วันเสาร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2554

เริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ ในวันปีใหม่

ที่จริงตั้งใจว่าจะว่างเว้นการเขียนบล็อกในช่วงนี้เพราะไม่ค่อยจะมีเวลาเท่าไหร่ สาเหตุก็มาจากเรื่องการเตรียมตัวไปเที่ยวตามที่เล่าไปเมื่อครั้งที่แล้ว แต่ไหนๆ ใครๆ ทั่วบ้านทั่วเมืองเขาก็ให้ความสำคัญกับการเริ่มต้นวันใหม่ในปีใหม่ ก็เลยขอตามกระแสไปด้วยถึงแม้ว่าในความรู้สึก วันที่ ๑ มกราคม ของทุกๆ ปี ก็คือวันธรรมดาอีกวันหนึ่งที่เราต้องดิ้นรนใช้ชีวิตกันในโลกใบนี้ต่อไป จะเลือกทำดีหรือทำไม่ดีในวันไหนๆ ก็เหมือนกัน

สำหรับหลายๆ คน ก็เลือกเอาวันที่ ๑ มกราคม เป็นวันเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ ให้กับชีวิต สำหรับตัวผู้เขียนเองก็ตั้งเป้าหมายไว้เหมือนกันว่าสำหรับปีนี้อยากจะสร้างความมีวินัยสำหรับการออมเงินให้มากขึ้น หลังจากปีที่ผ่านมาใช้จ่ายเงินไปค่อนข้างมากกับเรื่องที่ดูไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย แต่ยังดีว่าสักสองสามปีที่ผ่านมาผู้เขียนได้จัดระบบการเก็บเงินที่มีประสิทธิภาพและมีวินัยมากขึ้น แต่ไม่ใช่การออมเงินในบัญชีธนาคาร แต่เป็นการสร้างวินัยในการออมเงินแบบหนึ่งของคนวัยทำงานอย่างผู้เขียน นั่นก็คือ "การลงทุนในกองทุนหุ้น และกองทุนรวม"



หลายๆ ท่านที่เป็นผู้รักการออมเงินแบบฝากเงินในธนาคารและรอส่วนกำไรจากดอกเบี้ย ฟังดังนี้แล้วก็อาจจะคิดว่าผู้เขียนมั่นใจได้อย่างไรว่าการลงทุนในกองทุนหุ้นและกองทุนรวมแบบนั้นคือการมีวินัยในการออมเงิน มันคือเอาเงินไปเสี่ยงชัดๆ เพราะก่อนลงทุนเขาก็บอกอยู่แล้ว การลงทุนแบบนี้มีความเสี่ยงและไม่ประกันเงินต้น ความเข้าใจที่ว่าเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องแต่ยังไม่ทั้งหมดเสียทีเดียวเพราะเรามีวิธีการลดความเสี่ยงของการลงทุนแบบนั้น

ผู้เขียนเคยคุยกับคนรู้จักหลายๆ คนเกี่ยวกับการลงทุนแบบนี้ ซึ่งคนรู้จักเหล่านั้นค่อนข้างสนใจวิธีการที่ผู้เขียนใช้อยู่ อันที่จริงก็ไม่ใช่วิธีการที่ใหม่อะไรเลย มีคนจำนวนมากที่เขาใช้กันมาแล้ว นั่นก็คือวิธีการที่เขาเรียกว่า "การลงทุนแบบเฉลี่ยต้นทุน หรือภาษาอังกฤษที่ว่า Dollar Cost Averaging" ซึ่งวิธีการลงทุนแบบนี้อาจจะมีผู้อ่านหลายท่านที่อยู่ในแวดวงการลงทุนใช้อยู่ก็เป็นได้ ถ้าท่านไหนสนใจวิธีการเช่นนี้ก็สามารถหาความรู้ได้ในบทความ บทวิเคราะห์ของกูรูและผู้รู้ได้อย่างง่ายดายในอินเตอร์เนต ผู้เขียนคงไม่สามารถนำมาบอกเล่าได้เพราะความรู้ยังแค่หางอึ่ง แต่ที่อาจจะพอเล่าประสบการณ์ที่ใช้วิธีการบริหารการลงทุนแบบนี้มีที่มาที่ไปก็คือว่า เมื่อสมัยช่วงวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินเมื่อปี ๒๕๔๐ ครอบครัวของผู้เขียนได้รับผลกระทบพอสมควรจากวิกฤตการณ์นี้เพราะแม่ของผู้เขียนเขามีเงินออมจำนวนหนึ่งในกองทุนหุ้นเหล่านั้น พอเกิดวิกฤตการณ์นี้ขึ้น เงินจำนวนที่ว่ามูลค่าของมันลดไปครึ่งหนึ่งเลย ทำเอาแม่ของผู้เขียนกินไม่ได้นอนไม่หลับไปพักใหญ่ เพราะจริงๆ ครอบครัวของเราไม่ใช่คนร่ำรวยอะไร มีฐานะปานกลาง เงินจำนวนที่ว่าแม่เขาเก็บหอมรอมริบไว้นาน พอมูลค่าของมันร่วงซะแบบนั้น เป็นใครๆ ก็กลุ้มใจเป็นธรรมดา แต่แม่เขาก็ไม่ได้ขายกองทุนนั้นทิ้งไป รอเวลาให้ทอดนานออกไปหวังว่าเหตุการณ์จะกลับมาดีขึ้นมูลค่าของกองทุนนั้นจะกลับมาแตะเพดานเหมือนเมื่อตอนแรกซื้อใหม่ๆ แต่มันก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น จนแม่เขาขี้เกียจจะสนใจกองทุนนั้นแล้ว เขาก็เลยยกให้ผู้เขียนเป็นเจ้าของกองทุนนั้นเองจะทำอย่างไรต่อกับเจ้ากองทุนนี้ก็ตามใจ

เลยทำให้คนอย่างผู้เขียนที่ไม่ได้สนใจและมีความรู้เรื่องหุ้นกองทุนรวมอะไรสารพัดอย่างมาตั้งแต่ต้น ต้องมานั่งเรียนรู้เรื่องที่ว่าเพราะสถานการณ์บังคับ พอศึกษาไปศึกษามาก็เออแน่ะ มันก็น่าสนใจอยู่เหมือนกัน แต่ด้วยความที่ไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นแมงเม่าบินเข้ากองไฟที่เขาชอบว่ากันสำหรับพวกคนเล่นหุ้นแบบไม่บันยะบันยัง อยากได้กำไรเยอะๆ แต่ผลสุดท้ายเห็นเจ๊งกันมาหลายราย ผู้เขียนก็เลยศึกษาว่าเขามีวิธีการยังไงที่จะลดความเสี่ยงการใช้เงินลงทุนไปกับสิ่งเหล่านี้ ก็ไปเห็นมาว่าเขาใช้วิธีการ "เฉลี่ยต้นทุน" อย่างที่ว่า ซึ่งโดยหลักการก็คือว่าผู้ลงทุนจะต้องลงทุนสม่ำเสมอเป็นประจำและระยะเวลาการลงทุนต้องอยู่ในช่วงปานกลางและระยะยาว" ในกรณีของผู้เขียนเลือกเปิดพอร์ตการลงทุนใหม่โดยอาศัยเงินจากการตัดขายหุ้นจำนวนหนึ่งของกองทุนเดิมของแม่ โดยมาซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาวหรือที่ใครๆ รู้จักกันดีว่า Long Term Equity Fund หรือ LTF ซึ่งกองทุนนี้ดีสำหรับคนทำงานในแง่ของการลดหย่อนภาษีได้ด้วย แต่มีเงื่อนไขว่าผู้ลงทุนต้องถือครองกองทุนนี้เป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่าห้าปีปฏิทิน ถ้าไม่เช่นนั้นต้องคืนเงินที่ได้รับการลดหย่อนภาษีคืนให้หมด

ท่านผู้อ่านจะสังเกตได้ว่าในช่วงใกล้สิ้นปี บริษัทหลักทรัพย์ทั้งหลายจะโหมโฆษณาแคมเปญทั้งหลายเพื่อชักชวนให้คนมาซื้อ LTF ของบลจ.ของตัวเองให้เยอะๆ และก็อีกเหมือนกันมีผู้ลงทุนจำนวนไม่น้อยก็มาโหมทุ่มเงินก้อนจำนวนมากเพื่อมาซื้อ LTF นี้ แต่ในกรณีของผู้เขียนได้ลงทุนกับ LTF ของบลจ. แห่งหนึ่งมาสามปีแล้ว โดยอาศัยหลักการลงทุนเฉลี่ยต้นทุนที่ว่า โดยให้ บลจ.หักเงินจากบัญชีธนาคารทุกเดือนๆ ละจำนวนเท่าๆ กันเพื่อซื้อหุ้นใน LTF โดยในแต่ละเดือนจำนวนหุ้นจะได้ไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับมูลค่าของหุ้นในแต่ละเดือน ซึ่งมาถึง ณ ขณะนี้มูลค่าของความอดทนที่ใช้เงินออมไปกับกองทุนนี้ทุกๆ เดือนจนล่วงเข้าปีที่สี่มานี้แล้ว ผู้เขียนได้รับเงินกำไรมาจำนวนถึง ๖๕% ของเงินต้นที่ลงทุนมาทั้งหมด ซึ่งถือว่าเป็นมูลค่าที่น่าพอใจไม่ใช่น้อย และที่ดีมากขึ้นไปอีกก็คือได้รับเงินปันผลด้วยหากในช่วงปีที่ผ่านมากองทุนมีผลการดำเนินงานที่ดี แต่ก็ใช่ว่าวิธีแบบนี้จะสร้างกำไรอย่างเดียว ความเสี่ยงในการขาดทุนก็มีบ้างแต่ตามความเห็นของผู้เขียนคิดว่ามีน้อยกว่า หากผู้ลงทุนไม่ตื่นตกใจไปกับสถานการณ์ในช่วงนั้น ให้ใช้ความอดทนลงทุนไปเรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งก็เป็นการสร้างวินัยในการออมเงินไปในตัว เพราะหากช่วงเวลาไหนสถานการณ์ดีขึ้น ท่านจะเห็นผลของความมีวินัยในการออมเงินก้อนนั้นทันทีเลย

ผู้อ่านท่านไหนที่สนใจก็หาอ่านข้อมูลที่มีอยู่ทั่วไปว่า "การลงทุนแบบเฉลี่ยต้นทุน" คืออะไร และเขาทำกันอย่างไร เพียงแค่พิมพ์ค้นหาคำว่า Dollar Cost Averaging แค่นี้ข้อมูลมาเพียบ

ปีใหม่นี้ก็ขอให้ผู้อ่านทุกท่านมีชีวิตที่ราบรื่น มีความสุขสมหวังและประสบความสำเร็จกับเป้าหมายดีๆ ที่ตั้งใจไว้ว่าจะทำในปีนี้และปีถัดไป รวมไปถึงขอให้เผื่อแผ่ความรักความเมตตาและปัจจัยกับผู้ที่ยังขาดและต้องการการแบ่งปันจากคนอย่างเราๆ ที่มีความพร้อมสมบูรณ์มากกว่า








photos credit to: http://www.intell.rtaf.mi.th/intellFilesUpload/intellnews/49034-01.jpg

วันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เตรียมตัว backpack อีกครั้ง

ห่างหายไปนานกับการเข้ามาเขียนบล็อกของตัวเอง หายไปเป็นเดือนๆ จนแทบจะเป็นบล็อกร้างไปเลย แต่ก็ยังดีใจว่ายังมีคนหลงเข้ามาอ่านเรื่อยๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศซึ่งรวมถึงในแคนาดาด้วย ผู้อ่านหลายท่านอาจจะสงสัยว่าผู้เขียนทราบได้อย่างไรว่ามีผู้อ่านจากส่วนไหนของโลกเข้ามาอ่าน ก็ขอเรียนให้ทราบเสียตรงนี้เลยว่า blogger เขามีแผงควบคุมที่แสดงให้เจ้าของบล็อกทราบสถิติคนเข้ามาชมบล็อกกับทราบถึงสถานที่ว่าผู้เข้ามาเยี่ยมชมบล็อกนั้นใช้คอมพิวเตอร์มาจากส่วนไหนของโลก ยังไงก็แล้วแต่ก็ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมชมบล็อกนี้โดยจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

อันที่จริงว่าจะเขียนเรื่องที่เกี่ยวกับแคนาดาต่อ แต่เป็นเพราะว่าช่วงนี้นอกเหนือจากเรื่องงานแล้ว ที่เข้ามามีส่วนทำให้ชีวิตผู้เขียนยุ่งขึ้นไปอีกคือการเตรียมตัวไป backpack อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ไปไกลหลายประเทศเลย และก็ไม่ใช่การเดินทางคนเดียวเหมือนครั้งที่ผ่านมา แต่ไปกันหลายคนก็ไม่ใช่ใครอื่นไกลพี่ๆ ที่ทำงานอยู่กระทรวงเดียวกันนั่นเลย




กำหนดการที่วางแผนไว้คือเดินทางไปในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนเมษายน ๒๕๕๔ เบ็ดเสร็จก็ขอลางานเฉพาะวันทำการก็สิบเอ็ดวัน แต่รวมๆ แล้วใช้เวลาไปเที่ยวยี่สิบสองวัน (เพราะมีวันหยุดพิเศษบ้าง เสาร์อาทิตย์บ้าง) สำหรับประเทศที่จะไปคืออังกฤษ ฝรั่งเศส สวิส ออสเตรีย สาธารณรัฐเชค และสุดท้ายคือฮังการี อาจจะมีผู้อ่านบางท่านสงสัยว่าจะเดินทางตั้งปีหน้าโน้น ทำไมรีบร้อนเตรียมตัวกันตั้งแต่ตอนนี้ ก็เลยอยากจะแบ่งปันข้อมูลที่พอจะทราบกับประสบการณ์ที่ตัวเองเคยพบมาว่า การเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศในแบบฉบับของผู้เขียนที่มีงบประมาณแบบจำกัดจำเขี่ย (เป็นข้าราชการจนๆ แต่อยากไปเที่ยวยุโรปกับเขาบ้าง แบบไปเที่ยวจริงๆ ไม่ใช่ไปทำงาน) จะต้องเตรียมตัวกันตั้งแต่เนิ่นๆ อย่างแรกก็คือค่าใช้จ่ายยานพาหนะระหว่างประเทศ เช่น เครื่องบิน รถไฟ เหล่านี้ถ้าซื้อล่วงหน้าเป็นเวลานานจะมีค่าใช้จ่ายที่ถูกมาก

สำหรับกรณีของกลุ่มผู้เขียนนั้นในขณะนี้มีความคืบหน้าไปมาก โดยเริ่มตั้งแต่การซื้อตั๋วเครื่องบินเมื่อเดือนพฤศจิกายน โดยซื้อตั๋วของสายการบินอียิปต์แอร์แบบ multi-destination แบบราคาถูกสุดราคาสองหมื่นเก้า (มีใครบางคนในกลุ่มร้องอุทานว่า พระเจ้า ไปยุโรปเนี่ยนะราคาสองหมื่นเก้า นั่นแนะฟังไม่ผิดหรอกสองหมื่นเก้า เงื่อนไขอะไรของสายการบินก็ดูหมดแล้ว อายุตั๋วหนึ่งปี คืนตั๋วได้ เปลี่ยนได้แต่มีค่าปรับในอัตราที่เรารับกันได้ ข้อสำคัญสายการบินนี้เขาสะสมไมล์รอยัลออร์คิดพลัสของการบินไทยได้ด้วยเพราะเป็น star alliance members แต่ข้อควรระวังอย่างหนึ่งคือวันเดินทางต้องไปเช็คอินล่วงหน้านานๆ หน่อย มากกว่าสองชั่วโมงได้ยิ่งดี เพราะกลัวเรื่อง over booking จริงๆ เลย ถ้าท่านผู้อ่านท่านไหนไม่ทราบเรื่อง over booking วันหลังจะนำมาเล่าให้ฟัง)




สำหรับกำหนดการก็นั่งอียิปต์แอร์ที่สุวรรณภูมิไปแวะที่ไคโรสักสองสามชั่วโมงจากนั้นก็ต่อไปฮีทโธรว์ จากนั้นอยู่เที่ยวลอนดอนกับเมืองใกล้เคียงสี่วัน จากนั้นนั่งยูโรสตาร์จากสถานีเซ็นแพนคราสของลอนดอนไปประมาณสองชั่วโมงเศษๆ เพื่อไปเที่ยวปารีส อยู่เที่ยวปารีสสามสี่วัน ต่อไปสวิสไปอินเตอลาเคนหรือเมืองใกล้เคียงเพื่อจะไปขึ้นจุงเฟรา จากจุงเฟราต่อไปซูริค เพื่อนั่งรถไฟแบบ night train เพื่อไปถึงเวียนนาในตอนเช้า แล้วออกเที่ยวเลย อยู่เที่ยวเวียนนาอีกสามวันไปปรากกับเชสกี้ครุมลอฟของประเทศเชค จากนั้นก็มาจบที่บูดาเปสต์ของฮังการี แล้วก็ขึ้นเครื่องอียิปต์แอร์ที่บูดาเปสต์นี่แหละกลับกรุงเทพฯ ฟังดูเหมือนง่ายๆ แต่ก็ต้องเตรียมตัวเยอะเหมือนกัน

มาถึง ณ ขณะนี้ทุกคนในกลุ่มได้รับอนุมัติวีซ่าของอังกฤษเรียบร้อยแล้ว รวมไปถึงซื้อตั๋วของยูโรสตาร์ในราคาที่ผู้เขียนพอใจสุดๆ คนละสามสิบเก้าปอนด์ คิดเป็นเงินไทยก็ไม่ถึงสองพันบาท ตั๋วยูโรสตาร์เนี่ยเป็นสาเหตุหลักเลยที่ผู้เขียนต้องรีบดำเนินการอะไรต่อมิอะไรล่วงหน้านานๆ เพราะราคาค่าตั๋วจะเขยิบสูงขึ้นเรื่อยๆ หากไปซื้อใกล้วันเดินทาง ราคาเป็นหมื่นบาทก็ยังเคยเห็น



ดังนั้นเลยต้องขออภัยสำหรับบางท่านที่อาจจะอยากอ่านเรื่องเล่าเกี่ยวกับแคนาดา คงต้องขอติดเอาไว้ก่อน คงจะไม่เกินเดือนหน้าการเตรียมตัวเรื่องการเดินทางครั้งนี้น่าจะสำเร็จลุล่วงไปได้เยอะ และทำให้ผู้เขียนมีเวลาแบบสบายๆ มานั่งเขียนเล่าเรื่องความประทับใจในช่วงเวลาที่อยู่ที่แคนาดา รวมทั้งในปีหน้าอาจจะมีประสบการณ์การเดินทางครั้งใหม่มาเล่าสู่กันฟังอีกก็ได้





photos credit to: http://www.showded.com/myprofile/mainblog.php?user=pimaksorn&jnId=67006, http://www.arabiansupplychain.com/article-4262-egyptair-to-commence-copenhagen-flights/, http://www.skyscrapercity.com/showthread.php?p=54393857

วันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ทรงพระเจริญ (Long Live My Beloved King)




ทรงพระเจริญ Long Live My Beloved King

หมายเหตุ:ช่วงนี้ผู้เขียนไม่ค่อยมีเวลาว่างมาอัพเดทบล็อกเลย เพราะนอกจากจะยุ่งเรื่องงานแล้ว ยังมีแผนการที่จะเป็นหัวหน้าแบ็คแพ็คเกอร์เพื่อไปยุโรปกับบรรดาพี่ๆ ในกระทรวงแรงงานในเดือนมีนาคมปีหน้า ก็เลยวุ่ยวายอยู่กับการเตรียมจัดการหลายอย่าง เลยยังไม่มีเวลามานั่งเขียนเรื่องการใช้ชีวิตที่แคนาดา คงต้องประมาณปลายเดือนนี้น่าจะเข้าที่เข้าทางแล้วมีเวลามาเขียนอะไรต่อมิอะไร แต่อย่างไรก็ตามถึงจะไม่มีเวลากับบล็อกตัวเองนัก แต่ที่ขาดไม่ได้คือการเขียนถึงพระเจ้าอยู่หัวอันเนื่องเป็นคล้ายวันพระราชสมภพของท่าน โดยมีพระชนมายุครบ ๘๓ พรรษาแล้ว ผู้เขียนเห็นท่านมีพระพักต์สดชื่นแจ่มใสดีก็รู้สึกดีใจอย่างมากแล้ว ในวาระที่เป็นมงคลเช่นนี้พรใดที่พระองค์ท่านได้พระราชทานแก่พสกนิกรของพระองค์ ได้แก่

"บ้านเมืองของเราเป็นปึกแผ่นร่มเย็นปกติสุขมาช้านาน เพราะเรามีความยึดมั่นในชาติ และต่างร่วมมือร่วมมือร่วมแรงใจกันทำหน้าที่โดยนึกถึงประโยชน์ ส่วนรวมของชาติเป็นเป้าหมายสำคัญสูงสุด ท่านทั้งหลายในสมาคมนี้ ตลอดจนคนไทยทุกหมู่เหล่า จึงควรทำความเข้าใจในหน้าที่ของตนไว้ให้กระจ่าง และนำไปปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ด้วยความไม่ประมาท และด้วยความมีสติรู้ตัวอยู่เสมอ เพราะการกระทำโดยประมาท ขาดความรอบคอบ เป็นเหตุให้เกิดความผิดพลาด เสียหายในหน้าที่และการกระทำโดยขาดสติยั้งคิด ขาดเหตุผล เป็นเหตุให้เกิดหลงลืมความกลัว ทำให้กระทำสิ่งที่มิใช่หน้าที่โดยชอบได้ ซึ่งเป็นอันตรายมาก อาจจะนำความเสื่อมสลายมาสู่ตนเองตลอดทั้งประเทศชาติได้ จึงขอให้ทุกคน ได้สังวรณ์ระวังให้มากและประคับประคองกาย ใจ ให้เที่ยงตรง หนักแน่น ในอันที่จะปฏิบัติภารกิจตามเหตุผลของตนให้ถูกต้องตามหน้าที่ เพื่อความมั่นคงและเพื่อประโยชน์สุขอันยั่งยืนของชาติไทยเรา

ขออำนาจแห่งคุณพระรัตนตรัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครองรักษาท่านให้ปราศจากทุกข์ปราศจากภัยและอำนวยสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลให้สำเร็จผลขึ้นแก่ท่านทั่วหน้ากัน”


ผู้เขียนที่ในฐานะพสกนิกรและข้าราชการที่หมายความถึงข้าของพระราชา ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมในการนำพระบรมราโชวาทดังกล่าวมาปฏิบัติเพื่อการเป็นข้าราชการที่ดี รวมทั้งขอถวายพระพรนั้นกลับคืนแก่พระองค์ท่านให้เป็นร้อยเท่าทวีคูณ "ขออำนาจแห่งคุณพระรัตนตรัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์คนไทยเคารพนับถือ รวมทั้งพระสยามเทวาธิราช จงปกปักรักษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากภัย และทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน"

photo credit to Manager Online

วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553

เปิดลิ้นชักความทรงจำที่แคนาดา ตอน 18: อย่าไว้ใจทางอย่าวางใจคน (แม้จะเป็นคนชาติเดียวกันก็เถอะ)

เมื่อตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้เล่าเรื่องที่เกี่ยวกับภัยธรรมชาติที่มักจะเกิดขึ้นในแคนาดา พอเล่ามาถึงตอนนี้แล้วก็เลยอยากจะเล่าให้ต่อเนื่องถึงภัยอีกอย่างหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ นั่นคือภัยที่มาจาก "คน"

เปล่า ในที่นี้ผู้เขียนไม่ได้กำลังจะเล่าถึงภัยที่มาจากคนเชื้อชาติ สัญชาติแคนาดาแต่อย่างใด แต่เป็นเชื้อชาติและสัญชาติเดียวกันกับผู้เขียนและผู้อ่านทุกท่านก็คือ "คนไทยเรานั่นเอง"

ตลอดเวลาที่อยู่ที่แคนาดาผู้เขียนไม่เคยรู้สึกวิตกกังวัลเกี่ยวกับเรื่องอาชญากรรมที่มีที่มาจากคนแคนาดาเลย เป็นเพราะว่าแคนาดาเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยสูงที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง ดังนั้นเมื่อช่วงใดช่วงหนึ่งที่เกิดคดีอาชญากรรมขึ้นมา ไม่ว่าคดีนั้นๆ จะ้เกิดขึ้นที่ใดในประเทศ จะได้รับความสนใจและเป็นที่กล่าวขานโจษจันกันอย่างมากในสังคมของแคนาดา อย่างเช่น คดีฆาตกรรมนักศึกษาชาวไต้หวันในโตรอนโต มณฑลออนตาริโอ คนที่มณฑลบริติชโคลัมเบีย ซึ่งอยู่กันคนละฟากกับมณฑลออนตาริโอ ก็นำคดีนี้ไปโจษขาน เป็น talk of the town อยู่นานเชียวละ เพราะประเทศเขาไม่ค่อยคุ้นเคยกับคดีฆ่าโหดๆ แบบนี้ แต่้ถ้าเป็นบ้านเรา ขึ้นหน้าหนึ่งวันเดียว วันรุ่งขึ้นมีคดีใหม่ให้ได้รับความสนใจกันอีกแล้ว ดังนั้นเวลาที่ผู้เขียนไปไหนต่อไหนมา แล้วกลับบ้านดึกมากๆ บางทีเดินคนเดียวตอนดึกๆ บนถนนที่มีแค่ไฟสลัวๆ ก็ไม่ค่อยรู้สึกกลัว หรือกังวลแต่อย่างใด

แต่ที่จะเล่าต่อไปนี้ขอบอกว่าเป็นประสบการณ์หนึ่งที่อยากจะนำมาเล่าสู่กันฟัง เผื่อว่าท่านใดที่ต้องไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศอย่างผู้เขียน ไม่ว่าจะเป็นประเทศใดก็ตามจะได้ระมัดระวังกันไว้

เมืองที่ผู้เขียนไปใช้ชีวิตอยู่คือเมืองแบร์รี่ ซึ่งอยู่ห่างจากโตรอนโตไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณเก้าสิบกิโลเมตร





ด้วยความที่ว่าเมืองนี้เป็นเมืองที่ไม่ค่อยใหญ่นัก และเมืองนี้ไม่ได้เน้นไปในเรื่องการทำธุรกิจ แต่จะไปเน้นเรื่องการท่องเที่ยว เพราะมีทะเลสาปและก็สถานที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับคนเมืองมาตากอากาศเวลาหน้าร้อน และมาเล่นสกีตอนหน้าหนาว ดังนั้นแบร์รีก็เลยไม่มีสังคมชาวไทยไปทำธุีรกิจจำพวกร้านอาหารอะไรทำนองนี้ ส่วนใหญ่จะไปอยู่ที่โตรอนโตกัน ดังนั้นผู้เขียนพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าในเมืองนี้ทั้งเมืองมีคนไทยอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้นคือตัวผู้เขียนเอง ในช่วงเวลานั้นร้านอาหารของคนเอเชียมีจำนวนไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นร้านคนจีนและเกาหลีที่มีอยู่ตามฟู้ดคอร์ทในห้างสรรพสินค้า รสชาติก็พอประทังไปได้ ทั่วทั้งเมืองมีร้านอาหารไทยอยู่ร้านเดียวชื่อร้าน "Royal Thai Cuisine" และก็ไม่ใช่ร้านของคนไทยแต่เจ้าของเป็นคนลาว

ร้านที่ว่านี้ตั้งอยู่ห้าแยกกลางใจเมือง หรือที่ชาวเมืองที่นี่เรียกว่า five points ซึ่งเป็นทำเลที่ดีมาก อาคารบริเวณนี้เป็นอาคารเก่าแก่ที่รัฐบาลเขาอนุรักษ์เอาไว้ โดยเมื่อปลายปี ค.ศ. 2007 อาคารแถวนี้รวมทั้งร้านอาหารไทยร้านนี้ด้วยโดนไฟไหม้หมด โดยต้นเพลิงตามข่าวของ CBC บอกว่ามาจากครัวร้านอาหารไทยแห่งนี้



ภาพข้างล่างเป็นบริเวณ 5 points ก่อนถูกไฟไหม้ จะสังเกตเห็นว่าร้านอาหารไทยตั้งอยู่ตรงหัวมุม


ร้านอาหารไทยที่ว่าผู้เขียนไปใช้บริการเป็นบางครั้งบางคราว เวลาที่คิดถึงอาหารที่บ้าน แรกเริ่มเดิมทีเจ้าของร้านที่เป็นชาวลาวเขาทำหน้าที่สองตำแหน่งคือเจ้าของร้าน กับพ่อครัว โดยมีลูกสาวเป็นคนเสริฟ หลังๆ ที่สังเกตเห็นเมื่อมีแขกมาใช้บริการมากขึ้น เขาก็เริ่มจ้างนักศึกษา Georgian มาเป็นพนักงานเสริฟ ซึ่งต่อมาตาคนพ่อเริ่มจะทำอาหารไม่ทันลูกค้า เพราะมีทั้งลูกค้าที่นั่งทานที่ร้าน และก็ take out เอาเป็นว่าขายดีจนทำไม่ทัน เขาก็จ้างคนครัวเพิ่มอีกคนซึ่งเป็น "คนไทย"

"คนครัวคนไทย" คนนี้มาทำงานที่ร้านอาหารไทยแห่งนี้หลังจากที่ผู้เขียนอยู่ที่แบร์รีได้เกือบครึ่งปีเห็นจะได้ เป็นอันว่าช่วงเวลานี้เมืองนี้ก็มีคนไทยสองคนคือผู้เขียนกับ "คนครัว" คนนี้ ช่วงแรกที่ได้พบกันก็เป็นความรู้สึกเหมือนคนทั่วไปที่จากบ้านเกิดมา แล้วมาพบคนบ้านเดียวกันย่อมจะดีใจพูดคุยกันถูกคอ ดีใจที่มีโอกาสได้พูดภาษาไทยกับคนอื่นได้บ้าง แรกๆ ก็คุยกันเรื่องทั่วๆ ไป สอบถามกันว่าเป็นใครมาจากไหน บ้านอยู่จังหวัดอะไร มาทำอะไรที่นี่ บทสนทนาก็จะเป็นประมาณนี้

พอหลังๆ เริ่มคุ้นเคยมากขึ้น รวมทั้ง "คนครัว" คนนี้เริ่มมารู้ว่าผู้เขียนชอบไปนิวยอร์กบ่อยๆ ในช่วงสุดสัปดาห์ "คนครัว" คนนี้ก็เริ่มสนใจไถ่ถามว่าผู้เขียนไปทำอะไรที่นิวยอร์กบ่อยๆ ตัวเขาเองก็อยากจะเข้าอเมริกาเหมือนกัน เพราะว่ามีญาติอยู่ที่เมืองอะไรสักแห่ง ผู้เขียนเองก็จำที่เขาบอกไม่ได้แล้ว ทำไปทำมาตอนหลังๆ "คนครัว" คนนี้ก็เริ่มนำพฤติกรรมของเจ้าของร้านชาวลาวมาเล่าให้ผู้เขียนฟังประมาณว่าเป็นไปในเชิงลบ แล้วก็เปรยๆ ว่าอยากจะลาออกแล้วไปอยู่กับญาติที่อเมริกาที่อยู่ที่เมืองที่ว่านั่น

พอท้ายสุดเขาก็มาขอร้องให้ผู้เขียนพาเขานั่งรถไปส่งเข้าประเทศอเมริกา โดยผ่านแดนที่เมืองบัฟฟาโลที่ผู้เขียนเดินทางเข้าออกเป็นประจำ โดยเขาจะเป็นคนออกค่าเดินทางเอง ผู้เขียนก็ถามกลับไปว่า ตัวเขาจะเข้าได้หรือ มีวีซ่าเข้าอเมริกาหรือเปล่า เขาก็ยังยืนยันบอกว่าไม่มีปัญหา ขอให้เห็นใจว่าเป็นคนไทยด้วยกันอะไรประมาณนี้

บอกตรงๆ ว่าตอนนั้นผู้เขียนเองไม่ได้คิดว่าจะมีปัญหาอะไร อาจจะเป็นเพราะประสบการณ์ยังน้อย แค่คิดว่าไปส่งเข้าชายแดนก็พอแล้ว ไหนๆ ก็คนไทยด้วยกัน ซึ่งพอมานั่งนึกตอนนี้ผู้เขียนเองยังไม่แน่ใจว่า แม้แต่วีซ่าเข้าประเทศแคนาดาของ "คนครัว" คนนี้ เป็นประเภทไหนกันแน่ เพราะถ้าเป็นวีซ่าท่องเที่ยวแล้วแอบมาทำงานแบบนี้โดนแน่

ผลสุดท้ายก็คือว่าก็นั่งรถบัสเกรย์ฮาวน์จากโตรอนโตไปด้วยกัน พอไปถึง immigration ของฝั่งแคนาดาทุกคนต้องลงจากรถเพื่อไปแสดงตัวและเอกสารผ่านพิธีการออกเมือง ซึ่งตรงนี้ก็ผ่านไปได้ ผู้เขียนก็ไม่ทันได้เฉลียวใจว่าวีซ่าเข้าแคนาดาของคนๆ นี้ เป็นแบบเข้าออกครั้งเดียว หรือหลายครั้ง ถ้าเข้าออกได้ครั้งเดียวนั่นหมายถึงคนๆ นี้จะเข้าแคนาดาไม่ได้อีก พอมาถึงวันนี้ และตรงนี้ก็เกิดคำถามในใจอีกว่า แล้วทำไมเจ้าหน้าที่ immigration ของแคนาดาไม่ตรวจสอบว่า "คนครัว" คนนี้มีวีซ่าเข้าอเมริกาหรือเปล่า แต่สรุปก็คือ "คนครัว" คนนี้ผ่านพิธีออกเมืองจากฝั่งแคนาดาไปเรียบร้อยแล้ว

พอรถแล่นผ่านไปได้อีกสักหน่อย ก็ถึง immigration ฝั่งอเมริกา ผู้เขียนกับผู้โดยสารคนอื่นๆ ก็ผ่านการตรวจคนเข้าเมือง โดยทุกอย่างผ่านไปด้วยดีไม่มีอะไร พอมาถึง "คนครัว" คนนี้ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองก็พลิกดูพาสปอร์ต พลิกไปพลิกมา แล้วก็ถามว่าวีซ่าเข้าอเมริกาไม่เห็นมี เขาก็เลยซัก "คนครัว" คนนี้ใหญ่เลย สุดท้ายเป็นอันว่าเขาก็ไล่กลับมาฝั่งแคนาดา







ก็เลยต้องกลับมาฝั่งแคนาดา โดยผู้เขียนก็ต้องตามมาด้วย ตอนนั้นผู้เขียนก็เริ่มไม่ไว้วางใจแล้วว่า คนคนนี้จะมาไม้ไหน จะลักลอบเข้าฝั่งอเมริกาแบบผิดกฏหมายหรือเปล่า ทีนี้พอมาถึง immigration แคนาดาที่เำพิ่งผ่านออกไปเมื่อสักครู่ คราวนี้ละเรื่องใหญ่ เขาซักทั้ง "คนครัว" คนนี้ กับผู้เขียนเป็นการใหญ่ เขาถามว่าผู้เขียนรู้จักคนๆ นี้อย่างไร แล้วทำไมจะไปอเมริกาถึงไม่มีวีซ่า เป็นคนชักชวนให้เข้าไปหรืออะไรทำนองนี้ แล้วก็ถามว่าเรียนอยู่ที่ไหน คราวนี้ผู้เขียนนึกถึงพ่อแก้วแม่แก้วพร้อมกับคิดไปว่า "ซวยแล้ว สงสัยงานเข้า คงสงสัยว่าเราเป็นคนชักชวนให้ลักลอบเข้าเมืองแบบผิดกฎหมายแน่เลย"

ผู้เขียนก็อธิบายตามความเป็นจริง ตั้งแต่เริ่มต้นว่ารู้จักคนๆ นี้ยังไง แล้วเขาขอร้องให้ทำอย่างนี้ โดยผู้เขียนไม่ได้รู้เห็น และก็ไม่ได้รู้เจตนาที่แท้จริงของคนๆ นี้เลย ใช้เวลาอธิบายความจริงไปพักใหญ่ ประกอบกับพาสปอร์ตของผู้เขียนเป็นพาสปอร์ตราชการ เจ้าหน้าที่เขาอาจคิดว่าที่พูดมาทั้งหมดเป็นความจริงก็ได้มั้ง เขาก็เลยปล่อยให้ผู้เขียนกลับเข้าไปฝั่งแคนาดา โดยที่ไม่ได้ทำอะไรหรือบันทึกอะไรไว้เป็นหลักฐาน พอออกมาได้ผู้เขียนก็รีบเดินทางกลับเลย ไม่สนใจว่า "คนครัว" นั่นจะเป็นยังไง

พอมาถึงตรงนี้ก็มานั่งนึกหวาดเสียวว่า ถ้าวันนั้นเจ้าหน้าที่เขาไม่เชื่อ แล้วเขาทำเรื่องอะไรต่อมิอะไร ชะตาชีวิตของตัวเองจะเป็นยังไงก็ไม่รู้ เป็นเพราะหลวมตัวไว้วางใจคนที่มาจากประเทศเดียวกันนี่เอง เรื่องนี้ก็เลยเป็นอุทาหรณ์สอนใจว่า อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน แม้จะเป็นคนไทยเหมือนกันก็ตามที

ผู้เขียนหวังว่าเรื่องที่เล่ามาทั้งหมดคงจะเป็นเครื่องเตือนใจผู้อ่านหลายๆ ท่านที่ทั้งอยู่ที่ต่างประเทศแล้วและที่กำลังจะไป ให้ได้เกิดความระมัดระวัง ไม่ไว้วางใจใครง่ายๆ เพราะบางทีในเวลาที่เราอยู่ต่างประเทศแล้วได้พบกันคนไทยด้วยกัน ความไว้วางใจบางครั้งบางคราก็เกิดขึ้นได้ง่าย โดยที่เราไม่ทันคิดหน้าคิดหลังให้ดี ถ้าคนนั้นดีก็ดีไป แต่ถ้าเป็นคนไม่ดีความซวยก็จะมาถึงตัวอย่างที่ผู้เขียนพบเจอมาแล้ว




http://www.peacebridge.com/images/PBAbuilding.jpg

video credit to youtube by Mediascrape

photos credit to http://en.wikipedia.org/wiki/File:Barrie_in_relation_to_North_America.png,
http://mw2.google.com/mw-panoramio/photos/medium/3401163.jpg, http://cdn.wn.com/pd/b0/04/154939319aaaffc8fedab943f057_grande.jpg,http://www.peacebridge.com/images/PBAbuilding.jpg

วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2553

เปิดลิ้นชักความทรงจำที่แคนาดา ตอน 17: นักเรียนต่างชาติกับภัยธรรมชาติในท้องถิ่น

เมื่อไม่นานมานี้ ข่าวที่โด่งดังมากที่สุดที่เกี่ยวข้องกับภัยธรรมชาติในต่างประเทศเห็นจะไม่พ้นข่าวแผ่นดินไหวที่เมืองไครสต์เชิส์ช ในประเทศนิวซีแลนด์ เมืองการศึกษาที่มีนักเรียนต่างชาติรวมทั้งนักเรียนจากประเทศไทยไปเรียนต่อกันจำนวนมาก ผู้เขียนคิดว่ามีนักเรียนไทยจำนวนไม่น้อยที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นค่อนข้างบ่อยในประเทศที่ตนเองไปศึกษาอยู่ ไม่ว่าจะเป็นพายุทอร์นาโด พายุหิมะ แผ่นดินไหว เหตุหนึ่งเพราะว่าไม่มีความคุ้นเคยกับภัยธรรมชาติเหล่านั้น

บ้านเมืองเราจะว่าไปโชคดีมากมายนักที่ไม่มีภัยธรรมชาติแบบนั้น ที่จะพบบ่อยก็เป็นประเภทน้ำท่วม โคลนถล่ม ถึงจะมีที่รุนแรงที่เกิดขึ้นไปเมื่อหลายปีที่ผ่านมาคือสึนามิที่ภาคใต้ แต่เหตุการณ์แบบนี้ก็เกิดขึ้นได้น้อยมาก เรียกว่าครั้งหนึ่งในช่วงพระจันทร์มีสีฟ้า ที่แปลตรงตัวตามสำนวนอังกฤษที่ว่า "once in a blue moon" :) เพราะเหตุนั้นทำให้เราคนไทย รวมทั้งภาครัฐไม่ตระหนักที่จะเรียนรู้และเตรียมตัวให้พร้อมกับการมาของภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นพร้อมกับอานุภาพทำลายล้างทุกสิ่งที่ขวางหน้าได้

ผู้เขียนก็เป็นหนึ่งในคนไทยที่ว่ามานั่นแหละ เมื่อเดือนแรกที่ไปถึงแคนาดาเป็นช่วงเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงหน้าร้อน ถ้าใครคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตในอเมริกา แคนาดา จะทราบดีว่าหน้าร้อนในประเทศอเมริกาเหนือ ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดจะเป็นอะไรไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่พายุทอร์นาโด หรือที่เรารู้จักกันว่าทวิสเตอร์ แค่ไปอยู่ได้ไม่ครบเดือนเลยผู้เขียนก็ต้องรับรู้ถึงความเสียหายของชีวิตและทรัพย์สินของชาวแคนาดาที่อยู่เมืองใกล้เคียงจากทอร์นาโด ดีที่ว่าคืนวันเกิดเหตุไอ้เจ้าพายุนี้มันไม่ได้ตรงดิ่งมาเมืองที่ผู้เขียนอาศัยอยู่ แต่ก็เฉียดๆ ไปถล่มเมืองใกล้เคียง ที่ภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า "touch down" รุ่งเช้าตื่นขึ้นมาถึงเพิ่งรู้ว่ามีพายุนี้เกิดขึ้นมา

ตามปกติหน่วยงานที่ทำหน้าที่พยากรณ์อากาศ และสำนักงานเตือนภัยของรัฐบาลเขาจะมีประกาศเตือนประชาชนเสมอ หากคาดการณ์ว่าจะมีภัยธรรมชาติพวกนี้เกิดขึ้น เขาจะประกาศเตือนในวิทยุ โทรทัศน์ให้ประชาชนเตรียมพร้อม ไม่ว่าท่านจะอยู่บ้านกำลังชมโทรทัศน์อยู่ หรือกำลังซื้อข้าวของอยู่ที่ตามห้าง หรือขับรถอยู่ เขาก็จะมีการประกาศเตือนภัยออกอากาศในทีวีหรือในวิทยุตามตัวอย่างข้างล่าง




อย่างไรก็แล้วแต่ คนแคนาดาเองก็วิจารณ์ระบบเตือนภัยของประเทศตัวเองว่ายังไม่มีประสิทธิภาพ ไม่แม่นย่ำและก็ดีเท่ากับของสหรัฐอเมริกา อย่างเมื่อปี ค.ศ. 2008 ที่ชิคาโก หน่วยงานที่คอย monitor การก่อตัวของพายุทอร์นาโดตรวจได้ว่าจะเกิดทอร์นาโด เรียกว่ากลางใจเมืองชิคาโกเลย ซึ่งระบบการเตือนภัยของอเมริกาดีมาก มีไซเรนเตือนให้ประชาชนทราบทั้งเมืองเลย





ถ้าคนที่พักอาศัยในบริเวณที่เขาเตือนภัยก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม ให้หลบภัยบริเวณชั้นใต้ดินของบ้านพร้อมกับเตรียมข้าวของที่จำเป็นในกรณีที่ระบบน้ำไฟไม่มีบริการ ดูดูไปชีวิตของประชาชนในประเทศเหล่านี้ก็น่าลำบากอยู่เหมือนกัน ผิดกันกับบ้านเราที่การเตือนภัยสำหรับภาวะฉุกเฉินหรือ emergency alert เกี่ยวกับภัยธรรมชาติรุนแรงไม่ค่อยมีเท่าไหร่ จะมีก็แต่ภาวะฉุกเฉินที่มีมาจากภัยของกลุ่มสิ่งมีชิวิตที่ทั้งไม่ฉลาด และเป็นคนไม่ดีที่ชอบใส่เสื้อแดง และมีคนหน้าเหลี่ยมบงการให้เผาเมืองไทยมาสองรอบแล้ว โดยที่รัฐบาลก็มี emergency alert มาทั้งสองครั้งเหมือนกัน พูดเรื่องภัยธรรมชาติอยู่ดีดีทำไมวกมาเรื่องนี้จนได้ พูดถึงไอ้ตัวประหลาดหน้าสี่เหลี่ยมกับแก๊งค์มันแล้วของขึ้น เล่าเรื่องภัยธรรมชาติต่อดีกว่า

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี้เอง ที่ผู้เขียนได้ยินข่าวว่ามีพายุทอร์นาโดที่เมืองมิดแลนด์ (Town of Midland) ทำให้บ้านเรือนเสียหายเยอะมาก เมืองมิดแลนด์นี้ถ้าไม่นับ Barrie กับ Toronto ก็ถือว่าเป็นเมืองที่ผู้เขียนไปบ่อยอยู่เหมือนกัน เหตุผลหนึ่งที่นอกเหนือจากมี Georgian College, Midland Campus ตั้งอยู่แล้ว เมืองมิดแลนด์ที่สังกัด Simcoe County ก็ยังมีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจอยู่มากพอสมควร และก็อยู่ไม่ไกลจาก Barrie มาก แค่ประมาณห้าสิบกิโลเมตรเท่านั้น



เห็นคุณป้าที่ประสบภัยที่ให้สัมภาษณ์นักข่าว ทำให้รู้สึกคิดถึงคุณป้าเจ้าของบ้านที่ผู้เขียนเคยไปพักอาศัยอยู่ด้วยจัง เห็นสภาพบ้านเรือน ข้าวของที่พังเสียหายแล้วก็น่าสลดใจเหมือนกัน คุณป้าแกก็ให้สัมภาษณ์แบบปลงๆ ว่ามันเป็นภัยธรรมชาติจะทำไงได้

พอเข้าหน้าหนาวก็อย่านึกว่าจะสบายกว่าหน้าร้อน คิดว่าหน้าหนาวมีหิมะดูโรแมนติก สวยงามอะไรประมาณนั้น บางครั้งบางคราวต้องเผชิญกับพายุหิมะ ถ้ารุนแรงมากฝรั่งเขาจะเรียกว่า blizzard อย่างที่ผู้เขียนเคยเล่าให้ฟังตอน Macpacker ที่ว่าไปติดพายุึหิมะที่วอชิงตันดีซี เกือบจะกลับแคนาดาไม่ได้ และอีกครั้งหนึ่งก็อยู่ที่ Barrie นั่นแหละเป็นช่วงกลางเดือนมกราคม พายุหิมะถล่มเมืองซะจนร้านค้า โรงเรียน ปิดทำการ สำหรับประชาชนตามบ้าน ต้องออกมากวาดหิมะออกจากประตูบ้านไม่งั้นจะเดินทางเข้าออกลำบาก ตัวผู้เขียนก็ต้องมีหน้าที่กวาดหิมะออกจากหน้าบ้านเหมือนกัน เพราะคุณป้าแกแก่แล้วจะให้ทำเองได้ไง แถมเครื่องมือยังเป็นแบบ mannual ก็ต้องออกแรงตักมากขึ้นไปอีก บางบ้านใช้เครื่องกวาดหิมะ ก็เลยทุ่นแรงไปหน่อย ถ้าจะว่าไปแถบเมืองในออนตาริโอที่มีพื้นที่ติดกับทะเลสาป จะเป็นพื้นที่ีที่มีหิมะตกหนักและมีพายุหิมะเข้าบ่อย เพราะแถบๆ นี้เขาเรียกว่าเป็น "snowbelt"

พื้นที่ที่เป็น snowbelt ก็จะเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในเขตอเมริกาเหนือที่อยู่ใกล้เคียงกับทะเลสาป อย่างในอเมริกาก็มีแถวบริเวณใกล้ทะเลสาปมิชิแกน เป็นต้น และเมืองเหล่านี้ก็จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับผู้ที่ชื่นชอบเล่นสกี อย่างใน Barrie ก็มีสกีรีสอร์ทที่มีนักท่องเที่ยวมาเล่นสกีกันเยอะเหมือนกัน คุณป้าก็เคยพาผู้เขียนไปดูเขาเล่นสกีที่รีสอร์ทเหล่านั้นเหมือนกัน

สำหรับผู้ที่คิดว่าหิมะในหน้าหนาวในประเทศแคนาดาน่าจะดูโรแมนติก ลองดูเหตุการณ์ข้างล่างนี้ท่านอาจจะเปลี่ยนความคิด ลองดูความหนาของหิมะบนพื้นถนนที่มีหิมะตกอยู่ตลอดเวลา จนทำให้รถบัสอย่าง Barrie Transit ซึ่งเป็นพาหนะที่ผู้เขียนใช้อยู่ประจำระหว่างที่อาศัยอยู่ใน Barrie ติดหล่มของหิมะทำให้เคลื่อนตัวไปไม่ได้



ดังนั้นผู้เขียนคิดว่าสำหรับคนไทยอย่างเราๆ ที่ิคิดจะไปอยู่เมืองนอกไม่ว่าจะไปศึกษาต่อ หรือทำงานก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์และสภาพสังคมของประเทศที่เราจะไปอยู่ ต้องศึกษาสภาพการใช้ชีวิตของคนในประเทศของเขา และก็ปฏิบัติให้เหมือนเขาอย่างที่ภาษาอังกฤษเขามีสำนวนที่ว่่า "When in Rome,do as the Romans do" เราจะได้อาศัยอยู่ได้อย่างปลอดภัยและมีความสุขตามอัตภาพ

video credit to youtube by pplk23, ferris2583, rolls283

วันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เปิดลิ้นชักความทรงจำที่แคนาดา ตอน 16: explore the world with the national flag carrier



ในจำนวนสายการบินพาณิชย์ชาติต่างๆ ที่มีนับพันที่บินกันให้ไขว่อยู่บนฟ้าตอนนี้ การบินไทยก็เป็นสายการบินหนึ่งที่มีเส้นทางการบินอยู่ทั่วทุกมุมโลก ถึงแม้ว่าจะไม่ครอบคลุมหลายเส้นทางอย่างสายการบินของประเทศใหญ่ๆ ใครจะคิดอย่างไรผู้เขียนไม่ทราบ แต่โดยส่วนตัวผู้เขียนค่อนข้างภูมิใจที่ประเทศเรามีสายการบินของเราเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเร็วๆ นี้ การบินไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในสิบสายการบินที่ดีที่สุดในโลกของปีนี้ จาก "Skytrax" รวมทั้งปีที่ผ่านๆ มาการบินไทยก็เป็นสายการบินที่ติดอันดับหนึ่งในสิบสายการบินที่ดีที่สุดมาโดยตลอด

worldairlineawards.com/main/2010Awards.htm

การเดินทางไปตามที่ต่างๆ ที่ผ่านมา ผู้เขียนใช้บริการสายการบินแห่งชาติมาโดยตลอด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าการเดินทางไปราชการมีข้อกำหนดว่าต้องใช้บริการการบินไทยเท่านั้น น้อยครั้งที่จะเดินทางด้วยสายการบินของชาติอื่นด้วยเหตุผลที่ว่าหน่วยงานของต่างประเทศสนับสนุนงบประมาณ แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามก็ไม่ได้รู้สึกว่าถูกบังคับแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับรู้สึกดีและสบายใจทุกครั้งที่เดินทางไปกับสายการบินของชาติตัวเอง สำหรับการเดินทางไปแคนาดาครั้งนี้ การบินไทยก็ยังคงเป็นพาหนะที่พาผู้เขียนได้ไปเรียนรู้และเห็นโลกกว้าง ถึงแม้ว่าจะไปส่งแค่ลอสแองเจลลิส แล้วให้สายการบินพันธมิตรอย่าง Air Canada ส่งต่อจนถึงจุดหมายปลายทางที่โตรอนโต

ไม่ทราบว่าผู้อ่านคนอื่นๆ จะมีความรู้สึกอย่างเดียวกันกับผู้เขียนหรือเปล่าที่ว่า เวลาที่เราจากบ้านไปอยู่ต่างชาติต่างถิ่นเป็นเวลานาน แค่ได้เห็นสิ่งไหนที่เป็นสัญญลักษณ์ของบ้านเรา ความคิดถึงบ้านมันจะพลุ่งพล่านขึ้นมาทันทีทันใด อยากกลับให้ถึงบ้าน ณ นาทีนั้นเลย ตอนเที่ยวกลับจากแคนาดาผู้เขียนมาแวะเปลี่ยนเครื่องที่เทอร์มินัล Tom Bradley ของสนามบินลอสแองเจลลิส แค่ได้เห็นโลโก้เจ้าจำปีบนเครื่องการบินไทยก็รู้สึกคิดถึงบ้านคิดถึงประเทศไทยมากยิ่งขึ้น สมัยนั้นกว่าจะเดินทางกลับจากลอสแองเจลลิสมาถึงประเทศไทยต้องขึ้นเครื่องมาสองต่อ ต้องแวะที่ญี่ปุ่นไม่ที่นาริตะ ก็โอซาก้าก่อน ถึงจะนั่งเครื่องจากญี่ปุ่นมาถึงเมืองไทยได้ ตอนนี้การบินไทยเขาพัฒนาแล้ว โดยซื้อเครื่องบินฝูงใหม่ทั้งแอร์บัส A340 และโบอิ้ง 777 ที่มีศักยภาพการบินได้ไกลกว่าเดิม รวมทั้ง cabin ก็ดีขึ้นกว่าเดิม ที่นั่งกว้างขึ้น และมีจอดูหนังส่วนตัวในแต่ละที่นั่ง ตอนนี้การบินไทยเลยสามารถใช้เครื่อง A340 บินตรงจากลอสแองเจลลิสมาถึงกรุงเทพฯ ได้เลย โดยใช้เวลาบินประมาณ 16 ถึง 18 ชั่วโมง (ช่างเป็นการนั่งเครื่องบินที่ยาวนานจริงๆ)

ก็ขอยินดีกับการบินไทยที่ยังคงได้รับการจัดอันดับให้เป็นสายการบินท็อปเทนของโลก รวมทั้งขอชื่นชมความตั้งใจในการทำงานของพนักงานการบินไทยทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพนักงานการบินไทย "พันธมิตรรักคุณเท่าฟ้า" และความเข้มแข็งของประธานสหภาพฯ ของการบินไทย ที่ทำให้เกิดสิ่งดีดีสำหรับการบินไทยและประเทศไทย



video credit to youtube by TheTGLover

วันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Mama

Long Live Her Majesty. And happy on Mother Day for All

She used to be my only enemy and never let me be free
Catching me in places that I knew I shouldn't be
Every other day I crossed the line I didn't mean to be so bad
I never thought you would become the friend I never had
Back then I didn't know why
Why you were misunderstood
So now I see through your eyes
All that you did was love
Mama I love you.Mama I care
Mama I love you . Mama my friend. You're my friend
I didn't want to hear it then but I'm not ashamed to say it now
Every little thing you said and did was right for me
I had a lot of to think about,about the way I used to be
Never had a sense of my responsibility
Back then I didn't know why
Why you were misunderstood
So now I see through your eyes, all that you did was love
Mama, I love you. Mama, I care
Mama, I love you. Mama ,my friend. You're my friend
But now I'm sure I know why,
Why you were misunderstood
So now I see through your eyes
All I can give you is love is love
Mama I love you. Mama, I care
Mama, I love you. Mama, my friend,You're my friend
Mama, I love you, Mama ,I care
Mama, I love you, Mama, my friend, You're my friend



video credit to youtube by MelCforever1
"Mama" lyrics credit to http://www.lyrics007.com/Spice%20Girls%20Lyrics/Mama%20Lyrics.html