัยรัชกาลที่ ๗ ได้จัดทำไว้ นอกจากนั้นผู้อ่านยังเห็นถึงความวิริยะของ ว.วินิจฉัยกุล สำหรับการทำการบ้านมาอย่างดีในเรื่องการค้นหาเอกสารและบันทึกเหตุการณ์ในสมัยนั้น รวมทั้งสอบถามกับผู้รู้ เปรียบได้กับการทำงานวิจัยชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว

ตามความเห็นของผู้ที่ชื่นชอบเรื่องราวประวัติศาสตร์อย่างผู้เขียน นวนิยายเรื่องนี้ถือว่าเป็็นเรื่องที่มีคุณค่ายิ่ง ผู้แต่งนวนิยายเรื่องนี้มีความสามารถมากในเรื่องของการใช้วรรณศิลป์เพื่อให้ผู้อ่านเพลิดเพลินไปกับการโลดแล่นของตัวละครต่างๆ และสอดแทรกความรู้เกี่ยวกับสภาพสังคมและวัฒนธรรมบ้านเมืองในขณะนั้นได้อย่างแยบคาย แม้ว่าตัวผู้แต่งจะออกตัวว่าการแต่งนวนิยายอิงประวัติศาสตร์มีกรอบจำกัดจินตนาการเพราะต้องอิงกับข้อเท็จจริงบางประการในอดีต นอกจากนี้ยังมีความยากลำบากคือต้องระมัดระวังในการเอ่ยพาดพิงถึงบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะถ้าจะต้องกล่าวถึงบุคคลผู้นั้นในแง่ร้าย เช่น กรณี "คลื่นใต้น้ำ" ที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓ เป็นต้น

ที่สำคัญผู้เขียนประทับใจแนวคิดของ ว.วินิจฉัยกุล เกี่ยวกับนวนิยายของท่านเรื่องนี้ โดยท่านได้เล่าถึงวัตถุประสงค์ของการเขียนนิยายเรื่องนี้ในคำนำของท่านตอนหนึ่งว่า

"นวนิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นด้วยจุดประสงค์ที่จะแสดงให้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ในอดีตของไทยเมื่อเกือบสองร้อยปีก่อน ในช่วงก่อนที่วิทยาการตะวันตก หรือเทคโนโลยีทันสมัยต่างๆ จะเข้ามาเกี่ยวข้อง สภาพชีวิตแบบไทยดังกล่าวนับว่าเป็นเรื่องห่างไกลจากความเข้าใจของคนไทยในปัจจุบันออกไปทุกที นับว่าน่าเสียดายมาก เพราะการดำเนินชีวิตตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ถึง ๓ เป็นเรื่องที่น่าสนใจและควรแก่ความภูมิใจในหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ศิลปะ และวรรณคดีของกรุงรัตนโกสินทร์...

ผู้เขียนคิดว่าหนังสือเล่มนี้สมควรมีติดไว้บนชั้นหนังสือเป็นอย่างมาก ผู้เขียนเชื่อว่าจะมีหลายท่านเมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้วจะเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจกับความเป็นไทยและเข้าใจรากเหง้าของเราขึ้นอีกมากเลยทีเดียว

ดังนั้นตอนนี้ขออนุญาตจบการเล่าเรื่องตอนนี้แต่เพียงเท่านี้ก่อน คิดว่าคงต้องไปหาซื้อหนังสือรัตนโกสินทร์เล่มใหม่มาไว้บนชั้นหนังสือที่บ้าน เพราะเล่มเก่้าที่ซื้อหามาอ่านเมื่อเกือบสิบห้าปีที่แล้วเก่าคร่ำคร่า กระดาษเป็นสีเหลืองคล้ำไปหมดแล้ว เพราะหนังสือถูกใช้งานมาหลายรอบเต็มที

สำหรับการเล่าเรื่องเมืองควิเบกขอยกยอดไปคราวหน้าก็แล้วกัน

ขอบคุณภาพจาก http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/721/7721/images/Pol_Nikon/samgler_03.jpg, http://siambookcenter.com/images/products/861_image.gif

ขอขอบคุณวีดีโอจาก youtube โดย naanping

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2553

หนึ่งเพลงสิบภาพกับหนึ่งความรู้สึก




บางสิ่งบางอย่างมิพักต้องอธิบายความให้ยืดยาว ได้ชมภาพพร้อมฟังเพลงประกอบละคร "รัตนโกสินทร์" ของ ว. วินิจฉัยกุล แล้ว คงมีคำตอบแล้วว่าหนึ่งเพลง หลากหลายภาพนี้ทำให้เราท่านผู้อาศัยอยู่ในรัตนโกสินทรศก ๒๒๘ รู้สึกเช่นไรบ้าง


ขอบคุณวีดีโอจาก youtube by denubthong

วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เปิดลิ้นชักความทรงจำที่แคนาดา ตอน 12: MACKPACKER (5)


ACT I
PROLOGUE

Two households, both alike in dignity,
In fair Verona, where we lay our scene,
From ancient grudge break to new mutiny,
Where civil blood makes civil hands unclean....

ROMEO
[To JULIET] "If I profane with my unworthiest hand
This holy shrine, the gentle fine is this:
My lips, two blushing pilgrims, ready stand
To smooth that rough touch with a tender kiss.

JULIET
Good pilgrim, you do wrong your hand too much,
Which mannerly devotion shows in this;
For saints have hands that pilgrims' hands do touch,
And palm to palm is holy palmers'kiss.

...." (End of Act I)

เมื่อแรกที่ผู้เขียนมาถึงควิเบกซิตี้ สภาพภูมิศาสตร์ อาคารบ้านเรือนและสิ่งก่อสร้างของควิเบกซิตี้ทำให้อดคิดถึงบรรยากาศและบทสนทนาของตัวละครในบทละครอมตะเรื่อง Romeo & Juliet ของ William Shakespear ตามที่กล่าวมาข้างบนไม่ได้ ทั้งนี้เนื่องจากทั้งเหตุการณ์ที่ Shakespear ประพันธ์บทละครเรื่อง Romeo & Juliet และการก่อตั้งเมืองควิเบกซิตี้เป็นระยะเวลาร่วมยุคสมัยเดียวกัน โดยบทละครเรื่อง Romeo & Juliet มีหลักฐานเชื่อกันว่า Shakespear ประพันธ์บทละครเรื่องนี้ก่อนหน้าที่จะนำมาเผยแพร่ครั้งแรกเื่มื่อปี ค.ศ. 1597 ไม่นานนัก ในขณะที่ Samuel de Champlain ที่เป็นนักสำรวจชาวฝรั่งเศสได้ก่อตั้งเมืองควิเบกเมื่อปี ค.ศ. 1608 และจากการที่ทั้งคู่เป็นชาวยุโรปร่วมสมัยเดียวกัน ดังนั้นแนวคิดการสร้างบ้านแปงเมืองของ de Champlain และการสร้าง prop บทละครของ Shakespear ย่อมจะมีความคิด ความเชื่อตามยุคสมัยนั้น มาเหมือนๆ กัน

สำหรับตัวผู้เขียนนั้นชื่นชอบบทประพันธ์ของ Shakespear มาอยู่ก่อนแล้ว อาจจะเป็นเพราะว่าได้รับอิทธิพลจากเมื่อสมัยเรียนปริญญาตรีที่ต้องเรียนวรรณคดีอังกฤษ โดยอาจารย์ได้นำภาพยนต์เรื่อง Romeo & Juliet เวอร์ชันปี ค.ศ. 1968 ตามคลิปข้างบนที่ Leonard Whiting เล่นเป็น Romeo Montague และ Olivia Hussey เล่นเป็น Juliet Capulet มาฉายให้ดู ซึ่งผู้เขียนต้องขอบอกว่าชื่นชอบกับภาพยนต์เวอร์ชันนี้มากๆ เพราะคิดว่าภาพยนต์เวอร์ชันนี้มีความคลาสสิกค่อนข้างมากในเรื่องการนำเสนอ ตัวผู้แสดง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพลงประกอบภาพยนต์ที่หลายๆ คนอาจจะรู้จักคือเพลง "A Time for Us" โดย "A Time for Us" นี้เป็นเพลงประกอบภาพยนต์อีกเวอร์ชันหนึ่งที่มีการปรับเปลี่ยนเนื้อร้องของเพลงต้นฉบับที่ชื่อ "What Is a Youth" ซึ่งต่อมามีนักร้องโอเปร่านำไปร้องกันอย่างแพร่หลาย

สำหรับผู้ที่มีความชื่นชอบภาษาอังกฤษ รวมไปถึงชอบอ่านหนังสือบทละคร บทกวีโดยใช้ศัพท์แสงโบร่ำโบราณของนักประพันธ์ยุคเก่าๆ ที่เขาเรียกว่า playwrights ร่วมยุคเดียวกับ Shakespear อย่างเช่น Christopher Marlowe ถ้าได้ชมภาพยนต์ชุดนี้คิดว่าน่าจะชอบเหมือนกัน

อารัมภบทมาเสียยืดยาวถึงตรงนี้ก็เพียงแต่จะเล่าว่าควิเบกซิตี้มีบรรยากาศและที่มาคล้ายคลึงกับบรยากาศในบทละครของ Shakespear ก็เท่านั้นเอง ผู้เขียนใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงในการเดินทางจากมอนทรีอัลมายังสถานีรถโดยสารของควิเบกซิตี้ เมื่อมาถึงก็เป็นเวลาสี่โมงเย็นซึ่งพระอาทิตย์ตกและท้องฟ้าก็มืดไปแล้วในช่วงเวลาหน้าหนาวเช่นนี้

การเดินทางมายังควิเบกซิตี้มีความสะดวกมาก ไม่ว่าจะเป็นทางเครื่องบินถึงแม้ว่าเส้นทางบินจะครอบคลุมแค่ไม่กี่เมืองในแคนาดาและอเมริกา เช่น มอนทรีอัล โตรอนโต ออตตาวา นิวยอร์ก ชิคาโก ดีทรอยด์ รวมไปถึงมีเส้นทางบินไปปารีสด้วย แต่ก็ยังนับว่า Jean Lesage International Airport ที่ควิเบกซิตี้เป็นทางเลือกสำหรับรองรับนักท่องเที่ยวที่ชอบเดินทางโดยเครื่องบิน

อีกเส้นทางหนึ่งที่นำท่านมาสู่ควิเบกซิตี้ได้ก็คือรถไฟ เส้นทางการเดินรถไฟของแคนาดานั้นค่อนข้างครอบคลุมในหลายๆ เมืองที่สำคัญตั้งแต่ฝั่งตะวันออกไปจนถึงฝั่งตะวันตก ด้วยความที่แคนาดามีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล มีคนเคยเล่าให้ผู้เขียนฟังว่าหากว่าต้องการเดินทางจากฝั่งตะวันออกไปยังฝั่งตะวันตกของแคนาดาโดยทางรถไฟ หรือ VIA Rail Canada ต้องใช้เวลาถึงสามวันเต็มๆ จึงจะเดินทางถึงจุดหมายปลายทาง





อีกเส้นทางหนึ่งที่สะดวกที่สุดก็คือเดินทางรถโดยสารแบบเดียวกันกับผู้เขียนในตอนนี้ ด้วยความเหนื่อยจากการนั่งรถประกอบกับขี้เกียจศึกษาเส้นทางเดินของรถเมล์เพราะที่นี่ไม่มีรถไฟใต้ดินเหมือนเมืองใหญ่ๆ อย่างมอนทรีอัล ผู้เขียนจึงเรียกรถแท๊กซี่เพื่อให้พาไปส่งที่ Auberge Internationale de Quebec (HI International Hostel of Quebec)

hostelling ที่ควิเบกซิตี้นี้ ผู้เขียนค่อนข้างถูกใจมากกว่าทุกๆ ที่ที่เคยไปพัก เพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่บริการแก่ผู้เข้าพักหลายอย่าง โดยเฉพาะครัวที่ใหญ่กว่าทุกที่ และมีตู้เย็นที่เราสามารถซื้อของสดมาเก็บไว้ได้ ดังนั้นผู้เขียนจึงทำกับข้าวกินเองระหว่างท่องเที่ยวที่นี่ เพราะนอกจากจะประหยัดเงินแล้วรสชาติอาหารไทยที่เราทำกินเองย่อมถูกใจเราด้วย ลืมเล่าไปว่าเครื่องปรุง กะปิ น้ำปลาของบ้านเราหาได้ไม่ยากในแคนาดา ไม่ว่าเมืองนั้นจะเป็นเมืองเล็ก เมืองน้อยแค่ไหน จะมีหรือไม่มี China Town นั่นไม่ใช่ปัญหาของคนไทยที่อยากหาเครื่องปรุงแบบบ้านเรา เพราะตาม Supermarket มีเครื่องปรุงจากเอเชียขายแทบทั้งนั้น ข้าวสารจากประเทศไทยยังมีขายเลย ลองสำรวจบรรยากาศของ hostelling เสียหน่อยตามคลิปข้างล่างโดยผู้นำทัวร์คนเดิมที่เคยพาไปดูบรรยากาศ hostelling ที่ออตตาวามาแล้ว





ควิเบกซิตี้เป็นเมืองที่น่าสนใจและน่าท่องเที่ยวรวมทั้งมีประวัติความเป็นมาอันเก่าแก่ สมควรที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังในรายละเอียดในตอนหน้า เนื่องจากผู้เขียนคิดว่ายังมีคนไทยจำนวนมากที่มองข้ามเมืองทีี่มีเสน่ห์แห่งนี้ไป เพราะเห็นเวลาใครเดินทางมาทวีปนี้ทีไร มักจะนิยมท่องเที่ยวเฉพาะเมืองท่องเที่ยวในอเมริกา หรือบางคนถ้ามีโอกาสผนวกแคนาดาเข้าไปด้วยก็มักจะจอดป้ายที่แวนคูเวอร์หรือไม่ก็โตรอนโต ซึ่งน่าเสียดายมากที่มองข้ามเมืองอย่างควิเบกซิตี้แห่งนี้ไป



video credit to youtube by pianous, Mattis 10000

Photos crdit to: http://www.viarail.ca/en/trains/

Ref: Play Script by W. Shakespear at http://www.william-shakespeare.info/act1-script-text-romeo-and-juliet.htm

วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เปิดลิ้นชักความทรงจำที่แคนาดา ตอน 11: MACKPACKER (4)

ผู้เขียนออกจากออตตาวาเพื่อเดินทางต่อไปยังมอนทรีอัลและควิเบกซิตี้ด้วยอารมณ์ที่ไม่ค่อยแจ่มใสนัก ไม่ได้เป็นเพราะไม่ถูกอัธยาศัยผู้คนชาวคาเนเดียนในเมืองหลวงแห่งนี้แต่อย่างใด กลับกลายเป็นว่าคนที่ทำให้เส้นกราฟอารมณ์ของผู้เขียนตกอยู่ในแดนลบดันเป็นคนไทยด้วยกันเอง ซึ่งจะไม่เล่าในรายละเอียดเพราะอาจส่งผลกระทบต่อบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ และผู้เขียนคิดว่ามันเป็นการไม่ยุติธรรมที่นำเอาเรื่องราวในแง่ไม่ดีของผู้อื่นมานำเสนอในบล็อกของเราแต่ฝ่ายเดียว โดยผู้อื่นไม่มีโอกาสได้ชี้แจง

วันที่ 16-22 ธันวาคม 2543 (มอนทรีอัล-ควิเบกซิตี้)

ผู้เขียนเดินทางออกจากออตตาวาประมาณสิบเอ็ดโมงครึ่งของวันที่ 16 ธันวาคม ใช้เวลาเดินทางประมาณสองชั่วโมงครึ่งก็มาถึงมอนทรีอัล

อากาศที่มอนทรีอัลช่วงนั้นไม่ค่อยจะดีนักนอกจากจะมีหิมะแล้วก็ยังมีฝนโปรยปรายเป็นบางช่วงอีกด้วย ทำให้การเดินเท้าไปตามสถานที่ต่างๆ ค่อนข้างลำบากเพราะพื้นถนนและทางเท้าลื่นมาก

เมื่อเริ่มมาถึงมอนทรีอัลผู้เขียนสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความเป็นฝรั่งเศสของที่นี่ได้หลากหลายรูปแบบ เริ่มต้นจากเรื่องของภาษาก่อนเป็นอันดับแรก โดยป้ายชื่อถนน ป้ายประกาศบอกชื่อสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เป็นชื่อฝรั่งเศสหมดจนผู้เขียนไม่กล้าอ่านเพราะกลัวอ่านผิด ดังตัวอย่างชื่อย่านหรือเขตต่างๆ ในมอนทรีอัล

Ahuntsic-Cartierville, Anjou, Côte-des-Neiges–Notre-Dame-de-Grâce,Lachine, LaSalle, Le Plateau-Mont-Royal, Le Sud-Ouest, L'Île-Bizard–Sainte-Geneviève, Mercier–Hochelaga-Maisonneuve, Montréal-Nord, Outremont, Pierrefonds-Roxboro, Rivière-des-Prairies–Pointe-aux-Trembles, Rosemont–La Petite-Patrie, Saint-Laurent, Saint Leonard, Verdun, Ville-Marie and Villeray–Saint-Michel–Parc-Extension.

มอนทรีอัล หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า City of Montreal ชื่อภาษาฝรั่งเศสว่า Ville de Montréal เป็นเมืองที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาหลักที่แพร่หลายมากที่สุดเป็นลำดับสองรองลงมาจากปารีส นอกจากนี้มอนทรีอัลยังเป็นเมืองศูนย์กลางทางด้านการค้า การลงทุน ที่สำคัญของแคนาดาเป็นลำดับที่สองรองจากโตรอนโต สำหรับในเรื่องสถาปัตยกรรม อาคารตึกรามบ้านช่องของเมืองนี้ก็น่าสนใจมากไม่แพ้เรื่องอื่น ที่มอนทรีอัลแห่งนี้เขาสามารถอนุรักษ์สิ่งที่บ่งบอกของชาติกำเนิดของคนมอนทรีอัลได้เป็นอย่างดี โดยในส่วนที่เป็นแหล่งประวัติศาสตร์ของเมือง หรือที่เขาเรียกว่า Old Montreal นั้นจะเป็นที่ตั้งของโบสถ์ วิหาร หรือสถานที่ในยุคเก่า เช่น Notre-Dame Basilica ที่นักท่องเที่ยวมักจะไม่พลาดที่จะเข้าเยี่ยมชม โดยในบริเวณเมืองเก่าของมอนทรีอัลมีสถาปัตยกรรมเก่าๆ มากมายรวมถึงพิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าความเป็นมาของเมืองนี้ด้วย ซึี่งในแต่ละสถานที่มีที่ตั้งไม่ไกลกันนัก นักท่้องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะเดินเท้าในการซึมซับบรรยากาศเพื่อจินตนาการย้อนกลับไปยังปี ค.ศ. 1642 :ซึ่งเป็นปีที่เริ่มสร้างเมืองแห่งนี้ สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ชอบเดินที่นี่เขาก็จะมีรถม้าไว้สำหรับบริการด้วย














สำหรับผู้ที่อยากมองทัศนียภาพสวยๆ แบบ panorama ของ downtown มอนทรีอัลสามารถเดินทางขึ้นไปชมวิวได้ที่ Mount Royal ที่ซึ่งเป็นแหล่งอนุรักษ์พื้นที่สีเขียวเพื่อให้เป็นที่ฟอกปอดของคนเมืองมอนทรีอัล เพราะนอกจากจะเป็นสุสานสำหรับฝังศพในนิกายคาทอลิกแล้ว ที่นี่ยังมีสวนสาํธารณะขนาดใหญ่ถึงสามแห่ง โดยผู้ที่ออกแบบภูมิสถาปัตย์สวนสาธารณะบน Mount Royal แห่งนี้ เป็นบุคคลเดียวกันกับผู้ออกแบบภูมิสถาปัตย์สวนสาธารณะที่มีชื่อเสียงอย่าง Central Park ในนครนิวยอร์กด้วย




นอกเหนือจากสิ่งก่อสร้างเก่าแก่ที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นแล้ว สิ่งก่อสร้างร่วมสมัยที่มอนทรีอัลก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นสนามกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนเมื่อคราวที่มอนทรีอัลเป็นเจ้าภาพเมื่อปี ค.ศ. 1976 ซึ่งปัจจุบันสนามกีฬาแห่งนี้ก็ยังคงใช้อยู่ และสำหรับผู้ที่ชื่นชอบกับการเดินเที่ยวห้างสรรพสินค้าเพื่อจับจ่ายสินค้าโดยเฉพาะบรรดาสตรีที่ชอบหาซื้อเครื่องสำอางแบรนด์เนมทั้งหลาย มอนทรีอัลก็สามารถตอบสนองความต้องการของคุณได้ เพราะที่นี่มี the underground city ที่เป็น underground complex ใหญ่ที่สุดในโลก โดย underground city แห่งนี้มีจุดเชืีอมต่อทั้งรถไฟใต้ดินหลากหลายสถานี จุดเชื่อมต่อของอาคาร สถานที่ทำงาน ร้านค้าสุด hip หรือห้างสรรพสินค้า chain ดังๆ ของแคนาดา เช่น the Bay, Eaton Centre ห้าง retailer อย่าง Sears Canada เป็นต้น รวมไปถึงธนาคาร และสารพัดสรรพสิ่ง สำหรับความกว้างของเมืองใต้ดินแห่งนี้กว้างประมาณสิบสองตารางกิโลเมตร และประโยชน์ใช้สอยสูงสุดที่ชาวเมืองมอนทรีอัลน่าจะชอบเมืองใต้ดินแห่งนี้น่าจะเป็นช่วงฤดุหนาวที่เมืองใต้ดินต้องรองรับการเดินทางของชาวเมืองเฉลี่ยตกวันละ 500,000 คน ที่ต้องการหลีกเลี่ยงอากาศหนาวเย็นบนพื้นดิน

















เพื่อให้เห็นภาพความสวยงามของเมืองแห่งนี้ ท่านสามารถเที่ยวทั่วเมืองมอนทรีอัลได้ภายในสองนาทีครึ่งตามวีดีโอคลิปข้างล่างนี้






กลิ่นอายแบบฝรั่งเศสถัดมาน่าจะเป็นเรื่องของอาหารขึ้นชื่อและเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ ที่มีชื่อเรียกว่า Shepherd’s pie, or ‘pate Chinois’ (ขอความกรุณาผู้สันทัดฝรั่งเศสอ่านเอาเองแล้วกัน) ซึ่งเจ้าพายนี้จะใส่ไส้ข้างในสามชั้น ชั้นล่างสุดจะเป็นเนื้อบดผสมกับหัวหอมชิ้นเล็กๆ ชั้นกลางจะเป็นเหมือนราดด้วยซุปครีมข้าวโพด ส่วนชั้นบนสุดจะโปะด้วยมันฝรั่งบดซึ่งบางทีก็โรยด้วยผงพริกหยวก เครื่องเคียงที่กินกับพายก็มีมากหลายแล้วแต่ความชอบ เช่น แตงกวาดอง ไข่ บีท หรือบางครั้งก็กินกับคุ๊กกี้ที่ทำมาจาก Maple Syrup ก็แล้วแต่จะชอบกันแบบไหน





ทีนี้กลับมาเรื่องที่ใกล้ตัวผู้เขียนในเรื่องที่พักบ้าง ในการมาเที่ยวที่มอนทรีอัลครั้งนี้ไม่ต้องพบกับความกระอักกระอ่วนใจเกี่ยวกับเรื่องความลี้ลับของ hostel เหมือนที่ออตตาวาแต่อย่างใด เพราะ Auberge Jeunesse เป็น hostel ธรรมดาๆ ที่ไม่ได้ดัดแปลงมาจากอาคารเก่าที่มีประวัติน่ากลัวแต่อย่างใด นอกจากนี้สิ่งอำนวยความสะดวกไม่ว่าจะเป็นเรื่องห้องพัก ห้องครัว มีสภาพดีกว่าที่ออตตาวาค่อนข้างมาก










นอกจากนี้รูมเมทของผู้เขียนที่เป็นนักเรียนจากออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และเนปาลสามคนก็มีอัธยาศัยต้องกัน คุยกันถูกคอจนพากันไปไหนต่อไหนด้วยกันได้เหมือนคนเคยรู้จักกันมานานอย่างนั้นเลย สิ่งเหล่านี้เลยเป็นการสร้างความประทับใจให้กับผู้เขียนที่มีต่อเมืองปารีสน้อยแห่งนี้

ผู้เขียนกล่าวคำอำลาเพื่อนร่วมห้องพักสามคนในตอนสายๆ ของวันที่ยี่สิบธันวาคมเพื่อออกเดินทางต่อไปยังควิเบกซิตี้ต่อไป

Photos credit to: http://highnotes.concordia.ca/2007/images/about/B37.jpg, http://www.bonjourquebec.com/fileadmin/Image/decouvrez/experiences/villes/montreal/tq_002754_g.jpg, http://xwdesigns.com/blog/wp-content/uploads/2009/06/800px-Mount_Royal_Montreal_Lookout.jpg, http://www.montreal.com/top/index.html, http://www.dkimages.com/discover/previews/988/50252008.JPG, http://www.play-montreal.com/wordpress/wp-content/uploads/2007/11/mtlsouterrain2_maxymegdelisle.jpg, http://static.squidoo.com/resize/squidoo_images/-1/lens2285644_1230757640shepherds-pie-recipes.jpg, http://images.google.co.th/imgres?imgurl=http://images.hostelworld.com/images/hostels/5273_1.jpg&imgrefurl=http://www.hostelworld.com/hosteldetails.php/Auberge-de-Jeunesse-Maeva-Montreal/Montreal/5273&usg=__vQuu7DztThsUhzlPRGIWvcfxp8M=&h=375&w=500&sz=237&hl=en&start=5&sig2=K3OYlTnpTfj-k2o5Qq7JMQ&um=1&tbnid=JWPFsTHQuBloGM:&tbnh=98&tbnw=130&prev=/images%3Fq%3DAuberge%2BJeunesse%2Bhostel%2Bin%2BMontreal%26hl%3Den%26rlz%3D1T4ADRA_enTH348TH348%26um%3D1&ei=wjYvS5rcEYrW7AOxzpjsBw

video credit to youtube by Virtual Canada

วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เปิดลิ้นชักความทรงจำที่แคนาดา ตอน 10: MACKPACKER (3)

หมายเหตุ: รู้สึกว่าจะมีผู้สนใจ Carlton Hostel อยากรู้ว่าบรรยากาศเป็นอย่างไรก็เลยจะขอโพสท์วีดีโอของ youtube พาทัวร์ hostel แห่งนี้เผื่อมีผู้สนใจที่มีโอกาสได้ไปออตตาวา อยากไปพิสูจน์ก็ตามสะดวกกันเลย (เทคโนโลยีสมัยใหม่นี่ดีจริงๆ เราสามารถหาได้ทุกอย่างใน youtube)



ความเดิมต่อจากตอนที่แล้วว่าด้วยสภาพที่ค่อนข้างน่าสะพรึงของ Carlton Youth Hostel อันเป็นสถานที่พักของผู้เขียนช่วงที่ท่องเที่ยวในออตตาวา ตลอดระยะเวลาสามคืนที่พักอยู่ผู้เขียนก็ไม่ได้ประสบพบเห็นสิ่งใดๆ ที่เหนือปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่จะมีอย่างเดียวก็คือในช่วงดึกๆ จะเกิดเสียงดังเหมือนเสียงโลหะกระทบกันเป็นจังหวะๆ ในท่อน้ำ ซึ่งภายหลังมาพบคำให้สัมภาษณ์ของ Wade Kirkpatrick ผู้จัดการ hostel แห่งนี้ เล่าเรื่องที่เผอิญตรงกับสิ่งที่ผู้เขียนได้ยิน โดยตัวเขาเองก็ไม่เคยพบเจอวิญญาณในนี้ แต่เขาก็ประสบกับเหตุการณ์ที่ไม่อาจสามารถอธิบายได้

"My wife, Crystal, and I lived here for four months before we bought our first house. We lived in an apartment of the seventh floor. We often heard voices and banging on the pipes, although no one was to be seen. People often claim to hear cell doors closing behind them as they walk down death row, which is on the floor above the apartment. One time we want away for the week and shut the water off to our apartment. When we returned from our holiday the water was turned on the hot water was now coming out of the cold water tap.?"

ยังไงก็แล้วแต่ตามความเห็นส่วนตัว ผู้เขียนคิดว่าด้วยสภาพเก่าแก่ของสถานที่ย่อมเป็นธรรมดาที่จะเกิดเสียงดังได้บ้าง สำหรับกรณีนี้ผู้เขียนไม่คิดว่าเกิดมาจากอิทธิฤทธิ์ของวิญญาณใน hostel แต่อย่างใด แต่ก็นั่นแหละนะสิ่งใดที่พิสูจน์ไม่ได้และดูลึกๆ ลับๆ มักจะมีแรงดึงดูดให้คนเดินทางมาพิสูจน์ความลึกลับเหล่านี้ ดังนั้นในแต่ละปี Carton Hostel จึงมีโอกาสต้อนรับ backpackers จำนวนมากที่พิสมัยเรื่องราวลึกลับแบบนี้

สำหรับประวัติโดยย่อของเมืองหลวงแคนาดาแห่งนี้นั้นได้รับการยกฐานะให้เป็นเมืองหลวงในสมัยของควีนวิกตอเรียในปี ค.ศ. 1857 โดยในช่วงตั้งแต่ปี ค.ศ 1857-1866 ได้สร้างอาคารตึกรามสำหรับเป็นที่ทำการของรัฐบาลที่สำคัญๆ ได้แก่ อาคารรัฐสภา หรือที่รู้จักกันว่า Parliament Hill ในหมู่นักท่องเที่ยวและเป็นสถานที่ที่ต้องเข้าเยี่ยมชมหากเดินทางมาเยือนออตตาวา



ก่อนที่กรุงออตตาวาจะมีภูมิสถาปัตย์และมีที่ทำการของรัฐบาลกลางได้สวยงามเช่นปัจจุบัน ออตตาวาเคยประสบกับหายนะครั้งใหญ่นั่นคือเกิดไฟไหม้ในปี ค.ศ. 1900 และ ค.ศ. 1916 แต่ผลจากการเกิดไฟไหมุ้ึถึงสองครั้งในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้ออตตาวาได้รับการบูรณะและมีการจัดวางผังเมืองเป็นอย่างดีในเวลาต่อมา

ผู้เขียนใช้เวลาสองวันหมดไปกับการเที่ยวชมสถานที่อาคารทำการของรัฐบาลกลางแคนาดาไม่ว่าจะเป็น Parliament Hill หรือศาลฎีกาของรัฐบาลกลางแคนาดา หรือ Supreme Court of Canada (ศาลแห่งนี้เองที่ตัดสินให้ส่งนายราเกรซ สักเสนา กลับเมืองไทยในขณะที่เจ้าตัวนั่งรอฟังคำสั่งศาลอยู่ที่บ้านพักในเมืองแวนคูเวอร์ที่ตั้งอยู่คนละฟากฝั่งกับออตตาวา)



นอกเหนือจากนั้นก็เดินชมวิถีการใช้ชีวิตของชาวคาเนเดียนในเมืองหลวงว่าเขาทำกิจกรรมอะไรกันบ้างในหน้าหนาว ที่เห็นชัดๆ คือการใช้ชีวิตของคนที่นี่ก็เหมือนกับชาวตะวันตกทั่วไปที่นิยมกิจกรรมกลางแจ้ง แต่กิจกรรมก็จะแตกต่างๆ ไปตามฤดูกาล ถ้าเป็นหน้าร้อนอากาศดีๆ เขามักจะชอบจ๊อกกิ้ง หรือขี่จักรยาน แต่ถ้าหน้าหนาวแบบนี้ก็จะเล่นสกี หรือสเก็ตน้ำแข็ง สำหรับในออตตาวาในฤดูหนาวเช่นนี้ ที่น่าสนใจมากคือจะมีคนมาเล่นสเก็ตน้ำแข็งบน Rideau Canal ที่น้ำกลายเป็นน้ำแข็ง มีทั้งเด็ก วัยรุ่นหนุ่มสาว ผู้ใหญ่ มาเล่นสเก็ต หรือบ้างก็เดิน บนลานสเก็ตแห่งนี้ ที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นลานสเก็ตน้ำแข็งที่ยาวที่สุดในโลก มีความยาวประมาณ 7.8 กิโลเมตร รวมทั้ง Rideau Canal ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก หรือ World Heritage Site ของ UNESCO เมื่อปี ค.ศ. 2007 ด้วย ทั้งนี้อันเนื่องมาจากความเก่าแก่ของแม่น้ำสายนี้ที่ขุดขึ้นโดยฝีมือมนุษย์เมื่อช่วงปี ค.ศ. 1832 และความสำคัญในเรื่องการคมนาคมขนส่งสิืนค้าในยุคนั้นของแคนาดา ซึ่งปัจจุบันแม่น้ำสายนี้ถือว่าเป็นแม่น้ำสายที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงเหลืออยู่ในอเมริกาเหนือ



Photos credit: http://z.about.com/d/gocanada/1/0/t/9/-/-/Parliament_Hill.jpg, http://www.ottawatourism.ca/en/what-to-do/canadian-heritage-experiences/national-sites, http://www.geosottawa.com/images/skating1-k2155-img014.jpg

video credit to youtube by lemonrind and by Mattis 10000

วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ราชาของราชาทั้งปวง (King of Kings)

วันนี้เป็นวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๒ เป็นวันที่ประชาชนคนไทยมีความสุขยิ่งเมื่อได้เห็นในหลวงเสด็จออกมหาสมาคม เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๘๒ พรรษา ผู้เขียนและพ่อแม่ได้ดูการถ่ายทอดสดจากโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจนับตั้งแต่เสด็จออกจากโรงพยาบาลศิริราชจนกระทั่งเสร็จสิ้นพระราชพิธีและเสด็จกลับไปประทับที่โรงพยาบาลศิริราช

เราสามคนพ่อแม่ลูกดูการถ่ายทอด ซึ่งบางช่วงบางตอนไ้ด้มีการสัมภาษณ์ประชาชนที่รอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่เต็มฝั่งถนนตลอดเส้นทาง เห็นบางคนน้ำตาซึม บางคนร้องไห้ด้วยความปลื้มใจที่ได้เห็นในหลวง ผู้เขียนเห็นว่าตอนนั้นแม่มีน้ำตาซึมๆ ออกมาด้วย

ครอบครัวเราอาจจะดูเป็นครอบครัวอนุรักษ์นิยมและเป็น royalist จัดมากๆ ในสายตาของคนหัวสมัยใหม่ที่ไม่รู้จักกำพืดและหัวนอนปลายเท้าของตนเองที่ตอนนี้เขานิยามตัวเองว่าพวกไม่นิยมเจ้าจะเป็นไปด้วยเหตุผลประการใดไม่ว่าจะเป็นพวกนิยมบูชาลัทธิกบฏผีบุญหน้าสี่เหลี่ยมศตวรรษที่ ๒๑ หรือพวกหัวนอกแต่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ เก่งแต่ทฤษฎีแต่ปฏิบัติไม่เอาไหน นิยมชมชอบรูปแบบการปกครองแบบตะวันตกอยากจะมีการปกครองแบบตะวันตกโดยไม่มองบริบทของสังคมไทยว่าเหมาะหรือไม่

สำหรับตัวผู้เขียนมีเหตุผลหนึ่งที่อธิบายได้ว่าทำไมถึงรักและเคารพเทิดทูนในหลวงมาก อาจจะเป็นเพราะว่าในช่วงหนึ่งของชีวิตได้เคยปฏิบัติงานอยู่ในหน่วยงานราชการที่มีที่ตั้งอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะได้เข้าเฝ้าฯ ผู้เขียนรู้สึกว่าตัวเองมีบุญมากที่ได้เคยเข้าเฝ้าในหลวงอย่างใกล้ชิดถึงสองครั้งเมื่อคราวที่ท่านเสด็จมาที่พระอุโบสถวัดพระแก้ว ผู้เขียนได้เห็นและได้สัมผัสสิ่งที่คนเฒ่าคนแก่เขาเรียกว่าบุญญาบารมีที่เปล่งออกมาให้เราสัมผัสได้ไม่ว่าจะออกมาจากสีพระพักตร์ หรือพระวรกายยามเมื่อองค์พระประมุขเสด็จผ่าน และอีกครั้งหนึ่งที่ผู้เขียนจำได้แม่นยำคือเมื่อคราวที่ท่านเสด็จมาที่วัดพระแก้ว และท่านกำลังดำเนินอยู่ตามลาดพระบาท ซึ่งตลอดสองฝั่งลาดพระบาทมีประชาชนถวายเงินเพื่อเสด็จพระราชกุศล โดยในหลวงท่านทรงยื่นพระหัตถ์เพื่อรับเิงินเหล่านั้นด้วยพระองค์เอง ผู้เขียนเห็นดังนั้นจึงหยิบเงินขึ้นมาจำนวนหนึ่งเพื่อตั้งใจจะถวาย พร้อมตั้งจิตอธิษฐานในสิ่งที่คนไทยจำนวนมากปวารณาไว้นั่นคือในชีวิตหน้าถัดๆ ไป ขอให้ได้เกิดเป็นพสกนิกรของในหลวงพระองค์นี้เหมือนอย่างที่เป็นพสกนิกรของท่านในชีวิตนี้

ผู้เขียนรู้สึกหัวใจเต้นแรงเมื่อท่านเสด็จมาใกล้ตรงที่ผู้เขียนนั่งอยู่ และเมื่อท่านเสด็จมาถึงจุดที่ผู้เขียนนั่งอยู่ความรู้สึกของผู้เขียนเหมือนว่างเปล่าตัวเบาไม่มีความรู้สึก เมื่อได้มีโอกาสถวายเงินในมือของตนเองพร้อมได้มีโอกาสสัมผัสพระหัตถ์องค์พระประมุขเมื่อท่านยื่นพระหัตถ์มาเพื่อรับเงินที่ผู้เขียนถวาย แต่ความรู้สึกหนึ่งที่ผู้เขียนรู้สึกได้ในขณะนั้นคืออุ้งพระหัตถ์ของบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นพระราชา เป็นพระมหากษัตริย์มิได้อ่อนนุ่มอย่างที่จินตนาการว่าจะเหมือนอุ้งมือของพระราชาในเทพนิยายที่ใช้ชีวิตสุขสบายอยู่แต่ในรั้วในวังแต่อย่างใด กลับตรงกันข้ามผู้เขียนรู้สึกว่าอุ้งพระหัตถ์ของในหลวงนั้นถ้าจะว่าตามประสาชาวบ้านก็คือ สากและหยาบกระด้างเหมือนผู้ที่ต้องใช้มือในการทำงานอย่างมาก สิ่งที่ผู้เขียนสัมผัสได้นี้ก็ไม่แปลกอะไรเพราะพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ที่ได้ทรงบำเพ็ญมาตลอดหกสิบกว่าปีเป็นสิ่งพิสูจน์แล้วว่าพระองค์ได้อุทิศพระวรกายและความอุตสาหะอย่างหนักเพื่อพสกนิกรและประเทศไทยของเรามีมากมายเพียงใด

ในวโรกาสนี้ผู้เขียนคงเหมือนกับคนไทยทั้งมวลที่ตั้งจิตตั้งใจอธิษฐานขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระพลานามัยที่แข็งแรงสมบูรณ์โดยเร็ว ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน หมู่มารที่คิดร้ายต่อพระองค์ท่านและชาติบ้านเมืองขอให้พ่ายแพ้ต่อบุญญาบารมีของพระองค์ สถิตย์อยู่เป็นเจ้าอยู่หัวของคนไทยตราบนานเท่านาน






Video Credit to youtube by US Embassy in BKK.

ขอบคุณวีดีโอจาก youtube โดย Sk Sutawee

(ผู้เขียนต้องขอขอบคุณผู้อ่านที่คลิกเข้ามาอ่านเรื่องราวสรรเพเหระของผู้เขียนทุกท่าน ดูจาก counter ก็มีคน follow อยู่พอควร ระยะนี้ต้องขออภัยคนอ่านที่รอการ updated เรื่องเปิดลิ้นชักความทรงจำที่แคนาดาตอน MACKPACKER ด้วย คงอีกประมาณสามสี่วันถึงจะมา updated ได้เพราะตอนนี้ร่างกายและหัวสมองไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมเพราะเมื่อเร็วๆ นี้เกิดอุบัติเหตุขึ้นกับตัวผู้เขียนเอง สถานที่ก็ไม่ใช่ที่ไหนก็คือที่โรงพยาบาลศิริราช วันนั้นพาแม่ไปหาหมอเพื่อตรวจสุขภาพไต ทำธุระเสร็จแล้วกำลังจะเดินกลับมาที่จอดรถนอกโรงพยาบาล ด้วยอารามจะรีบข้ามถนนทำให้ตัวเองไปสะดุดกับฝาท่อระบายน้ำที่มันชำรุดอยู่ ล้มคว่ำแล้วเอาหน้าลง เลือดไม่รู้มาจากไหนต่อจากไหนไหลเลอะเทอะเต็มเสื้อผ้าไปหมด สรุปวันนั้นแม่ซึ่งเป็นคนป่วยต้องเป็นฝ่ายพยุงคนดีอย่างผู้เขียนไปหน่วยฉุกเฉินของโรงพยาบาล ตอนนี้เลยยังไม่ค่อยหายดีเพราะปวดเมื่อยจากบาดแผลและมีอาการไข้อยู่บ้าง แต่คงจะดีขึ้นในอีกไม่ช้า)