วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Somewhere Only We Know



I walked across an empty land
I knew the pathway like the back of my hand
I felt the earth beneath my feet
Sat by the river and it made me complete
Oh simple thing where have you gone
I'm getting old and I need something to rely on
So tell me when you're gonna let me in
I'm getting tired and I need somewhere to begin

I came across a fallen tree
I felt the branches of it looking at me
Is this the place we used to love?
Is this the place that I've been dreaming of?

Oh simple thing where have you gone


I'm getting old and I need something to rely on
So tell me when you're gonna let me in
I'm getting tired and I need somewhere to begin

And if you have a minute why don't we go
Talk about it somewhere only we know?
This could be the end of everything
So why don't we go
Somewhere only we know?

Oh simple thing where have you gone
I'm getting old and I need something to rely on
So tell me when you're gonna let me in
I'm getting tired and I need somewhere to begin

And if you have a minute why don't we go
Talk about it somewhere only we know?
This could be the end of everything
So why don't we go
Somewhere only we know?

This could be the end of everything
So why don't we go
Somewhere only we know?



Picture by musicexchange.informe.com/autumn-sun-dt6.html

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เปิดลิ้นชักความทรงจำที่แคนาดา ตอน 4: เรื่องของคนกินยาก อยู่ยาก (1)

หลังจากที่เดินเที่ยวรอบ college และบริเวณใกล้เคียงกับ Akiko แล้ว ผู้เขียนได้แยกเข้าที่พักส่วนตัว ถึงตอนนี้ก็สายมากพอควร ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย ที่จริง Akiko ก็ถามอยู่เหมือนกันว่าจะให้พาไปซื้ออะไรกินสำหรับตอนเช้าไหม ก็ดันตอบปฏิเสธไป เพราะตอนนั้นรู้สึกอยากกลับไปนอนต่อ เนื่องจากว่าเกิดอาการที่เขาเรียกว่า “Jet lag” หรืออาการที่ร่างกายไม่สามารถปรับสมดุลเวลาได้ โดยเวลาที่แคนาดาฝั่งตะวันออกรวมทั้งอเมริกาฝั่งตะวันออกที่ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก (แถบโตรอนโต นิวยอร์ก บอสตัน วอชิงตัน ดี ซี) จะช้ากว่าที่ประเทศไทย 11 ชั่วโมง (ในหน้าร้อน) และจะช้ากว่า 12 ชั่วโมง (หน้าหนาว)
สำหรับแคนาดาฝั่งตะวันตกรวมอเมริกาตะวันตกที่ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก (แถบแวนคูเวอร์ แคลิฟอร์เนีย) จะช้ากว่าประเทศไทย 14 ชั่วโมง (หน้าร้อน) และ 15 ชั่วโมง (หน้าหนาว)

ซึ่ง ณ ขณะนั้นที่เมืองไทยก็เป็นเวลาประมาณสามถึงสี่ทุ่ม ดังนั้นเวลาในร่างกายยังคงคุ้นเคยกับเวลาที่เมืองไทย ประกอบกับยังคงเพลียจากการเดินทางมาร่วมยี่สิบชั่วโมง ผู้เขียนจึงรู้สึกง่วงมาก ตอนแรกๆ ที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ในการเดินทางไปต่างประเทศในประเทศที่ข้ามแถบเวลาอย่างในยุโรป หรืออเมริกา ที่เวลาต่างกันกับประเทศไทยค่อนข้างมาก ผู้เขียนเองก็ยังไม่เข้าใจถึงความรู้สึกที่เขาเรียกอาการ jet lag นี้ มารู้ซึ้งตอนที่มาประสบด้วยตัวเองครั้งแรกตอนที่ไปประเทศแถวยุโรป และมาเกิดอีกครั้งก็ที่นี่เอง

พูดถึงความแตกต่างเรื่องเวลาแล้ว ก็ขอเล่าต่อไปอีกหน่อยก็แล้วกัน จะสังเกตได้ว่าเวลาของประเทศเหล่านี้จะมีการปรับให้ช้าลงและเร็วขึ้นหนึ่งชั่วโมงในหน้าหนาวและหน้าร้อนตามลำดับ ซึ่งระบบแบบนี้เขาเรียกว่า “daylight saving time” หรือชื่อย่อว่า “DST”



โดยจะใช้โดยทั่วไปในประเทศยุโรป อเมริกาเหนือ รัสเซีย นิวซีแลนด์ และในบางประเทศ เนื่องจากว่าเวลาขึ้นและลงของดวงอาทิตย์ในประเทศเหล่านี้มีระยะที่ไม่เท่ากันในแต่ละฤดู อย่างในกรณีของฤดูร้อนเวลากลางวันจะมีระยะเวลานานมาก และดวงอาทิตย์ก็ตกช้า ในขณะที่ในฤดูหนาวดวงอาทิตย์ขึ้นช้า และตกดินเร็ว ดังนั้นจึงเป็นที่มาของ DST นี่แหละ แต่ถ้าจะให้อธิบายมากกว่านี้คงไม่ได้แล้ว เพราะรู้แค่นี้ :)

และเจ้าระบบ DST นี่แหละเคยทำให้ผู้เขียนทำตัวเชยมาแล้ว เพราะมีเช้าวันหนึ่งของช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิซึ่งเป็นวันเสาร์ แหมอากาศข้างนอกบ้านกำลังดีเลย ต้นไม้ดอกไม้ ผลิดอก ออกผลกันให้สวยสดงดงาม หลังจากที่นอนหลับใหลอยู่ใต้กองหิมะขาวโพลนมาหลายเดือน ซึ่งผู้เขียนตั้งใจตั้งแต่ตอนกลางคืนแล้วว่าจะตื่นแต่เช้าไปรับอากาศบริสุทธิ์ในเช้าของฤดูใบไม้ผลิ และตั้งใจว่าจะเดินให้รอบเมือง เพราะที่นี่ฝุ่นควันก็ไม่มี เดินออกกำลังกายได้อย่างมีความสุขทีเดียวเชียว ว่าแล้วเช้ารุ่งขึ้นก็ไม่รอช้า ออกจากประตูบ้านมา เจอคุณป้า landlady กำลังปรับสวนเล็กๆ หน้าบ้านเพื่อเตรียมปลูกดอกไม้ ทักทายสวัสดีกันตอนเช้านิดหน่อย ก็เดินออกมาโดยที่คุณป้าไม่ได้พูดเรื่องอะไรนอกจากเรื่องสวนและดอกไม้ ยกข้อมือเพื่อดูเวลาบนหน้าปัทม์นาฬิกา อ้อ ตอนนี้เป็นเวลา 7 โมงเช้า “อืม…คงใช้เวลาเดินสักประมาณชั่วโมงก็น่าจะถึง downtown คงประมาณสัก 8 โมงเช้า ไปถึงโน่นก็หาอะไรกินเป็นอาหารเช้าเลยดีกว่า” ผู้เขียนคิดในใจในการวางแผนหาของกินในเช้าวันใหม่

เดินชมความสวยงามของต้นไม้ ดอกไม้ ทั้งที่เป็นสวนสาธารณะ และในบ้านเรือนทั่วไปด้วยความเพลิดเพลินใจ พร้อมได้เหงื่อนิดหน่อย อีกประมาณชั่วโมงถัดมาก็มาถึง downtown รถราในถนนเริ่มขวักไขว่และมีเยอะมากขึ้นเนื่องจากเป็นตัวเมือง ผู้เขียนหยุดรอสัญญาณให้ข้ามถนนที่แยกแห่งหนึ่งเพื่อจะข้ามไปร้าน “Tim Hortons” ร้านอาหารสัญชาติแคนาเดียนสุดโปรดประจำใจร้านหนึ่งของผู้เขียน ระหว่างรอก็เหลียวไปดูนาฬิกาเรือนใหญ่ที่มีอยู่ทั่วไปประจำตามแยกใหญ่ๆ ทั่วเมือง เวลาบ่งบอก 9 โมงเช้าเศษๆ “เอ นาฬิกานี่มันเสียรึไง เดินไวไปตั้งชั่วโมง” เพื่อความแน่ใจยกข้อมือตัวเองมาดูเพื่อตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง ของเราแค่แปดโมงกว่าเอง เจ้านาฬิกานั่นมันต้องเสียแน่แน่” ยังมั่นใจความถูกต้องของตัวเองอีกนะ ตอนนั้นน่ะไม่ได้นึกถึงเจ้า DST นี่เลย




พอมาถึงร้าน “Tim Hortons” เดินไปที่เคาน์เตอร์เพื่อสั่งเมนูประจำ
“Morning , Chicken Noodle Soup, Honey Dip and Iced Tea, please.”
“Is that everything?” คนขายถามกลับมาเป็นแบบแผนเหมือนกับพนักงานร้านเซเว่นในบ้านเราที่ถามว่า “รับซาลาเปาหนมจีบเพิ่มไม๊คะ” ยังไงยังงั้นเลยเชียว
“Yeah” ผู้เขียนตอบกลับ และระหว่างรอคนขายจัดอาหารให้ สายตาก็เหลือบไปมองนาฬิกาของร้านที่ติดอยู่ที่ผนัง บ่งบอกว่าขณะนี้เป็นเวลาเก้าโมงเศษ
“ไรเนี่ย นี่มาเจอนาฬิกาเสียอีกแล้ว นาฬิกาเราแค่แปดโมงกว่าเอง” ผู้เขียนนึกฉุนว่าทำไมวันนี้เจอนาฬิกาสองเรือนที่เดินไว แต่ขณะนั้นเริ่มไม่มั่นใจความเที่ยงตรงของนาฬิกาตัวเองแล้ว เริ่มนึกไปว่า “เอ หรือนาฬิกาเรามันเสียทำให้เดินช้าลงหว่า”
“ X Cuse me, you have the time? ผู้เขียนถามคนที่มารอคิวสั่งอาหารต่อจากผู้เขียน ซึ่งเขาทำหน้างงๆ ว่านาฬิกาบนฝาผนังก็มี ทำไมไม่ดู ยังไปถามเวลาเขาอีก แต่เขาก็ยังอุตส่าห์ตอบกลับมา “Nine twenty”
“You’re kidding? “It’s just eight twenty” ยัง ยังไม่หยุด ไปเถียงเขาอีก
“Don’t you know, we’ve just approaching daylight saving time today, eh? คนแคนาเดียนไม่รู้เป็นไง เวลาที่ต้องการตรวจสอบความเข้าใจของคู่สนทนา ส่วนใหญ่จะชอบลงท้ายด้วย eh (เอ๊ะ) ทุกทีสิน่า
“Oh! have we?” “It seems like I’m just only one in town to lose it” ผู้เขียนกล่าวพร้อมยิ้มอย่างอายๆ ให้แก่คู่สนทนา
ผู้เขียนมารู้ตอนหลังว่า ในปฏิทินของแต่ละปีเขาจะกำหนดไว้เลยว่าวันไหนจะให้เป็น DST ซึ่งเราต้องคอยตรวจสอบดูปฏิทินให้ดี นี่ดีว่าเป็นวันเสาร์ ถ้าเป็นวันปกติมีหวังได้ไปเข้าชั้นเรียนช้าไปหนึ่งชั่วโมงแน่เลย

นั่นก็เป็นประสบการณ์เชยๆ อย่างหนึ่งของผู้เขียนในเวลาที่อยู่ที่นั่น ซึ่งยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่จะนำมาเล่าในตอนต่อไป


ขอบคุณภาพจาก http://image07.webshots.com/7/8/52/63/178385263fBZrxo_ph.jpg
http://www.westofwindsor.com/img/daylight%20saving%20time.jpg

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552

อภิสิทธิ์ คุณนี่ไม่ไหวจะเคลียร์

จดหมายเปิดผนึกถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี

๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๒

กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ราชอาณาจักรไทย

ตามที่ปรากฎเป็นข่าวในสื่อสิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป ที่เรียกร้องให้รัฐบาลภายใต้การนำของ ฯพณฯ ให้มีการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมสำหรับการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของชาติในเรื่องความมั่นคงทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ที่ต้องอาศัยการดำเนินงานที่ฉับไว การตัดสินใจที่แน่วแน่ และความเด็ดขาดของผู้นำ โดยวิกฤตสำคัญของชาติที่สำคัญและควรได้รับการจัดลำดับให้มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนได้แก่

๑. ปัญหาความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ที่เป็นที่รักและเคารพของประชาชนที่ถูกบั่นทอน จาบจ้วงอย่างหนักจากกลุ่มผู้ประสงค์ร้ายภายใต้การนำของนักโทษชาย ในรูปแบบต่างๆ โดยล่าสุดคือการต้องการถวายฎีกาเพื่อขอล้มล้างความผิดทั้งมวลของนักโทษที่หนีคดีที่ยังมิได้สำนึกต่อความผิดของตนเอง หนำซ้ำยังเป็นตัวเร่งให้เกิดความแตกแยกในมวลหมู่ประชาชนชาวไทย

๒. ปัญหาความขัดแย้งในการครอบครองพื้นที่ที่เป็นแหล่งรวมทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ระหว่างไทยและกัมพูชา อันเนื่องมาจากการขอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งมีหลายฝ่ายเรียกร้องว่าการขอขึ้นทะเบียนครั้งนี้มีวาระซ่อนเร้น และเป็นการล่วงละเมิดอธิปไตยของประเทศไทยโดยได้รับความร่วมมือของคนไทยที่มีอำนาจเพื่อหวังต่อรองการได้รับผลประโยชน์จากการสัมปทานทรัพยากรธรรมชาติ และมีแนวโน้มที่จะสูญเสียอธิปไตยเพิ่มขึ้นในพื้นที่อื่นอีกมากในอนาคตอันใกล้

๓. ปัญหาความรุนแรงภาคใต้ ที่เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน

๔. ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นโครงการของรัฐบาล และการบริหารงานที่ไร้ธรรมาภิบาลของหน่วยงานราชการต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรตำรวจ

๕. ปัญหาเศรษฐกิจ

ตัวผู้เขียนจดหมายฉบับนี้เฝ้าติดตามการบริหารบ้านเมืองของ ฯพณฯ และผู้เกี่ยวข้องในรัฐบาลมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง และตัวผู้เขียนเองเป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนและยินดีที่ ฯพณฯ ได้มีโอกาสเป็นผู้นำประเทศ โดยหวังไว้ลึกๆ ว่าบ้านเมืองอาจจะมีทิศทางไปในทางที่ดี เพราะเชื่อมั่นว่า ฯพณฯ เป็นคนหนุ่มการศึกษาดี มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และมีบุคลิกภาพที่สามารถนำเสนอเป็นภาพลักษณ์ที่ดีและมีสง่าราศีในสายตานานาชาติได้ ดังจะเห็นได้จากการเป็นประธานอาเซียน และการเข้าร่วมในฐานะผู้นำประเทศไทยในการประชุมอาเซียนในระดับต่างๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตอนช่วงสงกรานต์เดือดที่ผ่านมา ในสายตาของผู้เขียน และเชื่อว่าในสายตาของประชาชนชาวไทยทั่วไป ภาพลักษณ์ของ ฯพณฯ ยิ่งเปล่งประกายความเป็นผู้นำที่น่าชื่นชม ดังจะเห็นได้จากบทความของผู้เขียนที่เขียนให้กำลังใน ฯพณฯ ในเรื่องของ "ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม" ซึ่ง ณ ขณะนั้นกระแสความนิยมชมชอบในตัว ฯพณฯ สูงมาก และประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่าหาก ฯพณฯ ตัดสินใจทำอะไรเพื่อเป็นการรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติแก่ผู้กระทำผิดกฎหมายบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มบุคคลที่ใส่เสื้อสีใดๆ ก็แล้วแต่ ฯพณฯ ท่านจะได้รับการชื่นชมและเป็นที่ยอมรับของประชาชนอย่างท่วมท้น

แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า เวลาผ่านไปเพียงแค่สามเดือนเศษ กระแสความนิยมเหล่านั้นลดลงอย่างน่าใจหาย ทั้งนี้หาก ฯพณฯ ไม่หลงติดยึดกับความเชื่อมั่นในตนเองมากเกินไป ลองกรุณาเปิดรับข้อมูลอีกด้านที่มิใช่กระแสจากแม่ยกของพรรคประชาธิปปัตย์ที่ชมชื่นต่อเพียงรูปลักษณ์ภายนอกของ ฯพณฯ กระแสติติงต่อภาพลักษณ์ และคุณภาพการบริหารประเทศของท่านตามสื่อต่างๆ มีมิใช่น้อย และความคิดเห็นเหล่านั้นล้วนเป็นความเห็นจากกัลยณมิตรของท่าน ติติงท่านเพื่อขอให้ท่านปรับปรุงและแก้ไข

อย่างไรก็ตามคนเหล่านี้รวมทั้งผู้เขียนเองยังมิได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมของท่านแต่อย่างใด หนำซ้ำในบางครั้งบางคราวท่านได้ใช้พรสวรรค์ที่ท่านมีมาตั้งแต่เกิด ในเรื่องของการใช้วาทะ สำนวนและโวหารที่เฉียบแหลม ที่ครั้งหนึ่งเป็นที่หลงไหลของผู้คนในประเทศนี้ สำหรับการตอบโต้คำติติงของกัลยาณมิตรเหล่านั้นไปในเชิงปฎิปักษ์ ซึ่งการกระทำเหล่านั้นได้บั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้คนรวมทั้งตัวผู้เขียน ในตัว ฯพณฯ เป็นอันมาก และเกิดความไม่มั่นใจว่า ตัว ฯพณฯ นั้นจะสามารถใช้พรสวรรค์ที่ท่านมีอยู่อย่างเดียวคือ วาทกรรม นำพาประเทศนี้ให้อยู่รอดหรือไม่ เนื่องจากปัญหาเร่งด่วนของชาติสามสี่ประเด็นที่กล่าวมาข้างต้น ต้องการการลงมือปฏิบัติมิใช่ใช้วาทกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาไปวันต่อวัน

และแล้วความอดสูใจและจุด toleration (ขออนุญาตที่จะต้องใช้ภาษาอังกฤษเพราะคำนี้น่าจะสื่อสารและบอกถึงความรู้สึกของคนไทยส่วนใหญ่ได้ดีกว่าภาษาไทยที่อาจจะไม่สุภาพ แต่ศิษย์เก่า oxford อย่าง ฯพณฯ ไม่มีปัญหาในเรื่องการแปลความอยู่แล้ว) ของคนไทยส่วนใหญ่คงสิ้นสุด เมื่อมีข่าวของ ฯพณฯ ใช้เวลาของการบริหารบ้านเมืองเพื่อไปเป็นนายแบบให้กับนิตยสารรายปักษ์ฉบับหนึ่ง เพื่อการสิ่งใดมิสามารถจะทราบได้ แต่ที่เป็นที่แน่ใจว่า การถ่ายแบบนั้นมิได้สร้างคุณูปการแต่อย่างใดให้แก่บ้านเมือง แม้แต่คุณสุทธชัย หยุ่น ยังติติงการปฎิบัติตัวของ ฯพณฯ ดังที่กล่าว

/http://www.oknation.net/blog/black/2009/08/10/entry-1


การถ่ายแบบมิได้น่าติติงแต่ประการใดหาก ฯพณฯ เป็นเพียง นายอภิสิทธิ์ ที่มีความใฝ่ฝันเหมือนซูซาน บอยล์ ที่ต้องการเป็นดาวในแวดวงบันเทิงเมื่อมีอายุที่มากแล้ว แต่นี่ ฯพณฯ เป็น นาย ที่มี ก ไก่ ตามหลัง ดังนั้นจึงมีภาระหน้าที่ที่หนักอึ้งที่ต้องทำเพื่อประเทศชาติ ภาระดังกล่าวมิได้มีใครบีบบังคับให้ท่านทำ เพราะท่านอาสาเข้ามาทำเอง ใช่หรือไม่ ลองนึกย้อนไปถึงวันแรกที่ท่านได้รับพระบรมราชโองการฯ แต่งตั้งเป็นนายก ท่านได้ให้สัญญาประชาคมแก่คนไทยไว้ว่าอย่างไรบ้าง แล้วขณะนี้ท่านได้ทำตามที่ท่านเปล่งวาจาในวันนั้นแล้วหรือยัง

ที่จำเป็นต้องมาเขียนความอึดอัดใจใน blog ของตนเองในครั้งนี้ เพราะใน website ของ pm ที่เปิดใหม่ให้คุยกับนายก ไม่เปิดรับความเห็นในเชิงติติงต่อการดำเนินงานของนายก จึงต้องมาระบายความคับข้องใจในที่นี้

ขอเสนอข้อคิดเห็นต่อ ฯพณฯ ว่าหากท่านคิดและพิจารณาแล้วเห็นว่าศักยภาพและความตั้งใจของท่านยังมีไม่พอที่จะนำพาชาติบ้านเมืองให้พ้นจากปากหลุมของความเสื่อมได้ และเห็นว่ายิ่งแข็งขืนที่จะอยู่ในตำแหน่งต่อไปจะยิ่งเร่งให้เกิดความเสื่อมเร็วยิ่งขึ้น ท่านควรจะประกาศลาออกจากการเป็นผู้นำของประเทศนี้ไปเสีย ซึ่งจะเกิดเหตุการณ์อะไรต่อไปแก่ชาติบ้านเมืองก็เป็นเรื่องของกาลข้างหน้าและเป็นหน้าที่ของประชาชนที่มีจิตสำนึกรักชาติบ้านเมือง และมีความกล้าหาญที่เขาจะต่อสู้กันเอาเอง เพราะถึงท่านอยู่ไปสถานการณ์ก็ไม่ได้ดีขึ้นแต่อย่างใด

จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

ขอแสดงความนับถือ

ประชาชนคนไทยคนหนึ่ง

วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2552

คิดถึงบรรพบุรุษไทย

ทุกวันนี้ เหลียวมองไปในทิศทางไหนรอบตัว คนไทยแต่ละคนใช้เวลาของแต่ละวันหมดไปกับเรื่องของตัวเอง ธุระส่วนตัวเยอะ จนไม่สามารถมองอะไรข้ามผ่านสภาพแวดล้อมตัวเองได้

เพราะเป็นอย่างนี้หรือเปล่าคนไทยส่วนใหญ่จึงไม่สนใจปัญหาเรื่องอธิปไตยของประเทศไทยที่ประสบอยู่ในตอนนี้ จริงๆ แล้วผู้เขียนขอบอกก่อนว่าผู้เขียนไม่ใช่คนคลั่งชาติ เพราะจะมีคน (ไม่รักชาติ) หลายคนชอบพูดจาเสียดสีคนที่ยกประเด็นเรื่องปัญหาขัดแย้งกับกัมพูชา ณ ขณะนี้ว่าเป็นคนคลั่งชาติ ถ้าเปิดหาความหมายตามพจนานุกรมราชบัณฑิตฯ "คลั่ง" เป็นคำกริยา หมายถึง แสดงอาการผิดปรกติอย่าคนบ้า เสียสติ หรือหลงใหลสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

ถ้าคนจำนวนหนึ่งที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องให้สังคมให้ความสำคัญและสนใจเรื่องอธิปไตยของประเทศ ถูกคนส่วนใหญ่ (ที่ไม่รักชาติ) เหยียดหยามว่าเป็นคนคลั่งชาติ และคนที่ไม่รักชาติเหล่านี้เขาเรียกว่าคนคลั่งอะไร คลั่งวัตถุ คลั่งเงิน คลั่งยศถาบรรดาศักดิ์ ฯลฯ

ตอนนี้รู้สึกว่าโครงสร้างสำคัญอะไรต่างๆ ที่ประกอบขึ้นมาเป็นประเทศไทย ถูกบั่นทอน ถูกกรัดกร่อนจนใกล้ถึงวาระล่มสลายอีกไม่นานนี้แล้ว เพราะมีปัญหารุมเร้าทุกด้าน แต่คนไทยก็ไม่รู้สึกรู้สม ที่จริงไม่ได้อยากจะโทษไอ้นักโทษหนีคดีที่เป็นสัมภเวสีแต่ฝ่ายเดียวหรอก ถึงแม้มันจะเป็นแหล่งรวมความอุบาทว์ไว้ในตัวเดียวก็ตามที แต่ถ้าคนไทยส่วนใหญ่ไม่ลุ่มหลงไปกับความอุบาทว์ที่มันหยิบยื่นให้ ก็ไม่น่าจะเกิดความอุบาทว์ให้กับบ้านเมืองเหมือนเช่นทุกวันนี้

ที่จริงผู้เขียนไม่ได้อยากจะต่อต้านอะไรกัมพูชามากมายนัก เพราะหนทางแก้มันมี ถ้าผู้มีอำนาจของบ้านเมืองมีความจริงใจที่จะแก้ไขปัญหาและทำหน้าที่ของแต่ละคนให้ดีที่สุดเพื่อยังประโยชน์แก่ชาติบ้านเมือง และก็อนุชนรุ่นหลัง (แต่เด็กๆ สมัยนี้คลั่งไคล้อะไรไม่เข้าท่า นักร้องเกาหลี เพลงโนบอดี้อะไรเนี่ย ระวังตื่นมาอีกทีต้องน้ำตาตก ร้องเพลงโนแลนด์ คือไม่มีแผ่นดินจะอยู่)

ถึงตอนนี้แล้วก็ให้รู้สึกสงสารบรรพบุรุษไทยจริงๆ ที่อุตส่าห์เสียเลือดเสียเนื้อ ปกป้องบ้านเมืองให้กับพวกเราที่เป็นคนรุ่นหลังได้มีที่ยืนอย่างสง่า แต่คนไทยยุคนี้ดันจะเอาแผ่นดินไปขายเอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองเสียนี่ ระวังเด็กไทยในยุคหน้า (ถ้ายังมีประเทศนี้อยู่นะ)มันก่นด่าคนรุ่นเราเอาไว้ก็แล้วกัน

วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เปิดลิ้นชักความทรงจำที่แคนาดา (ตอน 3: เพื่อนคนแรก)

“Mac ให้มาดูคุณน่ะ คุณก็ชื่อแม๊กเหมือนกันใช่ไม๊”

หญิงสาวที่ชื่อ Akiko ทักทายผู้เขียนเป็นประโยคแรก หลังจากที่ผู้เขียนเปิดประตูด้านนอกให้เธอเข้ามา

“คุณพักอยู่ใน residence เหมือนกันหรือ ไหน Mac บอกว่าไม่มีใครอยู่เลยไง” ผู้เขียนถามสาวน้อยชาวญี่ปุ่นไป

“Mac คงลืมน่ะ ตอนนี้คุณทำธุระส่วนตัวเสร็จรึยัง คุณสนใจที่จะไปดูอะไรข้างนอกไหม เดี๋ยวจะพาไปเอง” Akiko เสนอตัวเป็นไกด์พาผู้เขียนไปทัวร์ดูอะไรต่อมิอะไรข้างนอก

สิบห้านาทีต่อมา เราสองคนก็มาเดินรอบๆ Georgian College Akiko ชี้ชวนให้ผู้เขียนดูอาคารนั้น อาคารนี้ ด้วยความคุ้นเคยและคล่องแคล่ว

ซึ่งพอเสร็จจากเที่ยวชม Georgian College เราสองคนเดินออกมารับอากาศบริสุทธิ์ แถวทะเลสาบซิมโค (Lake Simcoe) ใกล้ๆ college นั่นเอง




อาจจะเป็นไปด้วยเพราะอากาศที่บริสุทธิ์ สถานที่เงียบสงบ และมีเพื่อนใหม่ที่มีน้ำใจ ทำให้ผู้เขียนรู้สึกผ่อนคลายความกังวลเกี่ยวกับการตามหากระเป๋าสัมภาระ

ระหว่างนั้นเราสองคนได้สอบถามชีวิตส่วนตัวของแต่ละคน เพื่อทำความรู้จักกันให้มากขึ้น Akiko เป็นสาวชาวญี่ปุ่นร่างเล็ก อายุอานามประมาณยี่สิบห้า ยี่สิบหก หน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มตามสไตล์ญี่ปุ่น เธอมาอยู่ที่นี่ก่อนผู้เขียนเดินทางมาถึงสักหนึ่งเดือน นอกเหนือจากความต้องการศึกษาหาความรู้ด้านการออกแบบแฟชั่นแล้ว Akiko ต้องการมาตามหาความฝันของเธอในเรื่องของการใช้ชีวิตในต่างประเทศ รวมไปถึงการได้มีโอกาสใช้และพัฒนาภาษาอังกฤษ โดยเธอมาเริ่มต้นที่ Georgian College ในฐานะนักเรียนต่างชาติเพื่อเข้าเรียนหลักสูตรการเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง หรือที่เรารู้จักกันทั่วไปว่าหลักสูตร Learning English as a Second Language หรือ ESL นั่นเอง

ที่นี่มีนักศึกษาชาวเอเชียมากมายที่เข้ามาเรียน ESL บางคนเมื่อเรียบจบหลักสูตร ESL แล้ว ก็เข้าเรียนต่อโปรแกรมหลักของ Georgian เลย เช่น Marketing , Hotel and Management, Automotive นักศึกษาต่างชาติส่วนใหญ่จะมาจากประเทศเกาหลี รองลงมาคงเป็นไต้หวัน ญี่ปุ่น อินเดียก็มีเยอะเหมือนกัน ซึ่งเกือบทั้งหมดของนักศึกษาอินเดียจะเรียนสาขาที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เพราะเป็นที่รู้ดีกันอยู่แล้วว่าคนอินเดียเก่งทางด้านนี้ ซึ่ง Georgian College มี Campus ที่อินเดียด้วยในสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์

ทีนี้พอมีนักศึกษาจากหลากหลายที่มาอยู่รวมกัน ประเด็นความเห็นที่ไม่ลงรอยกันก็ต้องมีบ้าง ไม่ว่าจะเป็นมาจากสาเหตุในเรี่องส่วนตัว หรือความที่มีอคติอันเกิดมาจากในเรื่องเชื้อชาติ ตัวของ Akiko เอง ก็มีผลกระทบอยู่เหมือนกันในเรื่องความไม่ลงรอยกับนักศึกษาชาวเกาหลี เพราะถ้าผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นและเกาหลีคงพอจะรู้ว่าสองชาตินี้เขามีภูมิหลังฝังใจกันมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งในแถบเอเชียบางทีก็เรียกว่า “สงครามมหาเอเชียบูรพา” ที่กองทัพของประเทศญี่ปุ่นเข้าไปรุกรานประเทศในเอเชีย ที่สำคัญๆ ได้แก่ เกาหลี จีน โดยในประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า มีพลเมืองของทั้งสองประเทศนี้ถูกสังหารจากทหารลูกพระอาทิตย์ไปเป็นจำนวนมาก รวมทั้งสตรีชาวจีนและเกาหลี ต้องตกอยู่ในสภาพที่เขาเรียกว่า “comfort women” ของทหารญี่ปุ่น ดังนั้นเหตุการณ์เหล่านี้เลยเป็นเหมือนรอยแผลที่ประทับอยู่ในใจของชาวเกาหลี และจีน และมันได้ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นไม่มีวันลบเลือน

ผู้เขียนเองเคยมีประสบการณ์ตรงมาจากเพื่อนชาวเกาหลีคนหนึ่งที่แสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อตัวของ Akiko อย่างเห็นได้ชัดไม่ว่าจะเป็นทั้งคำพูดและกริยาอาการ โดยมีสาเหตุมาจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์อันนั้น ไม่ได้มาจากปัญหาส่วนตัวระหว่างกันแต่อย่างใด ซึ่งตัวผู้เขียนเองมีหน้าที่แค่รับฟัง ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นใดๆ ได้ แต่ผู้เขียนก็รู้สึกเห็นใจทั้งสองฝ่าย

จะว่าไป Akiko นับว่าเป็นเพื่อนคนแรกของผู้เขียนในประเทศนี้ จึงทำให้เราสองคนสนิทกันได้ง่ายและรวดเร็ว หลังจากที่ใช้ชีวิตอยู่ใน residence ของ college ได้หนึ่งเดือน ผู้เขียนและ Akiko ได้ออกไปอาศัยอยู่ในบ้านที่เปิดให้เช่ารายเดือนในลักษณะ B&B หรือ bed and breakfast โดยแชร์ค่าห้องกัน

สถานที่ที่เราอยู่นั้น เจ้าของบ้านเปิดชั้นใต้ดินหรือ basement ให้เราอยู่ ซึ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นครบ มีห้องน้ำ ส่วนที่เป็นสำหรับการทำครัว เครื่องซักผ้า สำหรับการเดินเข้าบ้านก็มีประตูแยกต่างหาก ไม่ต้องไปใช้รวมกับเจ้าของบ้าน




ตลอดระยะเวลาที่ผู้เขียนและ Akiko ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านนี้ เราสองคนก็อยู่กันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย อาจจะมีแนวคิดแตกต่างกันบ้างในเรื่องวัฒนธรรม แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาขัดแย้งอะไร สำหรับการทำอาหารเราสองคนก็สลับกันทำอาหารประจำชาติของตัวเองในบางครั้งบางคราว และก็มีแบ่งปันให้กับเจ้าของบ้านบ้าง บางครั้งเมื่อมีเวลาว่างจากการเรียนเราสองคนก็เคยเดินทางเข้าไปนิวยอร์กซิตี้ ที่อเมริกา ไปเปิดหูเปิดตาดูเมืองใหญ่บ้าง




เท่าที่สังเกต Akiko เป็นคนชอบศิลปะและพวกดนตรี มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เราไปเที่ยวนิวยอร์กซิตี้ Akiko ชวนผู้เขียนเข้าไปในคลับชื่อดังแห่งหนึ่งของนิวยอร์กซิตี้ ที่มีจุดเด่นอยู่ที่การแสดงดนตรีแจ๊ซ ซึ่งเป็นประสบการณ์ครั้งแรกของผู้เขียนที่ได้ไปในสถานที่แบบนี้ของมหานครใหญ่ของโลกอย่างนิวยอร์ก ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนเองเวลาที่ไปต่างประเทศ สถานที่ท่องเที่ยวของผู้เขียนส่วนใหญ่จะเน้นไปในเรื่อง landmark ของเมืองนั้น หรือสถานที่ในเชิงประวัติศาสตร์ ไม่เคยผนวกสถานที่เช่น การแสดงศิลปะ ดนตรีเข้าไปในรายการท่องเที่ยวของผู้เขียนเลย นับว่า Akiko นี่เป็นคนที่เปิดโลกอีกด้านหนึ่งให้กับผู้เขียนอยู่เหมือนกัน

ผู้เขียนและ Akiko พักอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นได้ระยะเวลาหนึ่ง ก็ถึงเวลาที่ Akiko ต้องไปตามหาฝันของตนเองในเมืองที่ใหญ่กว่า Barrie นั่นก็คือ Toronto โดยเธอจะต้องเข้าไปเริ่มเรียนหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับ Design และในวันที่ Akiko จะต้องเดินทางไปอยู่ที่ Toronto ผู้เขียนเองก็รู้สึกใจหายเหมือนกัน เพราะ Akiko เป็นเพื่อนสนิทคนแรกของผู้เขียนที่นี่ อย่างไรก็ตามการที่ได้มีโอกาสรู้จัก Akiko ทำให้ผู้เขียนได้เรียนรู้แนวคิด ความหวัง ความฝันของผู้หญิงญี่ปุ่นคนหนึ่ง ที่พื้นฐานทางครอบครัวไม่ได้ร่ำรวยอะไร ซึ่ง Akiko เคยเล่าให้ผู้เขียนฟังว่าเธอต้องทำงานอย่างหนักที่ญี่ปุ่นเพื่อจะได้เก็บหอมรอมริบเงินที่ได้มาศึกษาต่อ โดยความหวัง ความฝันของเธอนั้นอาจจะเหมือนกับของผู้หญิงอีกหลายๆ คนในโลกใบนี้ แต่ที่อาจมีไม่เหมือนกันคือผู้หญิงหลายๆ คนนั้น อาจจะยังไม่เคยลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อให้ความฝัน ความหวังนั้นเป็นจริงขึ้นมา เหมือนอย่างที่ Akiko ทำก็ได้

ก่อนที่ Akiko จะเดินทางออกจากบ้านหลังนี้พร้อมด้วยสัมภาระที่ค่อนข้างเยอะพอสมควร เธอก็ได้มาร่ำลาผู้เขียนและกล่าวคำพูดเป็นกำลังใจให้ผู้เขียนประสบผลสำเร็จในเรื่องการเรียนและการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ซึ่งผู้เขียนเองก็ได้ให้กำลังใจตอบกลับเธอไปเช่นกัน

รถที่มารับ Akiko แล่นออกไปแล้ว เห็นท้ายรถลิบๆ อยู่ข้างหน้า ซึ่งก็ได้เวลาของผู้เขียนแล้วเหมือนกันที่จะเริ่มใช้ชีวิตและเดินทางต่อไปในประเทศนี้


ขอบคุณภาพบางส่วนจาก http://www.travel-destination-pictures.com/data/media/49/spirit-catcher-barrie-ontario_73.jpg

วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

มา update blog

เป็นเวลามากกว่าเดือนแล้วที่ไม่ได้เข้ามา up blog ของตนเอง ด้วยสาเหตุสำคัญหลายๆ ประการ ที่สำคัญได้แก่ ตอนนี้กำลังยุ่งขิงเรื่องอ่าน journals ต่างๆ เพื่อประกอบการทำ thesis ของตัวเอง

และเมื่อสัปดาห์ที่แล้วหนึ่งเดียวที่เหลือที่เป็นต้นตระกูลไทยของผู้เขียนได้เสียชีวิตลงด้วยโรคชรา คือท่านเป็นย่าของผู้เขียนเอง ดังนั้นครอบครัวเราต้องเป็นหัวเรือใหญ่ในการจัดงานศพให้ท่านเพราะพ่อเป็นลูกชายคนโตและดูเหมือนว่าจะมีความพร้อมทางด้านปัจจัยมากกว่าใครเขา ผู้เขียนเลยต้องวิ่งรอกคอยรับ-ส่งบุพการีทั้งสอง ระหว่างกรุงเทพ-สระบุรี ที่เป็นบ้านของย่า จนกระทั่งเสร็จงาน พูดมาถึงตรงนี้แล้วก็รู้สึกโหวงในใจลึกๆ เหมือนกันถึงแม้ว่าจะทำใจมาก่อนหน้านี้มาแล้ว เพราะย่าเองก็อายุมาก ตั้ง 91 ปี และมีโรคประจำตัวอยู่พอสมควร แต่ก็รู้สึกใจหายเพราะตัวผู้เขียนเองเหลือท่านเพียงคนเดียวที่เป็นคนเก่าแก่และเป็นตัวเชื่อมให้เราได้รับรู้เรื่องราวในอดีตเมื่อสมัยท่านยังสาวๆ

ถ้าจะว่าไปแล้วผู้เขียนเองชอบคุยกับคนเฒ่าคนแก่เหมือนกัน เพราะชอบฟังเรื่องราวสมัยที่บ้านเรายังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยข้าวเขียวขจีในนา มีพันธุ์ปลาหลากหลายในแหล่งน้ำธรรมชาติ ได้รับรู้ว่าคนสมัยก่อนเขามีชีวิตความเป็นอยู่กันอย่างไร ครอบครัวของพ่อผู้เขียนนั้นดำรงอาชีพหลักของคนไทย นั่นก็คือกระดูกสันหลังของชาติ ผู้เขียนภูมิใจที่จะบอกว่าย่าของผู้เขียนนั้นเป็นชาวนา และสามารถเลี้ยงดูลูกๆ จำนวน 8 คน โดยลำพังได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องเท่าที่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งจะทำได้ เนื่องจากว่าปู่ของผู้เขียนได้เสียชีวิตเมื่อท่านยังเป็นสาวๆ และพ่อของผู้เขียนเองก็ยังเล็กอยู่มาก







ในวันฌาปนกิจศพท่านนั้น ผู้เขียนได้ไปส่งท่านเป็นครั้งสุดท้าย เห็นสภาพร่างกายและสีหน้าท่านยังเป็นปกติเหมือนคนนอนหลับ ก็ให้รู้สึกว่าท่านคงไปในที่ที่ดี เพราะตลอดช่วงชีวิตของท่าน ผู้เขียนไม่เคยเห็นท่านโกรธใคร นินทาว่าร้ายใคร จนแม่ของผู้เขียนออกปากว่าเป็นแม่สามีและลูกสะใภ้ที่ไม่เข้าคอนเซ็ปท์หนังไทยเอาซะเลย

พอเสร็จเรื่องของย่าแล้ว ก็ตั้งใจว่าจะมาทำงานของตัวเองต่อ โชคร้ายมาเยือนระหว่างหาข้อมูลทางเน็ต ปรากฏว่าโน๊ตบุ๊ตที่ใช้ทำงานเกิดติดมัลแวร์ หรือสปายแวร์ชื่อไอ้เจ้าม้าโทรจันเข้าซะอย่างจัง ตอนแรกยังไม่เชื่อนึกว่ามีการหลอกขายซอฟแวร์ เพราะตอนนี้มันมีอย่างนี้จริงๆ ที่พวกไม่หวังดีมีการแกล้งตัดการทำงานบางอย่างในคอมของเราผ่านเน็ต ทำให้เหมือนว่าคอมเราติดไวรัสอย่างหนัก และมันก็จะขึ้นคำถามว่าจะ activate ไหม ถ้าเราคลิกไป activate ก็จะให้เราซื้อซอฟแวร์ ดูไปก็เหมือนหลอก





แต่เท่าที่รู้เนี่ยมัลแวร์โทรจันเนี่ยค่อนข้างอันตรายในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลในคอม ไม่ว่าจะเป็น passwords ใน mail เรา หรือข้อมูลบัตรเครดิตที่เราเคยซื้อของผ่านเน็ต เพราะ hackers มันมีความสามารถสูงในเรื่องล้วงเอาข้อมูลเหล่านี้ สำหรับในกรณีของผู้เขียนมาแน่ใจตอนที่ หน้าจอโชว์ทั้ง local IP address และ remote IP address เพราะเจ้า local แน่นอนว่าเป็นของเรา แต่ remote IP address นั่นนะเป็นของผู้ไม่หวังดี โดยที่ผู้เขียนเจอขึ้น IP address ว่า 128.154.26.11 ซึ่งผู้เขียนไม่แน่ใจว่าเป็น IP หลอกหรือจริง เพราะคนพวกนี้เก่งในเรื่องทำอะไรลึกลับซับซ้อนอยู่แล้ว และผู้เขียนเองก็เคยใช้บัตรเครดิตซื้อ journals อ่านออนไลน์ เพราะเป็นช่องทางเดียวที่จะจ่ายเงินเขาได้ ทีนี้ก็อยู่ไม่สุขแล้ว เพราะกลัวโดน hack ข้อมูลบัตร

วันนั้นทั้งวันพยายามหาโปรแกรมมาสแกนและกำจัดเจ้าม้าจากเมืองทรอยตัวนี้ไม่ว่าจะเป็น nod 32 Trojan Remover Spyware Doctor หรือพวกที่ต้องใช้การกำจัดโดยเทคนิคระดับสูงขึ้นไป ใน regedit ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ

วันรุ่งขึ้นเลยต้องไปพันธุ์ทิพย์ที่ประตูน้ำ ทั้งๆ ที่ไม่อยากไปที่แบบนี้เลย เพราะเรื่องไข้หวัดระบาดเนี่ยแหละ พอไปถึงก็รีบซื้อของที่ต้องการและรีบกลับบ้าน มาเทถุงดูกันสักหน่อยว่าผู้เขียนได้อะไรมาจากพันธุ์ทิพย์บ้าง หลักๆ ก็มีโปรแกรมของแท้ของ Windows XP Service Pack 2 และโปรแกรม Microsoft Office และโปรแกรมเสริมอื่นๆ

ผู้เขียนตัดสินใจว่าจะ format เครื่องใหม่หมดทุกไดร์ฟ เพื่อเป็นการล้างเจ้าม้านั่นออกไป ถ้าจะว่าไปผู้เขียนไม่จำเป็นต้องซื้อแผ่น XP มาใหม่ก็ได้ ถ้าหากโน๊ตบุ๊คที่ใช้อยู่สามารถให้เราใช้แผ่นกู้ระบบได้ แต่เผอิญว่ายี่ห้อนี้ไม่เปิดโอกาสให้เราสำรองแผ่น เลยต้องเสียเงินซื้อใหม่

มาถึงตอนนี้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว โน๊ตบุ๊คกลับมาทำงานได้ตามปกติเหมือนเครื่องใหม่ มานั่งนึกดูอีกทีถ้าเราคิดในเชิงบวก การได้นั่งทำอะไรแบบนี้ที่ไม่ใช่ความเชี่ยวชาญหรือคุ้นเคยของเรา อย่างพวกเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เนี่ย ก็เป็นประสบการณ์แปลกใหม่ให้เราได้มีความรู้เพิ่มเติม มาถึงตรงนี้แล้วผู้เขียนก็ชักชอบที่จะนั่งแกะ นั่งแงะพวกของใช้ไฮเทคแบบนี้ขึ้นมาซะแล้ว ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะเปลี่ยนสายงานเป็นเจ้าหน้าที่คอมพิวเตอร์แทนเจ้าหน้าที่วิเทศก็ได้ ใครจะไปรู้ 555

เจอกันตอนหน้าในเปิดลิ้นชักความทรงจำที่แคนาดา

ขอบคุณภาพจาก thaimtb.com, siamensis.org, thaiclinic.com,arstechnica.com

วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เปิดลิ้นชักความทรงจำที่แคนาดา (ตอน 2: My name is AKIKO)

“ตึง ตึง ตึง” เสียงอะไรน่ะ หรือเราหูแว่ว หรือว่าเป็นเสียงสะท้อนจากข้างนอกตึก ผู้เขียนพูดกับตัวเอง หลังจากตื่นขึ้นมาเพราะเสียงดังนั่นมาปลุก มองออกไปนอกหน้าต่างก็เห็นพระอาทิตย์โผล่ขึ้นมาพ้นขอบฟ้านิดๆ มีสีส้มเรื่อๆ
“อืม เช้าวันแรกที่แคนาดานี่ก็สวยงามน่าดูนะเนี่ย” ข้างนอกดูท่าจะอากาศดี

“ตึง ตึง ตึง” เสียงนั่นมาอีกแล้ว เสียงเหมือนฝีเท้าคนกำลังเดินขึ้นบันได คราวนี้หูไม่แว่วแน่ มันดังอยู่ในตึกนี่เอง ไหนผู้ชายสองคนนั่นบอกว่าไม่มีใครอยู่ไง เฮ้ย! หรือจะเป็น..... ไม่จริงอ่ะ ผีไม่มีในโลก แล้วเนี่ยตะวันขึ้นโด่เด่ยังเงี้ย ผีที่ไหนจะออกมา

เอาไงดี ตอนนี้ความกลัวผีไม่มีแล้ว เริ่มนึกถึงโจรผู้ร้ายมากกว่า นึกถึงหนังฝรั่งสยองขวัญประเภทฆาตรกรโรคจิตขึ้นมา มองรอบๆ ตัว หาข้าวของประเภทที่จะเป็นอาวุธป้องกันตัว ก็มองไม่เห็นอะไรไปมากกว่า โต๊ะ เตียง ตู้เสื้อผ้า ส่วนบนเตียงมีกระเป๋าเครื่องใช้ใบเล็กที่ผู้เขียนนำติดตัวมาด้วยวางเอาไว้ ข้างในก็เป็นประเภท แปรงสีฟัน ยาสีฟัน แล้วก็เสื้อผ้าติดกระเป๋าชุดหนึ่งไว้ใส่ยามฉุกเฉินในกรณีที่กระเป๋าใหญ่เกิดหายไป จำไม่ได้แล้วว่าใครเป็นคนแนะนำให้ทำแบบนี้ แต่แหม อยากจะขอบคุณจริงๆ เลย แม่นเหมือนตาเห็น ได้ใช้จริงๆ ถ้าไม่งั้นคงต้องใส่ชุดเน่าๆ นั่นต่ออีก 24 ชั่วโมงแน่

พอมองไปแล้วไม่เห็นอะไร ก็นึกใจเสียเหมือนกัน ตอนนี้เสียงเดินนั่นหยุดไปแล้ว ต่อมาก็มีเสียงเคาะที่ประตูใหญ่ด้านนอก ก่อนจะเล่าเรื่องต่อไป ขอเล่าลักษณะของ residence ให้ฟังก่อน เมื่อตอนที่แล้วเล่าให้ฟังว่า residence เป็นอาคารหกชั้นเรียงกันสามอาคาร แต่ละอาคารแยกส่วนออกจากกัน เรียก residence หนึ่ง สอง สาม แต่ละชั้นของอาคารแยกเป็นปีกซ้ายและขวา โดยแต่ละปีกจะมีประตูกั้นข้างนอกไว้ชั้นหนึ่งก่อน และข้างในนั้นจะแบ่งเป็นห้องพักจำนวนหกห้อง และห้องน้ำที่ใช้รวมกันสองห้อง ห้องครัวรวมอีกหนึ่งห้องที่มีอุปกรณ์เครื่องครัวทุกชนิด รวมทั้งทีวีไว้ให้ผู้ที่พักไว้ใช้ดูรวมกัน ดังนั้นใครที่ไม่ได้พักอยู่ในปีกนี้ก็จะเข้าประตูจากข้างนอกมาไม่ได้ เพราะเขาล็อคเอาไว้ชั้นนึงก่อน

ผู้เขียนเลยเปิดประตูห้องนอนของตัวเองออกมา เดินผ่านห้องครัว และห้องน้ำออกมาจนถึงประตูใหญ่ด้านนอก เสียงเคาะนั่นดังอยู่ข้างหน้านั่นเอง แสดงว่าคนข้างนอกนั่นรู้ว่าในนี้มีคนอยู่ถึงได้เคาะเรียก จะว่าเป็น Steve กับ Mac ก็ไม่น่าใช่ เพราะเขาบอกว่าถ้าจะให้มารับเมื่อไหร่ให้โทรบอก หรือไม่อีกอย่างเขาอาจจะมาสายๆ นั่นเลย

“Who’s it?” ผู้เขียนตัดสินใจตะโกนถามออกไป เพราะยังไงคนข้างนอกก็รู้ว่าในนี้มีคนอยู่ เผื่อว่าไอ้คนข้างนอกมันเป็นผู้ชายจะได้ดูทางหนีทีไล่เอาไว้ก่อน

“A….” คนข้างนอกตอบมาเสียงฟังไม่ชัดว่าพูดอะไร จับได้แต่ว่าเป็นเสียงเล็กๆ เอาละรู้เพิ่มมาอย่างนึงแล้วว่า คนข้างนอกเป็นผู้หญิง

“What? Who’s it?” ผู้เขียนตะโกนถามไปอีกครั้งหนึ่ง

“AKIKO, My name is AKIKO.”