วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เปิดลิ้นชักความทรงจำที่แคนาดา ตอน 7: สังคมพหุวัฒนธรรม (2)


นอกเหนือจากพลเมืองคาเนเดียนเชื้อสายเอเชียแล้ว แคนาดายังมีพลเมืองที่สืบทอดเชื้อสายจากชนชาติฝรั่งเศสอยู่จำนวนมากเช่นเดียวกัน โดยชาวแคนาดาเชื้อสายฝรั่งเศสจะตั้งถิ่นฐานอยู่ในควิเบกซึ่งมีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในแคนาดา รวมทั้งเป็นมณฑลที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นเป็นอันดับสองรองจากออนตาริโอ นอกจากนี้ควิเบกยังมีคุณลักษณะพิเศษเฉพาะตัวไม่เหมือนกับมณฑลอื่นในเรื่องของการเมือง การปกครอง โดยที่นี่จะใช้เฉพาะภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาราชการ ภาษาอังกฤษมีใช้บ้างในสถานที่แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ อย่างไรก็ตามหากท่านได้ไปท่องเที่ยวในควิเบกแล้ว บรรยากาศจะเสมือนหนึ่งท่านได้ท่องเที่ยวอยู่ในประเทศฝรั่งเศส เมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและเป็นแหล่งธุรกิจสำคัญคือมอนทรีอัล (Montreal) สำหรับเมืองหลวงของควิเบกได้แก่ ควิเบกซิตี้(Quebec City) ซึ่งมีพื้นที่เล็กกว่ามอนทรีอัลมากมายนัก



ตอนที่ผู้เขียนเดินทางไปเที่ยวที่มณฑลควิเบกและที่อื่นๆ ด้วยนั้นเป็นช่วงหน้าหนาวใกล้เทศกาลคริสต์มาส ซึ่งเป็นเทศกาลที่มีวันหยุดยาวนาน จึงถือโอกาสนี้วางแผนเดินทางไปตามเมืองต่างๆ ของแคนาดาและเมืองต่างๆ ของอเมริกาที่อยู่ในแถบใกล้เคียง โดยเป็นการเดินทางเพียงลำพัง และมีเส้นทางการเดินทางเป็นวงรอบ (ดูจากเส้นสีน้ำเงินในแผนที่) โดยตั้งต้นจากโตรอนโตและเริ่มขึ้นไปออตตาวา ต่อไปมอนทรีอัลและควิเบกซิตี้ ย้อนกลับมามอนทรีอัลอีกครั้งเพื่อมาสถานีรถเกรย์ฮาวด์ในการเดินทางเข้าอเมริกา นั่งรถผ่านรัฐเวอร์มองเข้ามายังแมซซาซูเซสเพื่อมาเที่ยวบอสตันกับเคมบริดจ์ นั่งรถต่อมายังนิวยอร์กซิตี้เพื่อต่อรถไปยังเมืองหลวงของอเมริกาที่ดีซี จากนั้นจึงได้ฤกษ์เดินทางกลับแคนาดา โดยแวะรายทางผ่านเมืองบัลติมอร์ไปยังเมืองบัฟฟาโลเมืองชายแดนของรัฐนิวยอร์ก อเมริกา ก่อนจะข้ามสะพานสันติภาพ หรือ Peace Bridge บริเวณน้ำตกไนแองการาเพื่อกลับเข้าสู่เมืองไนแองการาออนเดอะเลค (Town of Niagara-on-the-Lake) ของมณฑลออนตาริโอต่อไป


View Larger Map



พอมาดูเส้นทางการเดินทางครั้งนั้นของตัวเอง ก็รู้สึกตกใจว่าช่างทำไปได้ เดินทางคนเดียวในช่วงอากาศหนาวเหน็บพายุหิมะถล่มในหลายพื้นที่ พอมานั่งนึกดูก็คิดว่าเป็นการสิ้นคิดจริงๆ ที่เดินทางในช่วงนั้น เพราะผู้เขียนประสบอุปสรรคจากสภาวะอากาศที่ย่ำแย่จากพายุหิมะ แต่อย่างไรก็ดีในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีอยู่บ้าง จากการได้เรียนรู้ประสบการณ์และความมีน้ำใจของผู้คนมากหน้าหลายตา ซึ่งเป็นเรื่องยาวที่จะเล่าถึง ก็คงจะนำมาเล่ากันต่อไปในตอนถัดๆ ไป เพราะตอนนี้ก็ออกนอกเรื่องมาพอควร

ที่ยังเล่าค้างอยู่คือคุณลักษณะที่แตกต่างออกไปของมณฑลควิเบกในเรื่องของประชากรและการเมืองการปกครอง ประชากรที่นี่ส่วนใหญ่มีเชื้อสายฝรั่งเศส และพูดภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาแม่ (Francophone)ภาษาอังกฤษมีใช้อยู่บ้างในมณฑลนี้แต่ไม่เป็นที่แพร่หลาย บางครั้งผู้เขียนก็รู้สึกติดขัดอยู่บ้างในเรื่องของการใช้ภาษาสื่อสารเมื่อเดินทางมาที่นี่ ยกตัวอย่างเช่น ในตอนที่ผู้เขียนนั่งรอรถเพื่อจะเดินทางไปบอสตันที่สถานีรถโดยสารที่มอนทรีอัล ในขณะที่ผู้ประกาศให้ผู้โดยสารในสถานีได้ทราบถึงกำหนดการเดินรถ เขาก็เริ่มประกาศเป็นภาษาฝรั่งเศส ซึ่งในกรณีนี้ผู้เขียนก็เข้าใจได้ว่าเป็นวิถีปฏิบัติของมณฑลนี้ ในขณะที่เงี่ยหูฟังว่าเมื่อไหร่เขาจะประกาศเป็นภาษาอังกฤษต่อ ก็ไม่มีซะเฉยๆ อย่างนั้น ก็เลยไม่รู้กันว่าประกาศอะไรออกไป ทั้งๆ ที่สถานีรถโดยสารน่าจะใช้ทั้งสองภาษาสำหรับการสื่อสาร เพราะคนเดินทางมีหลากหลายสัญชาติ เป็นนักท่องเที่ยวก็เยอะ ผู้เขียนก็เลยรู้สึกเสียอารมณ์บ้างพอสมควร

เมื่อตอนที่แล้วได้เกริ่นไปบ้างเล็กน้อยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในเรื่องของการเมืองการปกครองของแคนาดาว่าเคยมีชนชาติฝรั่งเศสปกครองแคนาดามาแต่เก่าก่อน จากนั้นจึงมีการสู้รบชิงแผ่นดินกันกับชนชาติิอังกฤษ ซึ่งอังกฤษมีชัยเหนือฝรั่งเศสได้ครอบครองแผ่นดินและสถาปนาระบบปกครองแบบอังกฤษในประเทศแคนาดาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน แต่การพ่ายแพ้ครั้งนั้นของชนชาติฝรั่งเศสก็ไม่ได้หมายความว่าฝรั่งเศสจะอพยพคนของตัวเองกลับประเทศ ก็ยังมีการรวมตัวกันของคนฝรั่งเศสกันอย่างเหนียวแน่นและก็สืบทอดเชื้อสายความเข้มข้นของชนชาติฝรั่งเศสมาถึงทุกวันนี้ในพื้นที่ของมณฑลควิเบก คนมีชื่อเสียงโด่งดังที่เรารู้จักกันดีในแวดวงนักร้องนักแสดงที่มาจากควิเบกก็มีเยอะ แต่ที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในปัจจุบันคือ ซิลีน ดิิออน และลาร่า เฟเบียน ซึ่งคนหลังนี้เป็นชาวเบลเยี่ยมที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสได้คล่องแคล่ว ลาร่าได้โอนสัญชาติเป็นคาเนเดียนและมีถิ่นพำนักในควิเบก สำหรับซิลีนนี่ ไม่มีข้อสงสัยเพราะเธอเกิดและเิติบโตที่เมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งของควิเบก ดังนั้นเธอจึงมีภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาแม่ และใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองแต่เท่าที่สังเกตเธอก็ใช้ภาษาทั้งสองได้ดีพอๆ กัน จะว่าไปชาวคาเนเีดียนที่เข้าสู่วงการนักร้องนักแสดงในอเมริกามีอยู่จำนวนไม่น้อยเลย ล่าสุดเท่าที่ผู้เขียนรู้และเห็นว่ามีชื่อเสียงมากพอสมควรคือ เอวริล ลาวีน (Avril Lavigne) ซึ่งตอนแรกนึกว่าสาวคนนี้มีถิ่นเกิดที่ควิเบกและมีเชื้อสายฝรั่้งเศส แต่ตรวจสอบดูแล้วเกิดและเติบโตที่ออนตาริโอ แต่ยังไงก็ยังไม่แน่ใจอยู่ดีว่าเธอมีเชื้อสายฝรั่งเศสหรือเปล่า

เมื่อควิเบกซึ่งป็นส่วนหนึ่งของแคนาดายังมีการรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่นของคนฝรั่งเศสไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้ชีวิต วัฒนธรรม ศาสนา และวิถีชีวิตแบบฝรั่งเศส มาถึงตรงนี้ผู้อ่านก็คงเดาได้ไม่ยากว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อไป นั่นก็คือการขอแยกตัวประกาศเป็นรัฐอิสระไม่ขึ้นอยู่กับแคนาดา ตอนที่ผู้เขียนไปใช้ชีวิตที่แคนาดาในช่วงนั้นตัวผู้เขียนเองไม่ได้รับรู้ข่าวสารหรือเรียนรู้กับระบบการเมืองของควิเบกมากไปกว่าการที่รู้เพียงว่ามณฑลนี้เป็นของคนเชื้อสายฝรั่งเศส สำหรับเรื่องข้อขัดแย้งกับรัฐบาลส่วนกลางในเรื่องการปกครองนั้นผู้เขียนไม่ได้รับรู้เลย มาได้เรียนรู้ในรายละเอียดจริงๆ ก็ตอนที่ผู้เขียนได้กลับไปแคนาดาอีกครั้งหนึ่งเมื่อปี พ.ศ. 2549 เพื่อฝึกอบรมหลักสูตร "Conflict Management" และได้ไปเรียนรู้ในเชิงลีกของการบริหารจัดการข้อขัดแย้งของหน่วยงานรัฐบาลกลางที่ออตตาวา และไปเรียนรู้ในมุมมองของรัฐบาลท้องถิ่นของมณฑลควิเบก

แนวคิดที่จะขอแยกตัวเป็นอิสระจากแคนาดาของชาวคาเนเดียนเชื้อสายฝรั่งเศสค่อนข้างมีความเกี่ยวเนื่องและเริ่มต้นจากสงครามการปฏิวัติอเมริกาและสงครามกลางเมืองในอเมริกาในช่วงศตวรรษที่ 18 แต่รายละเอียดผู้เขียนคงต้องไปเรียนรู้เพิ่มเติม อย่างไรก็แล้วแต่นับตั้งแต่ศตรวรรษที่ 18 จนกระทั่งถึงศตวรรษที่ 20 มีการต่อสู้และเรียกร้องของชาวควิเบกในรูปแบบต่างๆ เพื่อจะแยกตัวเป็นอีกประเทศหนึ่งไม่ขึ้นอยู่กับแคนาดา ไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติเงียบหรือมาตรการอื่นๆ อีกมากมาย ที่แย่ที่สุดในความรู้สึกของแคนาดาน่าจะเป็นเหตุการณ์ในช่วงปี 1960-1970 ที่เกิดความรุนแรงในพื้นที่จากกลุ่มผู้ก่อการร้าย (เหมือนภาคใต้ของเราจริงเลย)เช่น การปล้นสดมภ์ การวางระเบิดสังหาร โดยพุ่งเป้าหมายไปที่หน่วยงานสถานที่ของชุมชนเชื้อสายชาวอังกฤษ แต่ปัจจุบันความรุนแรงเหล่านั้นไม่ได้เกิดขึ้นแล้ว ผู้คนก็ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบ แต่แนวความคิดที่จะแยกควิเบกออกไปเป็นรัฐอิสระก็ยังมีอยู่ในความคิดของชาวควิเบกจำนวนไม่น้อย

เท่าที่รู้รัฐบาลกลางที่ออตตาวาพยายามที่จะขจัดปัญหาความขัดแย้งนี้ด้วยสันติวิํีธีและใช้วิถีทางระบบรัฐสภาเป็นเครื่องมือ ล่าสุดในสมัยรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันคือ นายสตีเฟน ฮาร์เปอร์ ได้ประกาศว่า ควิเบกเป็นประเทศหนึ่งที่ผนวกเข้ากับแคนาดา ซึ่งแนวคิดนี้ก็ยังเป็นหัวข้อที่ไม่ชัดเจนและหลายฝ่ายก็นำมาถกเถียงกัน ดังนั้นสถานะของควิเบกก็คงยังคลุมเครืออยู่ถึงทุกวันนี้

Credits to googlemap,
www.hicker-fine-art.com/quebec-city-at-dusk-i...
www.pgscanada.com/.../Montreal_Notre_Dame.jpg

วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2552

เปิดลิ้นชักความทรงจำที่แคนาดา ตอน 6: สังคมพหุวัฒนธรรม (1)



ช่วงนี้ได้ติดตามข่าวนายราเกรซ สักเสนา ผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงธนาคารกรุงเทพพาณิชยการที่หลบหนีคดีไปพักอาศัยอยู่ที่ประเทศแคนาดาเป็นเวลาสิบกว่าปี จนกระทั่งก็ถึงวันสิ้นสุดเสียทีสำหรับการต่อสู้คดีระหว่างผู้ต้องหารายนี้ เื่มื่อศาลฎีกาของแคนาดาพิพากษายกคำร้องของผู้ต้องหา และให้ส่งตัวคนผู้นี้กลับมาดำเนินคดีต่อในประเทศไทยตามสนธิสัญญาการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างไทยกับแคนาดา

เมื่อคนทั่วบ้านทั่วเมืองให้ความสนใจเกี่ยวกับคดีของ fugitive คนนี้ที่ไปฝังตัวอยู่ที่แคนาดาในระยะเวลายาวนาน ก็นึกอยากจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับแคนาดาว่าทำไมจึงมีคนหลากหลายเชื้อชาติไปตั้งรกรากกันที่ประเทศนี้กันนัก ประการแรกน่าจะมาจากแคนาดาได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลกตามการจัดลำดับใน human development index ขององค์การสหประชาชาติ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกที่จะมีผู้คนมากหน้าหลายตา หลากเชื้อชาติ ต้องการมาลงหลักปักฐานในประเทศนี้ เช่น ชนชาติจีน ยิ่งตอนช่วงที่ฮ่องกงต้องกลับไปอยู่ภายใต้การปกครองของจีน ช่วงนั้นชาวจีนฮ่องกงโอนสัญชาติไปเป็นพลเมืองของประเทศแคนาดาจำนวนมาก เมืองสำคัญๆ ใหญ่ๆ ตามมณฑลต่างๆ ในแคนาดาจะมีชุมชนใหญ่ของชาวจีนไปตั้งรกรากอยู่มากมาย ที่สำคัญๆ เช่น แวนคูเวอร์ ในมณฑลบริติชโคลัมเบีย หรือที่โตรอนโตในออนตาริโอ เป็นต้น ยิ่งถ้าเราไปเดินอยู่ในแวนคูเวอร์เนี่ยจะมีความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในประเทศแถบเอเชียเลย เพราะมีชาวจีนและชาวเอเชียอยู่เป็นจำนวนมาก แต่เด็กรุ่นใหม่ที่สืบเชื้อสายชาวเอเชียที่นี่จะมีความเป็นอยู่เหมือนฝรั่งทั่วไป มีอยู่จำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถพูดภาษาบรรพบุรุษของตัวเองได้ เรียกว่าภายนอกดูเป็นชาวเอเชียแต่ความนึกคิดและการแสดงออกทั้งวัจนะและอวัจนะภาษาจะเป็นแบบฝรั่งไปทั้งหมด

ประการถัดมา ประเทศแคนาดาจัดเป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้างขวางเป็นลำดับที่สองของโลกรองจากประเทศรัสเซีย ในขณะที่จำนวนประชากรไม่สมดุลกับขนาดพื้นที่ของประเทศ มีเพียงสามสิบกว่าล้านคนเท่านั้น (ยังน้อยกว่าประเทศไทยเราเกือบเท่าตัวเลย) ดังนั้นแคนาดาจึงอ้าแขนรับบุคคลจากชนชาติต่างๆ เพื่อไปเป็นพลเมืองของแคนาดา กฎระเบียบของการสมัครเป็น citizen ของแคนาดาดูจะไม่ค่อยเข้มงวดเท่าของอเมริกา แต่ก็มีการตรวจสอบคุณสมบัติกันอย่างละเอียดพอสมควร เพื่อที่จะได้คนมีคุณภาพไปเป็นประชากรของแคนาดาต่อไป


และก็เหมือนกันกับประวัติศาสตร์ชาติของสหรัฐอเมริกา เดิมทีพื้นที่ของประเทศแคนาดามีชนเผ่าพื้นเมือง (aborigin) อาศัยมาแต่เก่าก่อนย้อนไปได้ถึงศตวรรษที่ 15 โน่นเลย ชนเผ่าพื้นเมืองนี้มีชื่อเรียกว่า อีนุอิืท (Inuit)
ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 18 ก็มีชาวยุโรปมาค้นพบดินแดนทวีปอเมริกาเหนือแห่งนี้ ก็เกิดมีการรบพุ่งกันกับชนพื้นเมืองเพื่อแย่งกันครอบครองดินแดน และผลก็เป็นอย่างที่เราได้เรียนรู้มาจากประวัติศาสตร์ก็คือว่าชาวยุโรปผิวขาวก็มีชัยเหนือชนเผ่าพื้นเมือง โดยชนชาติอังกฤษและฝรั่งเศสได้แบ่งพื้นที่การครอบครองโดยฝรั่งเศสได้พื้นที่ตอนบนซึ่งก็คือประเทศแคนาดาในปัจจุบัน และอังกฤษได้ครอบครองส่วนที่เป็นสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน แต่ตอนหลังทำกันท่าไหนไม่ทราบเกิดการรบกันเพื่อแย่งชิงดินแดนระหว่างฝรั่งสองชนชาตินี้ และในที่สุดฝ่ายอังกฤษได้รับชัยชนะได้ครอบครองพื้นที่ทั้งหมดของทวีปอเมริกาเหนือ


อย่างไรก็ตามมรดกตกทอดของชาวฝรั่งเศสก็ยังคงมีอิทธิพลกับประเทศแคนาดามาจนจวบทุกวันนี้ที่สำคัญคือเรื่องของภาษา แคนาดาเป็นประเทศที่มีภาษาราชการจำนวนสองภาษาได้แก่ อังกฤษ และฝรั่งเศส ทุกวันนี้ไม่ว่าท่านจะเดินทางไปที่ไหนทั่วแคนาดา แผ่นป้ายทางหลวง ป้ายโฆษณา ป้ายชื่อร้าน ป้ายรถเมล์ สารพัดประกาศต่างๆ หรือเสียงประกาศในสนามบิน สถานีรถโดยสาร สถานีรถไฟ ท่านจะเห็นเขาใช้สองภาษาทั้งสิ้น โดยจะใช้ภาษาอังกฤษเริ่มต้นก่อน และจะตามมาด้วยภาษาฝรั่งเศส โดยแบบแผนการใช้ภาษาราชการนี้จะใช้ทั่วประเทศยกเว้นเพียงมณฑลเดียวคือ "มณฑลควิเบค"

พูดถึงควิเบคแล้ว มีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับมณฑลที่สวยงามและมีเสน่ห่แห่งนี้ รวมทั้งที่นี่ยังเป็นบ้านเกิดของนักร้องเสียงดีชื่อก้องโลกที่เรารู้จักเธอกันอย่างดี นั่นก็คือ ซิลิน ดีออน (Celine Dion) คงต้องนำมาเล่าสู่กันฟังเกี่ยวกับประเทศที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมในเปิดลิ้นชักความทรงจำที่แคนาดาในตอนหน้า

photos credit: members.virtualtourist.com/m/9f189/dc80f/, www.oecglobal.net/.../CAN_Intrax_Promotion.htm, www.closetcanuck.com/2006/11/vancouver-ready
video credit to youtube by ZELDALINKX123

วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ตอนนี้ไม่มีชื่อเรื่อง

วันนี้ผู้เขียนไม่อายที่จะบอกว่า ผู้เขียนเสียน้ำตาสาเหตุมาจากความรักต่อตัวบุคคลหนึ่ง เป็นเวลาเนิ่นนานที่ต้องรอด้วยใจจดจ่อ รอด้วยความหวังเพื่อจะทราบข่าวคราว วันเวลาผ่านไปแต่ละวันแต่ละวัน ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมไม่มีความชัดเจน ไม่มีอะไรที่จะสร้างความมั่นใจให้กับผู้เขียน ยิ่งมีข่าวที่มีผลกระทบต่อจิตใจของผู้เขียน อันเนื่องมาจากจิตใต้สำนึกต่ำๆ ของคนไม่หวังดีที่สร้างข่าว ยิ่งเพิ่มความไม่มั่นใจและความกระทบจิตใจของผู้เขียนมากยิ่งขึ้น แต่พอมาถึงวันนี้เวลา 12.30 น. ความไม่มั่นใจและความไม่สบายใจทุกอย่างเลือนหายไปทันที มีแต่ความสุขใจและความตื้นตันใจเข้ามาแทนที่ เมื่อวันนี้ปรากฏภาพข่าวของบุคคลที่ผู้เขียนรัก รวมทั้งเป็นที่รักของประชาชนไทยที่ดีทั่วประเทศ บุคคลนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่

"ในหลวงของพวกเรา"

ตั้งแต่จำความได้ ก็เคยชินกับภาพของท่านที่เสด็จไปทั่วประเทศไทยไม่ว่าจะทุรกันดารอย่างไร เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุข ในพระหัตถ์ถือดินสอ และแผนที่และมีกล้องสะพายพระศอตลอดเวลา จนกระทั่งบัดนี้ที่ท่านมีพระชนมายุมากขึ้นแต่ก็ยังทรงงานอยู่ตลอด เพราะเหตุนี้เองท่านจึงเป็นที่รักและเคารพยิ่งของประชาชน มิใช่เพียงเพราะท่านเป็นกษัตริย์หรือเป็นเพียงเพราะเราถูกปลูกฝังมาจากผู้ใหญ่ว่าต้องเคารพกษัตริย์ ที่เรารักคือเรารักคุณงามความดีที่ท่านได้ทรงบำเพ็ญมาตลอดระยะเวลาที่ครองราชย์ เมื่อท่านมีพระชนมายุมากขนาดนี้แล้วพวกเราก็อยากจะให้ท่านได้ทรงพักผ่อนเหมือนกับผู้สูงอายุทั่วไป ให้ท่านไ้ด้หายจากการเหน็ดเหนื่อยและทรงพระสำราญกับชีิวิตส่วนพระองค์

แต่อย่างไรก็ตามผู้มีบุญญามักจะมีมารผจญ ซึ่งผู้เขียนคงไม่ต้องลงรายละเอียดว่ามารตัวนั้นเป็นใคร และมีพฤติกรรมโฉดชั่วอย่างไร ในฐานะที่เป็นข้าราชการในพระองค์ ผู้เขียนได้บอกตนเองว่าต้องปฏิบัติตนเป็นข้าราชการที่ซื่อสัตย์ สุจริต ไม่เห็นแก่อามิส เพื่อที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้ดีขึ้นให้ได้ และก็คาดหวังว่าข้าราชการคนอื่นๆ โดยเฉพาะผู้ที่มีตำแหน่งใหญ่โตจะได้สำเหนียกถึงความรับผิดชอบและบทบาทของตนเองที่มีต่อบ้านเมืองในฐานะข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่าสักแต่เพียงว่าจงรักท่านเพียงแต่ปาก แต่พฤติกรรมเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับพระราชดำรัสในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต และเห็นแก่ประโยชน์ชาติบ้านเมือง








ขอบคุณวีดีโอจาก youtube ASTV ผู้จัดการ และภาพจากบล็อกเกอร์ลูกเสือหมายเลข 9 จากบล็อกโอเคเนชัน

วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ความตายที่ผ่านมาแล้วและความตายที่เพิ่งผ่านไป




วันนี้เป็นวันที่เจ็ดตุลาคม พ.ศ. 2552 สำหรับคนไทยทั่วไปซึ่งไม่ทราบว่ามีจำนวนมากน้อยเท่าไร อาจจะเป็นวันธรรมดาวันหนึ่งที่ใช้ชีวิตวุ่นวายอยู่กับตนเองในสังคมที่ยุ่งเหยิงของโลกยุคปัจจุบัน หรืออาจจะเป็นวันที่น่าเบื่อสำหรับคนที่สิ้นหวังในการใช้ชีวิต ใช้ชีวิตแบบหายใจทิ้งไปวันๆ แต่สำหรับประชาชนไทยกลุ่มหนึ่งที่ผู้เขียนอยากคาดหวังว่าเป็นประชาชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ ที่ใช้ชื่อกลุ่มที่ทราบกันดีทั่วไปว่า "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม) หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า People's Alliance for Democracy (PAD)" เป็นวันหนึ่งที่พวกเขาต้องหวนรำลึกถึงวันนี้เมื่อปีที่แล้ว ในเรื่องของความอยุติธรรม ความโหดเหี้ยมป่าเถื่อนของบุคลากรในคราบนักกินเมือง และข้าราชการที่สวมใส่เครื่องแบบที่มีหน้าที่พิทักษ์ความสงบสุขและสันติของประชาชน แต่กลับกระทำตรงกันข้ามกับภารกิจที่ตนเองได้รับมอบหมาย โดยมีการเข่นฆ่าประชาชาชนที่ออกมาเรียกร้องความยุติธรรมและความดีงามให้กับสังคม การสังหารประชาชนในวันนั้นที่มาด้วยใจกับสองมือเปล่าเกิดขึ้นกลางเมืองหลวงอย่างอุกอาจและท้าทายเทคโนโลยีในโลกยุคใหม่ที่ว่าด้วยการใช้เครื่องมือสำหรับบันทึกภาพเหตุการณ์เคลื่อนไหวและภาพนิ่ง กลิ่นควันการสังหารและทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์เหล่านั้นไม่ว่าจะเป็นสาวน้อยที่มีอนาคตไกลอย่างน้องโบว์ หรือนายตำรวจนอกราชการอย่างสารวัตรจ๊าบ และผู้เสียสละท่านอื่น ที่บาดเจ็บอีกจำนวนมาก ผู้เขียนรู้สึกได้ถึงกลิ่นของมันได้เป็นอย่างดี เพราะผู้เขียนและพี่ๆ น้องๆ สังกัดหน่วยราชการเดียวกัน ได้ออกมามีส่วนร่วมกับเหตุการณ์นั้นด้วยหลังจากที่ได้รับทราบถึงพฤติกรรมการสั่งฆ่าประชาชนของผู้บริหารบ้านเมืองและคนใหญ่คนโตของหน่วยงานตำรวจ

มาถึงวันนี้ความตายและความสูญเสียของประชาชนเหล่านั้นได้ครบรอบหนึ่งปีแล้ว พธม ได้พยายามที่จะทำให้ความตายของประชาชนเหล่านั้นไม่สูญเปล่าด้วยการจัดงานรำลึกและกระตุ้นเตือนให้สังคมได้เห็นถึงความชั่วร้ายของผู้บริหารบ้านเมืองที่หวงแหนอำนาจและใช้อำนาจนั้นในการปกป้องผลประโยชน์ส่วนตัว ดังนั้นในฐานะของผู้เข้าร่วมอุดมการณ์คนหนึ่งของ พธม ผู้เขียนตั้งใจว่าจะเข้าร่วมการจัดงานรำลึกถึงผู้เสียชีิวิตในเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อปีที่แล้ว แต่ความตั้งใจของผู้เขียนก็ต้องหยุดไป เมื่อความตายอันใหม่กำลังคืบคลานมาในวันที่เจ็ดตุลาคมของปีนี้

เช้าวันอังคารที่หกตุลาคม 2552 ผู้เขียนเดินทางไปโรงพยาบาลรามาธิบดีเพื่อไปเยี่ยมและให้กำลังใจรวมทั้งช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ป่วยที่เป็นญาติสนิทของครอบครัวผู้เขียน ซึ่งท่านเดินทางมาจากจังหวัดสิงห์บุรี ท่านเป็นสามีของน้าแท้ๆ ของผู้เขียน โดยครอบครัวท่านประกอบไปด้วยน้าสาว และลูกสองคนของท่านซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของผู้เขียนสนิทกับครอบครัวของเรามาก น้าเขยท่านนี้มีจิตใจโอบอ้อมอารี ใจกว้างต่อทุกคน ทำให้ท่านเป็นที่ชื่นชมแก่เพื่อนฝูงและญาติมิตร ซึ่งรวมทั้งแม่ของผู้เขียนด้วย ดูเหมือนว่าแม่จะมีความนิยมชมชอบน้าเขยท่านนี้มากกว่าน้องชายแท้ๆ ของแม่เสียอีก ที่เป็นเช่นนี้เป็นเพราะว่าสมัยที่ยายของผู้เขียนยังมีชีวิตอยู่และได้พักอาศัยกับครอบครัวของน้าสาว ก็ได้น้าเขยท่านนี้ดูแลความเป็นอยู่ของยายผู้เขียนเป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็นยามปกติหรือยามป่วยไข้

น้าเขยของผู้เขียนมีอาชีพรับราชการครู ตำแหน่งรองผู้อำนวยการในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในอำเภอบางระจัน ซึ่งปีนี้ท่านขอเข้าโครงการเกษียนราชการก่อนอายุ เนื่องจากท่านต้องการกลับมาใช้ชีิวิตอย่างสงบสบายกับแม่ของท่าน และน้าของผู้เขียน ผู้เขียนจำได้ว่าเมื่อกลางเดือนกันยายน ลูกสาวคนโตของน้าเขยซึ่งมีศักดิ์เป็นน้องผู้เขียนโทรศัพท์มาคุยสารทุกข์สุกดิบ โดยน้องได้เล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงมีความสุขว่าพ่อและแม่ของเขากำลังจะได้พักผ่อนอยู่ที่บ้่าน และช่วงปลายเดือนกันยายนเพื่อนๆ จะมีการจัดงานเลี้ยงอำลาชีวิตราชการให้กับทั้งน้าเขยและน้าสาว ซึ่งผู้เขียนก็พลอยรู้สึกยินดีไปด้วย

แต่แล้วเวลาผ่านไปเพียงสองอาทิตย์ เช้าวันเสาร์ที่สามตุลาคม น้องสาวคนเดิมก็โทรมาอีกแต่คราวนี้ไม่ใช่เรื่องที่นำความสุขใจมาให้เสียแล้ว เมื่อน้องโทรมาเล่าเรื่องถึงอาการป่วยของน้าเขยแต่ผู้เขียนก็ยังไม่รู้รายละเอียดมากนัก รู้แต่เพียงว่าน้า่เขยท่านมีก้อนเนื้อซึ่งอาจจะเป็นเนื้อร้ายที่ปอด โดยน้องสาวได้เล่าให้ฟังคร่าวๆ ว่าอาจจะส่งตัวพ่อของเขามารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งอาจจะต้องให้ผู้เขียนช่วยเป็นธุระในระหว่างที่มาพักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ

ต่อมาในวันที่หกตุลาคม น้าเขยของผู้เขียนก็ถูกส่งตัวมาจากโรงพยาบาลประจำจังหวัดสิงห์บุรีมาที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเลยว่าการเดินทางออกจากบ้านมาครั้งนี้ ท่านไม่มีโอกาสกลับไปบ้านเกิดเมืองนอนของท่านในแบบที่ยังมีลมหายใจ เมื่อเดินทางไปถึงโรงพยาบาลและได้พบกับคนที่ติดตามน้าเขยมาด้วยสามคนก็คือน้าสาว น้องสาว และน้าสาวอีกท่านหนึ่ง เมื่อได้พูดคุยกันแล้วผู้เขียนก็รู้สึกหนักใจและเศร้าใจเมื่อรู้ว่าอาการของน้าเขยหนักกว่าที่ผู้เขียนคาดคิด ผลตรวจออกมาค่อนข้างแน่ชัดว่าท่านเป็นมะเร็งที่ปอด และลามไปที่ตับกับต่อมน้ำเหลือง โดยเป็นระยะสุดท้ายแล้ว ถึงแม้ว่าสภาพร่างกายของน้าเขยจะค่อนข้างแย่ แต่สติสัมปชัญญะของท่านยังดีเยี่ยม และสามารถพูดคุยกันได้รู้เรื่อง เมื่อแพทย์ที่โรงพยาบาลรามาธิบดีได้ตรวจดูแล้ว ก็เรียกน้องสาวเข้าไปคุยเนื้อหาใจความหลักก็คงเป็นการแนะนำการดูแลตนเองไปตามสภาพ เพราะหมดทางเยียวยาแก้ไข

เมื่อเสร็จจากขั้นตอนของโรงพยาบาลแล้วน้าเขยและผู้ที่มาด้วยเตรียมตัวที่จะเดินทางกลับโดยได้ขอใช้รถพยาบาลจากโรงพยาบาลสมิติเวช ระหว่างที่เคลื่อนย้ายคนป่วยจากเตียงโรงพยาบาลเพื่อเข้าไปในรถพยาบาลนั้นเอง น้าเขยของผู้เขียนเกิดอาการโคม่าขึ้นมากะทันหัน ในช่วงเวลานั้นพยาบาลที่กำลังจะช่วยเคลื่อนย้ายผู้ป่วยต้องช่วยกันปั๊มหัวใจจนท่านฟื้นกลับขึ้นมาได้ เมื่อมีอาการเช่นนี้พยาบาลได้แนะนำว่าการนำน้าเขยเดินทางกลับสิงห์บุรีในสภาพเช่นนี้จะไม่ปลอดภัย ดังนั้นพวกเราจีงได้นำตัวน้าเขยเข้าพักที่ห้องไอซียูของโรงพยาบาลเจ้าพระยาที่ตั้งอยู่ใกล้บ้านของผู้เขียน ในช่วงเวลานี้ผู้เขียนได้มองเห็นถึงความเข้มแข็งและความเป็นผู้ใหญ่เกินอายุของน้องสาว เขาต้องคอยปลอบใจและปลุกขวัญพ่อเขาตลอดเวลา รวมทั้งให้กำลังใจแม่เขาเป็นบางครั้ง

น้าเขยเข้าัพักที่ห้องไอซียูของโรงพยาบาลแห่งนี้ได้เพียงหนึ่งคืน ท่านก็เรียกร้องอยากจะขอกลับบ้านเพื่อไปหาแม่ของท่านที่รออยู่ที่บ้าน บรรดาสมาชิกในครอบครัวของน้าเขยและครอบครัวของผู้เขียนเห็นดีด้วยและคิดว่าควรจะตามใจท่าน และก่อนที่ท่านจะถูกเคลื่อนย้ายออกจากโรงพยาบาลผู้เขียนได้ไปยืนชิดปลายเตียงของท่านร่วมกับน้าสาวและลูกของท่านทั้งสองคน ผู้เขียนต้องสารภาพว่านี่เป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนได้เห็นนาทีชีวิตแห่งความเป็นและความตาย เห็นสีหน้าเศร้าโศกและเจ็บปวดของสมาชิกในครอบครัวคนป่วยที่กำลังสูญเสียบุคคลที่เป็นที่รัก ได้ยินคำพูดปลุกปลอบให้คนป่วยได้รำลึกถึงพระธรรมคำสั่งสอน และให้รำลึกถึงคุณงามความดีที่ทำมาขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ตัวผู้เขียนเองก็ได้พูดคุยและปลุกปลอบใจน้าเขยให้รำลึกถึงคุณงามความดีด้วยใจที่สงบนิ่ง ในช่วงเวลานั้นน้าเขยของผู้เขียนยังสามารถพูดคุยได้ดี และมีสัมปชัญญะครบถ้วน ท่านยังหันมาถามผู้เขียนด้วยน้ำเสียงแหบแห้งว่าผู้เขียนจะเดินทางไปส่งท่านกลับบ้านด้วยหรือไม่ ผู้เขียนไม่ได้ตอบอะไรท่านออกไปเพราะรู้ว่าตนเองไม่สามารถสะกดกลั้นน้ำตาแห่งความเศร้าโศกเสียใจ และรังแต่จะทำให้ผู้ป่วยจิตใจไม่สงบ ทำให้น้องสาวต้องบอกพ่อเขาไปเบาๆ ว่า ผู้เขียนจะขับรถตามไป

ระหว่างที่โรงพยาบาลนำตัวน้าเขยออกมาจากห้องไอซียูเพื่อนำตัวท่านกลับไปบ้าน พ่อและแม่ของผู้เขียนได้เดินมาหาน้าเขยที่เตียง โดยพ่อได้ให้กำลังใจไปว่า "ใจสู้นะ" ส่วนแม่ของผู้เขียนอวยพรว่า "บูญรักษานะ" ซึ่งน้าเขยยังสามารถพูดตอบรับได้อย่างมีสติว่า "ครับ ครับ" ครอบครัวของผู้เขียนมาส่งน้าเขยและครอบครัวของท่านขึ้นรถของโรงพยาบาลเพื่อนำตัวท่านกลับไปพบแม่ของท่านที่รออยู่ที่บ้าน ผู้เขียนมองเขาเข็นเตียงของน้าเขยเข้าไปในรถพยาบาลด้วยใจที่โศกเศร้าเพราะรู้แน่แก่ใจว่าคงไม่ได้มีโอกาสพบกันอีกแล้ว เราสามคนพ่อ แม่ ลูก มองรถพยาบาลแล่นห่างออกไปเรื่อยๆ จนรถเี้ลี้ยวลับไปตรงประตูทางออกโรงพยาบาล

เราสามคนพ่อ แม่ ลูก กลับมาถึงบ้านได้ประมาณสองชั่วโมง น้องสาวก็โทรศัพท์เข้ามาที่มือถือของผู้เขียน ผู้เขียนยอมรับว่าไม่อยากได้ยินคำพูดจากน้องสาว กลัวว่าจะเป็นคำพูดในเรื่องที่ตนเองกำลังคิดอยู่ จึงชิงพูดขึ้นก่อนว่า "น้าเขาถึงบ้านแล้วใช่ไหม ได้พบคุณย่าแล้วใช่ไหม" คำตอบที่น้องสาวส่งมาตามสายโทรศัพท์คือเสียงร่ำไห้ เท่านี้ผู้เขียนก็รู้ได้ทันทีว่ามีอะไรเกิดขึ้น น้องสาวบอกว่าเมื่อรถพยาบาลแล่นมาถึงเขตจังหวัดสิงห์บุรีน้าเขยท่านก็สิ้นใจ ผู้เขียนคิดว่าน้าเขยท่านคงต้องมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะกลับไปเสียชีวิตที่บ้าน แต่เป็นที่น่าเสียดายแม้ว่าท่านจะมีใจสู้สักเพียงไหนท่านก็ไม่สามารถจะประคองร่างกายให้อยู่ยืดยาวจนกระทั่งพบหน้าแม่ที่ตั้งหน้าตั้งตารออยู่ที่บ้านได้ ผู้เขียนนำข่าวร้ายมาบอกพ่อและแม่ บ้านเราตกอยู่ในความเงียบและซึมเศร้า เพราะการเสียชีวิตของน้าเขยมันรวดเร็วมากจนเรารับไม่ทัน จากวันที่เรารับทราบข่าวจนกระทั่งถึงวันที่ท่านเสียชีวิตเพียงห้าวันเท่านั้น

จากทั้งหมดที่เขียนมานี้ทำให้ผู้เขียนต้องย้ำเตือนตัวเองให้เห็นถึงความไม่เที่ยงแท้ของชีวิต เราเหมือนยิปซีที่เร่ร่อนไปทั่ว ไม่สามารถลงหลักปักฐานที่ใดได้อย่างยั่งยืน คงต้องเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏ พบการเกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ต่อไป หากเราไม่สามารถทำจิตให้หลุดพ้นได้ตามคติความเชื่อของพุทธศาสนา ถึงตรงนี้ผู้้เขียนทำได้แต่ภาวนาให้จิตวิญญานของน้าเขยจงไปสู่ภพภูมิที่ดี และหมั่นบอกตัวเองเสมอว่าตัวเองก็ต้องพบกับความตายเหมือนกัน เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะตายแบบใดและตายตอนไหน แต่เรารู้ว่าจะเลือกใช้ชีวิตในปัจจุบันแบบไหนในอันที่จะส่งผลดีหรือไม่ดีต่อไปเมื่อเวลาแห่งความตายนั้นมาถึง ตามหลักเหตุและปัจจัยที่พระพุทธองค์กล่าวไว้ว่า ปัจจุบันเป็นผลของอดีตและเป็นเหตุของอนาคต

ขอบคุณภาพจาก http://www.amulet.in.th/forums/images/347.jpg

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2552

เปิดลิ้นชักความทรงจำที่แคนาดา ตอนพิเศษ: รำลึกถึงผู้เสียชีวิตเหตุการณ์ 9/11








ไม่น่าเชื่อว่าเหตุการณ์สะเทือนขวัญของชาวโลกรวมไปถึงความสะเทือนใจของญาติผู้สูญเสียในเหตุการณ์วินาศกรรมอาคารแฝด World Trade Center เมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2544 (ค.ศ. 2001) เกิดขึ้นมาครบรอบ 8 ปี แล้ว วันนั้นจำได้ว่าตามเวลาที่เมืองไทยเป็นช่วงค่ำๆ ผู้เขียนกำลังดูโทรทัศน์กับพ่ออยู่ สักครู่รายการโทรทัศน์ปกติก็ตัดเข้ารายงานสถานการณ์ด่วน โดยรายการทุกช่องรายงานข่าวเดียวกันพร้อมกับมีภาพเหตุการณ์ประกอบ ผู้เขียนดูรายงานข่าวด่วนนั้นด้วยความตกตะลึงและคาดไม่ถึงว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นจริง มันช่างเหมือนเรากำลังดูเหตุการณ์ในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด ภาพอาคารสูงที่สวยงามที่เป็นอาคารแฝด และเป็นแหล่งดึงดูดความสนใจจากนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้มาเที่ยวมหานครนิวยอร์ก กำลังถูกเครื่องบินพาณิชย์ลำหนึ่งบินพุ่งเข้าใส่ และอีกไม่กี่นาทีก็มีเครื่องบินอีกลำหนึ่งบินเข้าชนซ้ำ ทำให้อาคารที่ได้รับการขนามนามว่าเป็น landmark ของนครแห่งนี้พังถล่มลงมาพร้อมกับฝุ่นสีขาวที่ฟุ้งกระจายไปทั่วพื้นที่ พร้อมๆ กับความสูญเสียชีวิตของผู้คนที่อยู่ในอาคาร ที่อยู่บริเวณใกล้เคียง รวมไปทั้งชีวิตผู้บริสุทธิ์อีกไม่รู้กี่ร้อยคนในเครื่องบินสัญชาติอเมริกันสองลำนั้น และไม่นับรวมไปถึงทรัพย์สินที่เสียหายไปโดยไม่อาจประเมินค่าได้

ผู้เขียนมองเห็นภาพเหตุการณ์นั้นจากการรายงานข่าวโดยตลอด มันเหมือนมีก้อนอะไรแข็งๆ ติดอยู่ลำคอไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้ ความรู้สึกที่มีอย่างเดียวคือความสะเทือนใจ และใจก็หวนรำลึกไปถึงเมี่อต้นเดือนกันยายน พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) หรือก่อนหน้าเหตุการณ์โศกนาฎกรรมนี้หนึ่งปี นิวยอร์กในวันนั้นยังเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ และเป็นเมืองที่ไม่มีวันหลับที่ดึงดูดผู้คนและนักท่องเที่ยวจำนวนมากให้ไปเยือน แน่นอนที่สุดว่าในช่วงเวลานั้นมีผู้เขียนรวมอยู่ในจำนวนนักท่องเที่ยวเหล่านั้นด้วย โดยผู้เขียนมักใช้เวลาว่างจากการเรียน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นช่วงต้นหรือปลายๆสัปดาห์ เดินทางจากแคนาดาเข้าไปเที่ยวที่นิวยอร์กอยู่เนืองๆ เพราะการคมนาคมด้วยรถโดยสาร Greyhound สะดวกสบาย และระยะทางระหว่างโตรอนโตกับนิวยอร์กไม่ได้ไกลกันมาก และก็เป็นที่แน่นอนอีกเหมือนกันว่าผู้เขียนไม่มีวันพลาดที่จะไปเยี่ยมเยือน landmark ของนครแห่งนี้ก็คือ อาคารแฝด World Trade Center ตอนนั้นในอาคารแห่งนี้มีนักท่องเที่ยวมาเยือนเต็มไปหมด ผู้เขียนจำได้ว่าในช่วงเวลานั้นในอาคารแห่งนี้มีการแสดงรถยนต์ยี่ห้อหรูรุ่นใหม่ที่จัดแสดงสำหรับลูกค้าที่กระเป๋าหนัก และผู้สนใจทั่วไป โดยการจัดแสดงรถจัดอยู่ที่พื้นที่กลางแจ้งที่มีบริเวณกว้างขวางและเป็นพื้นที่อยู่ช่วงชั้นกลางๆ ของอาคาร โดยพื้นที่นี้ไว้ใช้เพื่อเป็นทางเดินเชื่อมระหว่างอาคารแฝดหนึ่งและสอง ในวันนั้นผู้เขียนไม่ได้สนใจรถ แต่สนใจสถาปัตยกรรมและการตกแต่งอาคารแห่งนี้มากกว่า อาคารนี้จัดได้ว่าเป็นอาคารที่คนอเมริกันเชื่อมั่นว่ามีระบบรักษาความปลอดภัยสูง และตัวอาคารมีความคงทนแข็งแรง สามารถทนทานต่อแรงระเบิดได้ไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า หากเกิดการก่อวินาศกรรมจากการวางระเบิด (ข้อมูลนี้ผู้เขียนได้มาจากการเดินตามไกด์ของกลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งที่กำลังอธิบายประวัติของอาคารแห่งนี้) แต่จะมีคนอเมริกันสักกี่คนที่จะคาดเดาถึงเหตุการณ์ในอนาคตได้ว่า การก่อวินาศกรรมจะมาในรูปแบบอื่นที่ทำให้อาคารแห่งนี้ต้องมีจุดจบในสภาพแบบนี้

ภาพตัวผู้เขียนที่กำลังโลดแล่นไปในอาคารแฝดแห่งนี้ รวมไปถึงภาพความสวยงามและโอ่อ่าของอาคาร World Trade Center เมื่อมองมาจากเรือของนักท่องเที่ยวบนแม่น้ำฮัดสัน ที่ใช้โดยสารระหว่าง South Ferry และเกาะเอลลิส กับเกาะลิเบอร์ตี้ที่เป็นที่ตั้งของเทพีเสรีภาพ ภาพการ์ดรักษาความปลอดภัยที่มีความเข้มงวดตรวจสัมภาระของนักท่องเที่ยวที่ต้องการขึ้นไปชมความสวยงามของอาคาร ภาพผู้คนที่ทำงานอยู่ในอาคารที่เดินขวักไขว่ที่เดินสวนไปมากับผู้เขียนยังติดตาผู้เขียนอยู่ไม่รู้เลือน พร้อมกับคำถามต่างๆ ที่วนเวียนอยู่ในหัวของผู้เขียน ในจำนวนผู้เสียชิวิตเหล่านั้นจะมีมากน้อยเพียงใดหนอที่เป็นคนที่ผู้เขียนเคยเดินสวนกับเขามาแล้ว หรือจะเป็นการ์ดรักษาความปลอดภัยของอาคารสักกี่คนที่ผู้เขียนเคยสนทนาโต้ตอบด้วย ไม่น่าเชื่อว่ามนุษย์จะสามารถเข่นฆ่ามนุษย์ด้วยกันเองได้โหดเหี้ยมถึงเพียงนี้

ความนึกคิดของผู้เขียนสะดุดลงตรงนี้ เมื่อพ่อหันมาพูดกับผู้เขียนเบาๆ ว่า “นี่ โชคดีแค่ไหนแล้วเราน่ะ ถ้าเหตุการณ์นี้มันเกิดเร็วขึ้นไปหนึ่งปี ป่านนี้เราจะไปอยู่ที่ไหนแล้ว ฮึ”
“นั่นน่ะซิ ถ้ามันเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ปีหนึ่งผู้เขียนจะไปอยู่ที่ไหนแล้ว” ผู้เขียนนึกถึงวันที่ 11 กันยายน 2543 วันนี้ของปีที่แล้ว ที่ตัวผู้เขียนเดินท่อมๆ อยู่ในนครใหญ่แห่งนี้
ผู้เขียนไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลานานอีกสักเท่าใด ที่ญาติๆ ของผู้เสียชีวิต รวมไปถึงชาวนิวยอร์กที่ประสบเหตุจะลืมเลือนเหตุการณ์นี้ไปได้ หรือไม่อาจลืมมันได้เลยจนชั่วชีวิต

RIP สำหรับทุกชีวิตที่สูญเสีย


9/11 video credit to youtube.com and Audio: Hands By Jewel Creator: Brian Bezalel (Skyracer90) and www.hymoo.com, NetworkLive

วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2552

Colours of the Wind



You think you own whatever land you land on
The Earth is just a dead thing you can claim
But I know every rock and tree and creature
Has a life, has a spirit, has a name
You think the only people who are people
Are the people who look and think like you
But if you walk the footsteps of a stranger
You'll learn things you never knew, you never knew

Chorus:
Have you ever heard the wolf cry to the blue corn moon
Or asked the grinning bobcat why he grinned
Can you sing with all the voices of the mountain
Can you paint with all the colours of the wind
Can you paint with all the colours of the wind

Come run the hidden pine trails of the forest
Come taste the sun sweet berries of the Earth
Come roll in all the riches all around you
And for once, never wonder what they're worth
The rainstorm and the river are my brothers
The heron and the otter and my friends
And we are all connected to each other
In a circle, in a hoop that never ends

Have you ever heard the wolf cry to the blue corn moon
Or let the eagle tell you where he's been
Can you sing with all the voices of the mountain
Can you paint with all the colours of the wind
Can you paint with all the colours of the wind

How high does the sycamore grow
If you cut it down
Then you'll never know

And you'll never hear the wolf cry to the blue corn moon
For whether we are white or copper skinned
We need to sing with all the voices of the mountain
We need to paint with all the colours of the wind

You can own the earth and still
All you own is Earth until
You can paint with all the colours of the wind

(Lyric Source: http://www.stlyrics.com/songs/v/vanessawilliams4042/colourofthewind574550.html) (Picture by: www.treehugger.com/2008/10/19-week)

วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เปิดลิ้นชักความทรงจำที่แคนาดา ตอน 5: เรื่องของคนกินยาก อยู่ยาก (2)

เมื่อตอนที่แล้วได้เล่าถึงความเชยของผู้เขียนในเรื่อง daylight saving time ในเรื่องนี้ได้ให้บทเรียนบางสิ่งบางอย่างแก่ตัวผู้เขียนเองในเรื่องการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ที่ไม่ใช่ประเทศไทยของเรา เมื่อพูดถึงเรื่องนี้แล้วก็อดที่จะพูดถึงปรากฏทางสังคมวิทยาที่ใครๆ มักจะกล่าวถึงกัน เมื่อคนคนหนึ่งจะต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ที่ไม่คุ้นเคย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไปใช้ชีวิตอยู่ในประเทศอื่นที่ต่างทั้งทางด้านวัฒนธรรม และความต่างในการใช้ภาษา นั่นก็คือ “culture shock” หรือความรู้สึกสับสนทางวัฒนธรรม เท่าที่รู้นี่ “culture shock” เกิดขึ้นได้กับทุกผู้ทุกคน มีมากบ้างน้อยบ้าง แต่ในที่สุดก็จะค่อยปรับตัวให้คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมใหม่ได้เอง แต่ก็มีบางคนเป็นมากถึงขนาดไม่สามารถที่จะปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้ มีอาการซึมเศร้า รู้สึกโดดเดี่ยว และอยากกลับบ้าน




ทีนี้สำหรับตัวผู้เขียนเองก็มีอาการ culture shock กับเขาเหมือนกัน ในช่วงที่เข้าเรียนคอร์สปกติที่ต้องเรียนรวมกับนักศึกษาแคนาเดียนอีก 19 คน โดยตัวผู้เขียนเป็นนักศึกษาต่างชาติเพียงคนเดียวในชั้น เมื่อแรกเริ่มเดิมทีนั้นผู้เขียนคิดว่าตนเองไม่น่าจะมีปัญหาในเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษนัก แต่เหตุการณ์มันไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ศัพท์แสง แสลงต่างๆ ทั้งอาจารย์ผู้สอน ทั้งเพื่อนนักเรียนใช้กันให้กระจายในห้องเรียน โอพระเจ้า ฉันจะรู้ จะตามทันไม๊เนี่ย ยิ่งเวลามีการแบ่งกลุ่มการทำงาน พวกเพื่อนเหล่านั้นใช้แสลง สำนวน แบบผู้เขียนพลิกตำราไม่ทัน ทำเอาเครียดไปช่วงเดือนสองเดือนแรกเลย แต่ก็ดีอยู่อย่างที่เพื่อนๆ เข้าใจ บางครั้งเวลาเห็นเราทำหน้างง ก็จะขยายความโดยใช้ศัพท์ที่เรารู้มาอธิบายให้เราเข้าใจ

เรื่องการใช้ภาษานั่นก็อย่างหนึ่ง เรื่องอาหารการกินก็เป็นปัญหาของผู้เขียนอีกอย่างหนึ่ง คนที่รู้จักผู้เขียนดีเนี่ย จะรู้ว่าผู้เขียนเป็นคนค่อนข้างกินยาก จะเน้นแต่อาหารไทย ขนมก็ต้องเป็นขนมไทย พวกกล้วยบวชชี กล้วยเชื่อมทั้งหลาย แล้วที่นี้พอไปอยู่ที่แคนาดาแล้ว จะหาอาหารไทยที่ไหนกินได้ทุกมื้อๆ ถึงแม้ว่าแคนาดาจะได้ชื่อว่าเป็นประเทศพหุวัฒนธรรม หรือมีความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม และมีอาหารหลากหลายเชื้อชาติ ดังนั้นการปรับตัวให้สามารถกินอาหารที่ขายใน Cafeteria ของ College ได้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง นี่เองจึงเป็นที่มาของการฝากท้องไว้กับร้าน Tim Hortons อยู่ทุกมื้อทุกคราว เพราะร้าน Tim มีอยู่ทั่วไปทุกหัวระแหงของแคนาดา พูดง่ายๆ ก็เหมือน McDonalds นั่นเอง







ร้านอาหารสไตล์แคนาเดียนอีกร้านหนึ่งที่ผู้เขียนชอบมากคือ Swiss Chalet ร้านนี้จะขายไก่ย่างเป็นหลัก และก็ยังมีอาหารอีกหลากหลายประเภทไว้บริการลูกค้า ร้าน Swiss Chalet นี้เป็นร้านที่ผู้เขียนเต็มใจมาใช้บริการเป็นอย่างยิ่งเพราะรสชาติถูกอกถูกใจ พอจะกล้อมแกล้มไม่ให้คิดถึงไก่ย่างวิเชียรบุรี ไก่ย่างห้าดาวของบ้านเราไปได้บ้าง :) แต่ที่เด็ดไปกว่านั้นก็คือของหวานของที่ผู้เขียนไม่เคยลืมเลือนรสชาติจนกระทั่งบัดนี้นั่นก็คือ พายมะนาว (Lemon Meringue Pie) เขาทำได้อร่อยมากขอบอก ผู้เขียนคิดว่าร้านอาหาร typical Canadian สองร้านนี้มีคุณูปการแก่ตัวผู้เขียนเป็นอย่างยิ่งในฐานะแหล่งเสบียงหลักของผู้เขียนตลอดระยะเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่ที่แคนาดา





แต่อย่างไรก็แล้วแต่อาหารเหล่านั้นก็ยังไม่สามารถสู้อาหารที่พ่อของผู้เขียนทำเอาไว้ให้มากินที่นี่ช่วงวันสองวันแรก นั่นก็คือผัดพริกขิงถั่ว ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผ่านด่านมาได้ยังไง พ่ออุตส่าห์แพ็คมาให้อย่างดี พอมาถึงก็เข้าช่อง freeze ไว้ ช่วยบรรเทาความคิดถึงอาหารไทยไปได้หลายมื้อเชียวละ เวลากินไปน้ำตาก็รื้นไปคิดถึงพ่อกับแม่ที่บ้าน เฮ้อตอนท้ายนี้เรื่องมันเศร้า เกิด homesick ขึ้นมาเฉยๆ ซะยังงั้น

ขอบคุณภาพจาก

www.cartoonstock.com/.../c/culture_shock.asp
www.squidoo.com/tim_hortons
www.buffalorising.com/.../2009/05/
toronto.ibegin.com/.../pictures/3973.html
dealcetera.com/.../