วันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2554

หนึ่งวันในเจนีวา

เรื่องนี้เขียนขึ้นมาด้วยความขอบคุณคนอ่านเป็นอย่างยิ่งที่ได้ติดตามบล็อกนี้ ช่วงสองอาทิตย์มานี้คงเห็นว่าไม่มีเรื่องเที่ยวยุโรปตอนใหม่โพสขึ้นมา ก็เนื่องจากว่าคนเขียนไม่ได้อยู่บ้านเลยไม่มีเวลาได้นั่งสบายๆ เขียนเล่าเรื่องราวต่างๆ

ก็เลยนำภาพสถานที่ที่ตัวเองอยู่ ณ ขณะนี้มาให้คนอ่านดูไปพลางก่อน ธุระที่มาเจนีวาครั้งนี้ก็เหมือนกับครั้งที่ผ่านๆ มาคือมาประชุมเกี่ยวกับด้านแรงงานระหว่างประเทศ จัดโดยสำนักงานแรงงานระหว่างประเทศภายใต้องค์การแรงงานระหว่างประเทศ ที่สำนักงานสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา แต่ยังไงก็ตามเวลาที่จะได้ไปเที่ยวตามที่ต่างๆ ของเจนีวาค่อนข้างมีน้อย เพราะำกำหนดการที่ต้องเข้าประชุมมีตารางแน่นมากเหลือเกิน ยังไงก็ตามหวังว่าภาพต่างๆ ที่นำเสนอข้างล่างนี้คงพอจะสร้างความเพลิดเพลินหรือปะปนไปด้วยข้อมูลที่มีประโยชน์สำหรับผู้ที่อยากจะมาเที่ยวเจนีวา สำหรับเรื่องเล่าทัวร์ขาลากเมืองผู้ดี... จะได้กลับไปเล่าต่อเมื่อได้กลับไปเมืองไทยแล้วในวันอาทิตย์หน้า





หมายเหตุ ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับการปกครองของสวิส: สวิสมีการแบ่งส่วนการปกครองระดับรองจากรัฐหรือ Federation ออกเป็น ๒๖ canton โดยหนึ่งในนั้นคือ เจนีวา Canton มีเมืองหลวงของ Canton ชื่อเดียวกันคือ เจนีวานั่นเอง

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ทัวร์ขาลากเมืองผู้ดี...ทำผู้จัดทัวร์ป่วยหนัก (2)

ถ้าพูดถึงเรื่อง "เดินแบบขาลาก" ของพวกเราแล้วละก็ คงเริ่มต้นอย่างเป็นทางการตั้งแต่ช่วงเกือบเที่ยงของวันแรกที่เราไปถึงคือวันที่ ๒๖ มีนาคม ๕๔ หลังจากเสร็จสิ้นการเช็คอินที่ YHA London Central โดยเราต้องฝากกระเป๋าที่ห้องเก็บสัมภาระเอาไว้ก่อนเพราะเวลาที่จะเข้าห้องได้คือบ่ายสองเป็นต้นไป รวมทั้งจัดการเจ้า "Panini" ให้เป็นอาหารกลางวันของพวกเราแบบง่ายๆ เราก็ไม่รีรอที่จะไปตลาด Portabello ถนน Portabello Road ย่าน Notting Hill






พอดีว่าวันที่เราไปคือวันเสาร์นั้นเป็นตลาดนัดใหญ่พอดี มีของขายทุกประเภทตั้งแต่ของกิน ของใช้ต่างๆ รวมไปถึงของเก่า และช่วงเวลาที่ไปมีทั้งคนอังกฤษเองและนักท่องเที่ยวมากหน้าหลายตาคลาคล่ำไปหมด จนกลัวว่าคนในกลุ่มเราจะหลงกัน นอกจากการเที่ยวชมตลาดที่เหมือนตลาดจตุจักรบ้านเราแล้ว พวกพี่ๆ ที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับฮิวจ์ แกรนน์ พระเอกหนังเรื่อง Notting Hill ก็ยังอุตส่าห์ได้ไปถ่ายรูปหน้าร้านหนังสือท่องเที่ยว ที่ตามท้องเรื่องเขาสมมติให้เป็นร้านหนังสือของ วิล แทกเกอร์ พระเอกของเรื่อง (อันที่จริงก็ไม่ใช่เฉพาะพี่ๆ เขาหรอก ผู้เขียนเองก็ชอบหนังเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน ชอบตรงประโยคเด็ดของวิล แทกเกอร์ ที่พูดกับแอนนา สก็อต ที่แสดงโดยจูเลีย โรเบิร์ตส์ โดยในหนังเธอรับบทตรงกับชีวิตจริงคือเป็นดาราสาวชื่อดังของฮอลลีวู้ดที่มาตกหลุมรักวิล แทกเกอร์ ที่ว่า "I live in Notting Hill. You live in Beverly Hills. Everyone in the world knows who you are; my mother has troubles remembering my name." คนเขียนบทสนทนาของตอนนี้นี่ช่างคิดดีจริงๆ เลยทำให้ประโยคข้างต้นเป็น movie quote ที่มีชื่อเสียงและคนมักจะจำได้ เดินเที่ยวชมตลาด Portabello และย้อนรำลึกถึงหนังเรื่อง Notting Hill บริเวณ Notting Hill เป็นที่พอใจแล้ว เราก็เดินกลับมาทางเดิมเพื่อที่จะลงรถไฟใต้ดินสถานีที่เรามาลงก่อนหน้าที่จะมาตลาด Portabello คือ สถานี Notting Hill Gate เพื่อจะต่อไปยังสถานี Tower Hill เมื่อเดินทางมาถึงสถานี Tower Hill แล้ว ดูท่าทีพี่ๆ แต่ละคนก็ยังมีกำลังวังชาดีอยู่ นอกจากนี้ยังสนุกสนานกับการถ่ายรูปบริเวณสถานี Tower Hill เป็นอย่างยิ่ง เพราะฝั่งตรงกันข้ามของถนนเราจะมองเห็นความอลังการของ Tower of London ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเหมาะแก่การที่พี่ๆ ทั้งหลายจะชักภาพตัวเองโดยมี Tower of London เป็นฉากอยู่ด้านหลังเป็นอย่างยิ่ง (อ่ะนะ Tower ก็เก๊าเก่า สร้างมาเป็นไม่รู้กี่ร้อยกี่พันปีแล้ว คนรึก็...ละไว้ในฐานที่เข้าใจ เหอะ เหอะ)




ถ่ายรูปกับอาคารเก่าๆ อันเหมาะสมกับช่วงวัยแล้ว backpackers กลุ่มนี้ก็ได้เวลาเดินไปสถานีรถไฟชานเมืองที่ชื่อว่า Docklands Light Railways หรือ DLR โดยสถานีที่เราไปขึ้นชื่อว่าสถานี Tower Gateway ซึ่งระยะทางเดินไม่ไกลจากสถานีรถไฟใต้ดิน Tower Hill ซึ่งเป้าหมายของเราคือ สถานี Cutty Sark for Maritime Greenwich ดูจากชื่อสถานีเป้าหมายของเราก็คงไม่ต้องสาธยายอะไร เพราะที่เที่ยวแห่งต่อไปของเราคือกรีนิชนั่นเอง ที่ำกรีนิชแห่งนี้ นอกจากจะเป็นที่ตั้งของ Royal Observatory อันเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นลองติจูดศูนย์องศาหรือ Prime Meridian ที่เรารู้จักกันดีว่าเป็นเส้นแบ่งเวลาของโลกชื่อ Greenwich Mean Time หรือ GMT ที่ในภาพมีคนไปยืนตรงเส้นแถบสีเงินเยอะๆ ยังมีพิพิธภัณ์อื่นๆ อีกหลายแห่ง รวมไปถึงตลาดกรีนิชที่ขายของกินหลากหลายเชื้อชาติ ซึ่งก็รวมไปถึงอาหารไทยของเราด้วย หลังจากเดิน (ไม่ีรู้เดินไปกี่กิโลเมตรแล้วสำหรับวันแรก) ชมสถานที่ต่างๆ ของกรีนิชแล้ว เราก็เปลี่ยนบรรยากาศจากการนั่งรถไฟมานั่งเรือดูบ้าง โดยเรือโดยสารที่เราใช้บริการเป็นของ Thames Clipper ซึ่งเป็นเรือโดยสารสาธารณะเหมือนกับเรือด่วนเจ้าพระยาบ้านเรา แต่ราคาค่าโดยสารเขาคิดราคาเดียวกันหมดไม่ได้คิดเป็นระยะทางที่เรานั่ง สำหรับผู้ถือ Oyster Card ลดให้อีก ๕๐ เพนนี

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ทัวร์ขาลากเมืองผู้ดี...ทำผู้จัดทัวร์ป่วยหนัก (1)

ถึงแม้ว่าการท่องเที่ยวของเราครั้งนี้ จะจำกัดรูปแบบการท่องเที่ยวเป็น budget travel คือทุกอย่างต้องคำนึงถึงราคาถูกก่อนเป็นอันดับแรก ไม่ว่าจะเป็นค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก ค่าขนส่งสาธารณะทั้งในเมืองและระหว่างเมือง ก็ใช่ว่าเราจะไม่คำนึงถึงคุณภาพหรือความสะดวกสบายเอาเสียเลย โดยเฉพาะเรื่องปากเรื่องท้อง สำหรับผู้เขียนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนกินยากกินเย็นกว่าใครๆ ในกลุ่ม เรื่องรสชาดถูกปากคุณภาพถูกใจ ต้องมาก่อนเรื่องราคาเสมอ และดูเหมือนว่าพี่ๆ เขาก็จะตามใจผู้เขียนเสียด้วยสิ ผู้เขียนเสนอร้านอะไร เขาก็ว่าตามนั้น (เสียเด็กหมด)

ดังนั้นเพียงแค่วันที่สองในลอนดอน เราก็ไม่พลาดที่จะไปทำเท่ห์ที่ร้านเป็ด Four Seasons ร้านเป็ดชื่อดังของลอนดอน ซึ่งเขามีอยู่สามสาขา สำหรับสาขาที่เราไปเป็นสาขาแรกดั้งเดิมของร้านเขาตั้งอยู่ถนน Queenways ย่าน Bayswater ส่วนอีกสองสาขาที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ย่านๆ โซโห































ขอบอกว่ารสชาดอร่อยสมคำร่ำลือ ขนาดพี่รินที่ได้ชื่อว่าเป็นคนรักษาสุขภาพและระวังเรื่องอาหารมาก ยังอดใจไว้ไม่อยู่เลย สำหรับค่าเสียหายไม่แพงเลยเราเฉลี่ยกันแปดคนคิดเป็นเงินไทย คนละไม่ถึงพันบาทได้มั้ง(ถ้าผู้เขียนจำไม่ผิดถ้าผิดเดี๋ยวก็จะมีพี่อ้อยหนึ่งในสมาชิกมา comment ตามข้างล่างอย่างแน่นอน)



ร้านอาหารอีกร้านที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ ร้าน "Pret A Manger" ร้านนี้ออกแนวเป็นร้านขายอาหารจานด่วนที่คำนึงถึงสุขภาพลูกค้ามากกว่าร้านอาหารจานด่วนชื่อดังหลายๆ ร้าน ดังนั้นเมนูของร้าน Pret A Manger เลยมีทั้งสลัดหน้าตาหลากหลาย น้ำผลไม้นานาชนิด หรืออาหารแนว fusion ทั่วไป เลยทำให้พี่ๆ เขาติดใจมาฝากท้องที่ Pret A Manger อยู่หลายมื้อเหมือนกัน แต่ถ้าพูดถึงเรื่องราคาผู้เขียนว่าก็ไม่เรียกว่าถูก แต่ก็ไม่แพงถ้าเทียบกับมาตรฐานการครองชีพในกรุงลอนดอน







(บรรยากาศในร้าน Pret A Manger สาขาหน้าสวนสาธารณะ Green Park กับลูกค้าผู้มีเกียรติชาวไทย)

เสร็จสิ้นเรื่องปากเรื่องท้องแล้ว ก็ต้องมีกำลังวังชาเดินท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ได้แล้ว ผู้เขียนขอย้ำว่า เดินจริงๆ ในแต่ละวันถ้าไม่นับการนั่งรถไฟใต้ดิน ที่เหลือคือการเดิน ไม่ว่าจะเดินขึ้นลงสถานีรถไฟใต้ดิน เดินจากสถานีรถไฟใต้ดินไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งก็ไม่อยากจะมานั่งคิดว่าในแต่ละวันพวกเราต้องใช้สองขาเนี่ยเดินเป็นระยะทางกี่กิโลเมตรกันแน่ แต่ที่แน่ๆ คือพวกเรารู้ซึ้งถึงความหมายของคำว่า "เดินจนขาลาก" ก็เที่ยวนี้เอง คือเรียกว่าถ้าเิดินแล้วต้องเดินเรื่อยๆ ไม่หยุด อย่าได้คิดลงนั่งเพราะจะไม่อยากลุกขึ้นยืนเพราะกล้ามเนื้อขามันตึงไปหมด แต่ก็อีกนั่นแหละคนเราลองเมื่อยขาแล้ว ก็ต้องหาโอกาสนั่งพักให้ได้ ไม่ว่าจะรูปแบบไหนก็ตาม




























เครดิตรูปภาพ: จากกล้องพี่จุ๋ม พี่ริน และรูปที่แอบถ่ายโดยพี่อ้อย

วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

กว่าจะถึงบ้านเรา...Great Portland Street




เรามาถึงฮีทโธรว์ในวันที่ ๒๖ มีนาคม เมื่อเวลาประมาณเกือบเจ็ดโมงเช้า โดยขั้นตอนของการตรวจคนเข้าเมืองไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่เราคิด เจ้าหน้าที่ ตม.ของอังกฤษแทบจะไม่ถามอะไรเลย เพียงแต่ให้เราผ่านขั้นตอน biometric หรือการเก็บลายนิ้วมือ หรือการสแกนม่านตา ตามที่เราให้ตัวอย่างไว้ตั้งแต่ตอนที่ไปขอวีซ่า แค่นั้นก็ผ่านฉลุย รวมไปถึงการผ่านช่องเขียวของศุลกากรแบบไม่มีสิ่งของต้องสำแดงด้วย

เราออกมาตั้งหลักตรงโถงผู้โดยสารขาเข้าของอาคาร ๔ อยู่พักหนึ่งโดยมองหาป้ายบอกทางลงไปสถานี underground เพื่อต่อรถไฟใต้ดินสาย Picadilly Line เข้าไปในตัวเมืองลอนดอน ซึ่งขอชมว่าที่นี่ป้ายบอกทิศทางทำได้ชัดเจนมาก รับรองว่าไม่มีทางหลง

และด้วยความที่พี่บางคนในกลุ่มเป็นโรคเทเลโฟนลิซึ่ม ซึ่งก็รวมทั้งตัวผู้เขียนด้วย ดังนั้นก่อนที่จะลงไปต่อ underground ที่สถานีตั้งอยู่ชั้นล่างของสนามบิน สายตาอันแหลมคมของพี่คนหนึ่งในกลุ่มก็ไปเห็นตู้ขายซิมโทรศัพท์อัตโนมัติ ซึ่งบรรจุไปด้วยแพ็จเกจซิมของหลายๆ ค่ายในอังกฤษ





เท่านั้นเองในเวลาอันไม่นานกลุ่มเราก็มายืนอยู่หน้าตู้ขายซิมอัตโนมัตินั้น ปรึกษาหารือกันอยู่นาน (ซื้อน่ะซื้อแน่ แต่ไม่รู้จะซื้อค่ายไหน โปรโมชันอะไรยังไง)ท้ายสุดก็มาได้ข้อสรุปว่าจะซื้อซิมของ Lebara Mobile ซึ่งเป็นซิมเจ้าเดียวกันกับที่ผู้เขียนซื้อไว้ใช้ระหว่างที่ต้องไปทำงานในสวิส โดยซิมที่ว่าใช้ได้ในหลายประเทศในยุโรป รวมทั้งที่สวิสด้วย (อย่าได้คิดว่าผู้เขียนได้ค่าโฆษณาจากสินค้าชนิดนี้ เพียงแต่เห็นว่าใช้ดี อัตราค่าโทรกลับมาเมืองไทยถูกสุดๆ ก็เลยนำมาเล่าให้ฟัง)ก็เป็นอันว่ามีหนูทดลองจำนวนสามคนได้ซื้อ Lebara Mobile ไปตามคำแนะนำของผู้เขียน ซึ่งผู้เขียนก็เข้าใจว่าแพ็กเกจซิมประเภท prepaid ราคา ๑๐ ปอนด์ที่กำลังจะซื้อเหมือนกับของตัวเองที่ซื้อในสวิสที่ซิมมาพร้อมกับ top up หรือจำนวนเวลาที่เราสามารถโทรออกได้ตามจำนวนเงินที่เราจ่าย

หลังจากหนูทดลองสามคนอันประกอบด้วย พี่จุ๋ม พี่โป่ง พี่ริน (สำหรับผู้เขียนไม่ได้ซื้อเพราะใช้ของเก่าที่ยังมีเงินเหลืออยู่ และพี่ๆ อีกสี่คนก็ไม่ได้ซื้อ) ได้ซิมสมความประสงค์แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาทำตามขั้นตอนในคู่มือเพื่อเปิดใช้ซิม ใส่ซิมก็แล้ว กดโทรตามหมายเลขที่บอกก็แล้ว ทำยังไง๊ยังไงก็ยังเปิดใช้ไม่ได้สักที หันรีหันขวางกันอยู่หน้าตู้ขายซิมนั่นอยู่นานพอควรแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ก็เลยตกลงกันว่าเดินทางออกจากที่สนามบินก่อนก็แล้วกันแล้วค่อยไปจัดการเจ้าซิมนี่ทีหลัง

ช่วงที่รอผู้เขียนซื้อบัตรหอย หรือ Oyster Card ที่สถานี underground พี่ๆ ที่เหลือก็สำรวจบริเวณนั้นไปรอบๆ ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจ มีร้านขายบุหรี่และของจิปาถะอยู่ร้านเดียว ก็ให้เผอิญว่าร้านนี้มีซิมโทรศัพท์ขายเสียด้วย และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาพี่โป่งก็เลยถือโอกาสไปถามวิธีการเปิดใช้ซิมกับเจ้าของร้าน หลังจากซักไซ้ไล่เรียงกันโดยละเอียดแล้ว เราก็ได้พบว่า ง งู มาก่อน ฉ ฉิ่ง จริงๆ หรือถ้าแปลให้เข้าใจโดยสุภาพก็คือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ย่อมเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนความรู้เท่าถึงการณ์จริงๆ เพราะเจ้าของร้านที่ว่าเขาบอกกับพี่โป่งว่า ไม่มีใครเขาไปซื้อซิมกับตู้พวกนี้หรอกเพราะแพงกว่าซื้อตามร้านขายบุหรี่ สำหรับราคาที่พวกเราจ่ายไปนั้นถ้าไปซื้อตามร้านขายบุหรี่จะได้ทั้งซิมและ top up

และเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เราได้ข้อสรุปว่าไอ้เจ้าตู้ขายของอัตโนมัตินี้เริ่มตั้งตนเป็นศัตรูกับเรานับตั้งแต่ก้าวแรกที่เราเดินทางมาถึงเลยเชียว เพราะว่าอีกหลายวันถัดจากนี้เจ้าตู้ขายของอัตโนมัติหรือ vending machine ก็ประกาศศักดาเหนือคนอย่างเราๆ
อีกจนได้ จะเป็นเหตุการณ์อะำไรคอยติดตามอ่านต่อไป

หลังจาก enlighten เรื่องการซื้อซิมแล้วก็ได้เวลาออกจากสถานี underground ของ terminal 4 เสียที พวกเรานั่ง Picadilly Line ที่จะไปสุดสายที่สถานี Cockfosters





พอสิ้นเสียงประกาศของ Picadilly Line เท่านั้นแหละ ฝรั่งต่างถิ่นที่ไม่ใช่ลอนดอนเนอร์จะหัวเราะกันคิกคัก แหมช่างคิดลึกกันจริงๆ ก็แค่ชื่อสถานที่เท่านั้นเอง ก็คงเหมือนสถานี BTS บ้านเราน่ะแหละ พอถึงสถานีเพลินจิตที่สะกดว่า Ploenchit ฝรั่งที่ชอบคิดมากต้องยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กันไปตามๆ กัน

จาก Picadilly Line เราต้องมาต่อ Hammersmith & City Line ที่สถานี Hammersmith เพื่อมาลงที่สถานี Great Portland Street และเดินลงไปทางทิศใต้ประมาณสามร้อยเมตรเห็นจะได้ ก็มาถึงบ้านพักชั่วคราวของเราที่ลอนดอนคือ YHA London Central ที่ตั้งอยู่บริเวณ Great Portland Street









การเดินทางมา YHA London Central สามารถนั่งรถไฟใต้ดินมาลงได้ทั้งที่สถานี Great Portland Street หรือที่สถานี Oxford Circus ก็ได้ แต่ระยะทางจากสถานี Great Portland Street จะใกล้กว่า แต่อย่างไรก็ตามทีนี่ก็มีข้อด้อยกว่าที่สถานี Oxford Circus คือไม่มีลิฟท์ พวกเราเลยต้องออกกำลังด้วยการแบกกระเป๋าเดินทางเดินขึ้นบันไดเอง กว่าจะถึงข้างบนก็เหนื่อยเอาการ





Photos credit to: http://www.vendpoint.co.uk/communities/7/004/007/458/257/images/4529829359_160x220.jpg


Video credit to: youtube by etherealsl, hostelworld

วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2554

Let the journey begin

วันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๔ เวลาประมาณ ๑๖.๐๐ น. ณ บ้านหลังหนึ่งในกรุงเทพมหานคร

"ให้พ่อไปส่งไหมลูก"

"ไม่เอาอ่ะแม่ เพราะมันผิดหลักการ backpack อ่ะจ๊ะ"

"แล้วจะไปยังไงล่ะ" "ก็เดี๋ยวนั่งรถไฟฟ้าตรงสถานีวงเวียนใหญ่ ไปลงพญาไท แล้วต่อแอร์พอร์ตลิงก์ไปจ๊ะ ถึงสนามบินที่ชั้นใต้ดินเลย แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะ"

ข้างบนนั้นเป็นบทสนทนาระหว่างผู้เขียนกับแม่ก่อนที่จะเดินทางออกจากบ้านไปสนามบิน ด้วยความที่แม่เป็นห่วงเห็นขนาดกระเป๋าเดินทางแล้วคิดว่าคงจะไปไม่รอด เลยเสนอจะให้พ่อไปส่ง แต่ด้วยความที่อยากจะให้การเดินทางครั้งนี้เป็นแบบ backpack จริงๆ ผู้เขียนก็เดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิจนได้ด้วยความทุลักทุเลนิดหน่อย

มาถึงจุดนัดหมายกับพวกพี่ๆ แล้ว ก็ปรากฏว่าตัวเองนั้นมาเป็นคนสุดท้าย พี่ๆ เขาเช็คอินไปหมดเรียบร้อยแล้ว เลยรีบจัดแจงเช็คอินผลปรากฏว่ากระเป๋าเดินทางนั้นหนักไม่ใช่เล่น ตั้งสิบแปดกว่ากิโล ที่จริงเสื้อผ้าหรือของอะไรที่จำเป็นก็ไม่ได้มีมากเท่าไหร่ แต่ที่หนักมากๆ คือหนังสือนำเที่ยวของแต่ละประเทศจำนวนหกเล่มของ lonelyPlanet นั้นหนักเอาการอยู่

เครื่องบินโบอิ้ง 737-800 ของสายการบินเจ็ทแอร์เวย์นำพวกเราพร้อมผู้โดยสารคนอื่นๆ ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิในเวลาเกือบสามทุ่มโดยมีจุดหมายที่สนามบินมุมไบ ประเทศอินเดีย ใช้เวลาบินประมาณสี่ชั่วโมงพวกเราก็มาถึงมุมไบเมื่อเวลาห้าทุ่มสี่สิบตามเวลาที่มุมไบเพื่อรอเปลี่ยนเครื่องไปฮีทโธรว์









ระยะเวลาของการรอเปลี่ยนเครื่องมีไม่มากเท่าไหร่ ดังนั้นพวกเราจึงไม่โอ้เอ้ พอลงจากเครื่องได้ก็เดินไปตามสัญญลักษณ์บอกทางสำหรับผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่องทันที ลำพังระยะทางระหว่างประตูที่เครื่องลงจอดกับประตูที่จะไปขึ้นเครื่องไม่ไกลกันมากนัก แต่ระยะเวลาที่หมดไปกับขั้นตอนต่างๆ ก่อนการขึ้นเครื่องดูช่างมากมายเสียเหลือเกิน ผู้เขียนต้องขอวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาว่าไม่เคยเห็นระบบการตรวจสอบความปลอดภัยก่อนขึ้นเครื่องหรือ security check แบบที่กำลังพบที่สนามบินมุมไบมาก่อน

เริ่มต้นจาก ตำแหน่งของสายพานเครื่องตรวจสอบกระเป๋ากับจุดของเครื่องตรวจโลหะที่ผู้โดยสารต้องเดินผ่านอยู่กันคนละจุด ซึ่งอยู่ไกลกันจนผู้โดยสารที่นำกระเป๋าถือ คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค เสื้อโค้ท กระเป๋าเล็กกระเป๋าน้อยที่ใส่เอกสารและของมีค่า แม้กระทั่งรองเท้าที่ต้องนำใส่ตะกร้าเพื่อผ่านเครื่องตรวจบนสายพานไม่สามารถจับตามองข้าวของของตนเองได้อย่างสะดวก นอกจากนี้ที่นี่เขาแยกการตรวจร่างกายหญิงชายด้วย หลังจากเดินผ่านเครื่องตรวจโลหะแล้ว แม้ว่าตัวเครื่องจะไม่ได้ส่งเสียงดังอะไร แต่เราก็ต้องให้เจ้าหน้าที่ตรวจค้นร่างกายอย่างละเอียดอีกที แล้วป่านนี้แล้วข้าวของของเราที่อยู่บนสายพานจะเป็นไงบ้างเราก็ไม่อาจรู้ได้ ซึ่งไม่เหมือนกับสนามบินที่อื่นที่เราสามารถจับตาดูกระเป๋าและข้าวของของเราได้เพราะจุดตรวจค้นร่างกายกับสายพานตรวจกระเป๋าอยู่ติดกันเลย ผู้เขียนยอมรับเป็นห่วงข้าวของกลัวจะสูญหายเนื่องจากอาจมีคนหยิบผิดหรือตั้งใจหยิบไปก็ได้ เลยทำให้ผู้เขียนค่อนข้างจะหงุดหงิดอยู่บ้าง




เสร็จสิ้นจากการตรวจร่างกายอย่างละเอียดแล้ว ก็รีบไปตรวจสอบข้าวของของตัวเองว่ายังอยู่ครบไหม ก็ปรากฏว่ายังอยู่ครบดี แต่ที่มีเกินขึ้นมาคือป้ายติดกระเป๋าและข้าวของทุกชนิดที่ผ่านการตรวจจากเครื่องเอกซเรย์ผ่านสายพานแล้ว ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ว่ากระเป๋าหรือข้าวของชิ้นนั้นได้ผ่านการตรวจแล้ว ผู้เขียนเองก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากกับป้่ายติดกระเป๋านั้น เพียงแต่คิดว่ามันแปลกจากสนามบินอื่นเท่านั้น ระหว่างรอให้สมาชิกทุกคนผ่านการตรวจและเก็บข้าวของให้เรียบร้อยก่อนที่จะเิดินไปประตูขึ้นเครื่องด้วยกัน ผู้เขียนก็ได้ยินเสียงพี่จุ๋มร้องหากระเป๋าที่ขาดหายไปหนึ่งใบซึ่งดูในสายพานแล้วไม่มี สักประเดี๋ยวพี่จุ๋มก็เหลือบไปเห็นว่ากระเป๋าของแกถูกนำไปซุกอยู่ข้างๆ สายพาน พี่จุ๋มก็เลยบอกเจ้าหน้าที่ผู้หญิงที่นั่งประจำอยู่หน้าเครื่องเอกซเรย์คนหนึ่งว่ากระเป๋าใบนั้นน่ะพี่จุ๋มเป็นเจ้าของและจะขอรับกระเป๋าใบนั้นคืน เจ้าหน้าที่คนนั้นเลยหันไปคุยกับเพื่อนที่นั่งอยู่หน้าจอ ที่คอยตรวจสอบว่ากระเป๋าแต่ละใบบรรจุอะไรมาบ้าง เจ้าหน้าที่ที่คอยมอนิเตอร์หน้าจอหันมาคุยกับพี่จุ๋มโดยตรงว่าในกระเป๋าใบนั้นมีไฟแช็ค

พอได้ยินเท่านั้นพี่จุ๋มแกก็งงเป็นไก่ตาแตก เพราะแกไม่ได้พกไฟแช็คมาสักหน่อย แกก็เลยบอกเจ้าหน้าที่คนนั้นไปว่าไม่ใช่ละมั้ง ถึงตอนนี้ก็เลยต้องมาค้นกระเป๋าใบนั้นกันใหญ่ แล้วก็มาถึงบางอ้อว่าเจ้าวัตถุรูปทรงที่เป็นที่น่าสงสัยคือลิปสติกแท่งนั่นเอง ก็เลยเคลียร์กันไปได้ พอเสร็จสิ้นขั้นตอนนี้พวกเราก็รีบเดินจ้ำอ้าวไปที่ประตูขึ้นเครื่องทันทีโดยมีพี่โป่งกับผู้เขียนนำหน้าไป พอเดินใกล้ถึงจุดที่จะเข้าประตูเราถึงได้รู้ว่า ไอ้เจ้าป้ายติดกระเป๋านั้นสำคัญเป็นนักหนา เพราะมีเจ้าหน้าที่มายืนตรวจดูอย่างเข้มงวด หากมีกระเป๋าหรือสิ่งของที่จะนำขึ้นเครื่องไม่มีป้ายรับรองว่าผ่านการตรวจสอบจะต้องกลับไปเริ่มขั้นตอนนั้นใหม่ ปรากฏว่ามีกระเป๋าของพี่วัฒน์กับพี่รินหลุดรอดการตรวจและก็ไม่มีป้ายติดกระเป๋าที่ว่า พี่สองคนนั้นเลยต้องวิ่งกลับไปจุดตรวจนั้นใหม่เพื่อให้เจ้าหน้าที่เขาตรวจกระเป๋า เฮ้อ เหนื่อย


ผ่านขั้นตอนที่ว่าแล้วก็อย่าคิดว่าจะได้เดินผ่านเพื่อขึ้นเครื่องได้อย่างสง่าผ่าเผยนะ ยัง ข้างหน้ายังมีอีก กางโต๊ะรอกันอย่างเป็นงานเป็นการเลย จะอะไรเสียอีก แหมก็แค่ขอตรวจหนังสือเดินทางและวีซ่าและก็ถามข้อมูลแค่ยี่สิบคำถามเอง นี่พูดจริงเลยไม่ได้พูดเล่น พี่แขกสองคนนำหนังสือเดินทางของเราไปพินิจพิเคราะห์ลายน้ำของสติกเกอร์วีซ่าอังกฤษในหนังสือเดินทางของเรา พร้อมทั้งมองหน้าเรากับรูปที่ติดอยู่ในหนังสือเดินทางว่าเหมือนกันหรือเปล่า ยังไม่พอใจขอซักถามเสียยี่สิบคำถามก่อนว่าไปอังกฤษทำไม ไปกี่วัน ไปกับใคร พักที่ไหน โอ้ยสารพัด จนผู้เขียนคิดว่าตัวเองเดินทางมาถึงฮีทโธรว์แล้วและกำลังตอบคำถามเจ้าหน้าที่ ตม. ของอังกฤษเสียอีก จบขั้นตอนที่ว่าแล้ว ทีนี้แหละก็ไม่มีใครมาขวางทางการท่องโลกกว้างของเราแล้ว เย้ ลอนดอนรอเราอยู่ข้างหน้าแล้วพี่น้อง ทุกคนตามข้าพเจ้ามา

ในที่สุดสายการบินเจ็ทแอร์เวย์โดยเครื่องโบอิ้ง 777-300 ก็พาเราออกจากมุมไบมุ่งหน้าไปลอนดอนเมื่อเวลาประมาณตีหนึ่งเศษๆ ของวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๔ หลังจากนั่งหลับบ้างดูหนังเล่นเกมบ้างอยู่เป็นเวลาเก้าชั่วโมงเศษสำหรับระยะทาง ๗๐๒๕ กิโลเมตร ในที่สุดเจ้าหน้าที่สายการบินก็ประกาศให้ผู้โดยสารรัดเข็มขัดเพราะจะลดระดับการบินเพื่อนำเครื่องลงจอดที่ฮีทโธรว์ นักบินนำเครื่องลดระดับลงมาเรื่อยๆ เราเริ่มเห็นทิวทัศน์ของกรุงลอนดอนชัดขึ้นเรื่อยๆ และแล้วเครื่องบินก็ลงจอดที่สนามบินฮีทโธรว์เมื่อเวลาประมาณหกโมงเช้าเศษๆ ตามเวลาท้องถิ่นที่อังกฤษ การผจญภัยของ backpackers ในทวีปยุโรปหกประเทศจำนวนยี่สิบสองวัน กำลังจะเริ่มต้นวันแรกนี้แล้ว....


Photos credit to: http://www.topnews.in/jet-airways-air-india-lost-rs-127-crore-owing-strikes-praful-patel-2267848 http://www.mumbai.me/Bangkok/Mumbai-Bangkok-flights.php http://www.adamwilson.info/cartoons/Please_have_your_boarding_pass_and_pants_ready/

วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2554

ใครจะไปยกมือขึ้น!!!



"พี่คนไหนไม่ส่งใบหน้าหนังสือเดินทางภายในวันศุกร์นี้ ถือว่าตกรถไฟขบวนสุดท้ายไปลอนดอน ขออนุญาตตัดชื่อออกนะพี่" เสียงว่าที่ผู้จัดทัวร์ backpack แจ้งเตือนว่าที่ลูกทัวร์ทั้งหลายเมื่อประมาณต้นเดือนตุลาคม ๒๕๕๓ ว่าที่ผู้จัดทัวร์ที่ว่าก็ไม่ใช่ใครคนอื่น คนเขียนบล็อกนี้น่ะเอง

อันที่จริงที่ต้องบอกไปอย่างนั้นเพราะจะถือโอกาสตัดรายชื่อสมาชิกออกไปบ้าง เพราะจำนวนผู้สมัครอยากจะไปเป็น backpackers ชาวกระทรวงแรงงานบวกสาว TOT แห่งจังหวัดนครสวรรค์อีกคนหนึ่งมีจำนวนล้นหลาม ไม่น่าเชื่อว่าทัวร์แบบนี้เป็นที่สนใจของหลายๆ คนแหะ สรุปรวบยอดจำนวน backpackers ทั้งหมดทั้งสิ้นแปดคนมีพี่จุ๋มเป็นผู้ได้รับการคัดเลือกให้เป็น backpacker ของทัวร์นี้คนสุดท้ายหลังจากกระหืดกระหอบรีบไปทำหนังสือเดินทางตามคำขู่ของผู้เขียน :)

ที่มาที่ไปของการจัดทัวร์ลำบากๆ แบบนี้เกิดขึ้นหลังจากเสร็จสิ้นอาหารกลางวันมื้อหนึ่งของสมาชิกกลุ่มสาวโสดที่มีพี่วัฒน์เป็นหัวหน้ากลุ่ม ที่ผู้เขียนขอติดสอยห้อยตามไปกินข้าวกลางวันกับเขาด้วยทุกมื้อ จะด้วยเป็นเพราะไม่มีหัวข้ออะไรจะคุยหรือยังไงก็ไม่รู้ มีพี่คนหนึ่งในกลุ่มพูดเล่นๆ ว่าอยากไปเที่ยวยุโรป ต้องการอย่างนั้นใช่ไหม อะได้สิ เดี่ยวจัดให้ ก็เลยออกมาในรูปแบบ MoLBackpackers ประเทศยุโรปจำนวน ๖ ประเทศ ใช้เวลาเดินทาง ๒๒ วัน

ท่านผู้อ่านคนไหนเห็นจำนวนวันเดินทางท่องเที่ยว ๒๒ วัน อย่าเพิ่งติฉินนินทาว่าข้าราชการกระทรวงแรงงานพวกนี้ไม่มีงานจะทำกันหรือยังไง ดูทีรึลางานกันทีตั้งยี่สิบสองวัน แล้วก็ไปกันซะแปดคนเลย มิต้องปิดฝ่ายปิดกองกันไปเที่ยวรึนี่ อ๊ะอย่าเพิ่งว่ากันอย่างนั้น ข้าราชการแต่ละคนทำงานต่างที่ต่างแห่งกัน อยู่กันคนละกรมบ้าง คนละกองคนละฝ่ายบ้าง บางท่านเป็นถึงหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดด้วยนะเออ ยังลดตัวมาเที่ยวแบบ backpacker กับผู้เขียนเลย เห็นบอกว่าอยากจะลองเที่ยวแบบนี้บ้างเป็นประสบการณ์ ถึงแม้วัยจะล่วงเลยไปสักหน่อย :) สำหรับระยะเวลาการลาพักผ่อนขอลาไปเพียงสิบวันทำการเท่านั้น เพราะช่วงการเดินทางติดวันหยุดนักขัตฤกษ์ค่อนข้างเยอะคือช่วงเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนเมษายน

เวลาผ่านไปเหมือนโกหก จากเดือนตุลาคม ๒๕๕๓ มาถึงวันที่ต้องเดินทางคือวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๔ สำรวจสิทุกอย่างพร้อมไหม ตั๋วเครื่องบินพร้อม เดินทางโดยสายการบินเจ็ทแอร์เวย์ สายการบินของอินเดีย(หลังจากต้องใจหายใจคว่ำกับเหตุการณ์การเมืองที่อียิปต์ เพราะตอนแรกซื้อตั๋วของอียิปต์แอร์ไว้ เลยขอเปลี่ยนดีกว่าเพื่อความสบายใจถึงแม้จะต้องเพิ่มเงินอีกนิดหน่อย) วีซ่าอังกฤษ เชงเกนพร้อม ตั๋วรถไฟทั้งยูโรสตาร์และยูเรลซีเล็คพาสห้าประเทศพร้อม เอกสารจองที่พัก Hostelling พร้อม บัตรส่วนลดและตั๋วรถโดยสารในประเทศต่างๆ สำรวจเงินในกระเป๋า แลกมาครบทุกสกุลเงินพร้อมแล้ว เอาละทุกอย่างพร้อม ทีนี้ใครอยากจะตามผู้เขียนไปเที่ยวยุโรป ก็ยกมือขึ้น เราจะไปเที่ยวด้วยกันตั้งแต่บทความหน้าเป็นต้นไป

video credit to youtube by Snowboyza

วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2554

มนุษย์กับธรรมชาติ


Chaos, destruction as quake hits Japan by CNN_International

ตอนที่แล้วได้โพสท์คลิปหนังเรื่อง The Socerer's Apprentice เอาไว้ โดยแค่ตั้งหัวข้อเรื่องไว้ว่า "Tyrant's apprentice" แต่ยังไม่ได้เขียนอะไรไว้ ตั้งใจจะมาเขียนต่อในช่วงวันเสาร์อาทิตย์นี้ แต่ก็ต้องเปลี่ยนใจมาเขียนถึงอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องน่าเศร้าสลดใจสำหรับมนุษย์ร่วมโลกอย่างเราๆ เป็นอย่างมาก ก็คือเรื่องเหตุแผ่นดินไหวกับสึนามิที่ญี่ปุ่น จนกระทั่ง ณ เวลานี้ที่เขียนเรื่องนี้อยู่ยอดรวมจำนวนผู้เสียชีวิต ผู้สูญหายและบาดเจ็บก็ยังคงเพิ่มจำนวนขึ้นมากเรื่อยๆ โดยทางการของญี่ปุ่นคาดว่าเฉพาะเมืองในพื้นที่ที่ประสบเหตุเพียงแห่งเดียวอาจจะมีผู้เสียชีวิตถึงหมื่นคน ฟังแล้วก็น่าหดหู่ใจเป็นอย่างมาก

ช่วงนี้เหตุภัยพิบัติธรรมชาติเกิดขึ้นถี่มากทั้งที่โน่น ที่นี่ ตอนนี้โลกของเราคงป่วยหนักจากการกระทำของเราผู้อาศัย ก็เลยต้องมีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างที่เห็นอยู่นี้ ทำให้เราได้เข้าใจอย่างแท้จริงที่เขาพูดกันว่า ไม่มีมนุษย์หน้าไหนเอาชนะธรรมชาติได้ ยิ่งเราพยายามที่จะเอาชนะ คิดค้นเทคโนโลยีโน้นนี้เพื่อจะเอาชนะธรรมชาติ ความหายนะที่รุนแรงที่จะเกิดขึ้นกับมนุษย์เราก็ยิ่งเพิ่มระดับมากขึ้น ถึงตรงนี้คงต้องขอแสดงความเสียใจกับการสูญเสียทั้งทรัพยากรมนุษย์ ทรัพย์สิน รวมไปถึงขวัญและกำลังใจของประชาชนญี่ปุ่น


Video credit to: http://www.dailymotion.com/video/xhkdjl_chaos-destruction-as-quake-hits-japan_news by CNN International