วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เปิดลิ้นชักความทรงจำที่แคนาดา (ตอน 3: เพื่อนคนแรก)

“Mac ให้มาดูคุณน่ะ คุณก็ชื่อแม๊กเหมือนกันใช่ไม๊”

หญิงสาวที่ชื่อ Akiko ทักทายผู้เขียนเป็นประโยคแรก หลังจากที่ผู้เขียนเปิดประตูด้านนอกให้เธอเข้ามา

“คุณพักอยู่ใน residence เหมือนกันหรือ ไหน Mac บอกว่าไม่มีใครอยู่เลยไง” ผู้เขียนถามสาวน้อยชาวญี่ปุ่นไป

“Mac คงลืมน่ะ ตอนนี้คุณทำธุระส่วนตัวเสร็จรึยัง คุณสนใจที่จะไปดูอะไรข้างนอกไหม เดี๋ยวจะพาไปเอง” Akiko เสนอตัวเป็นไกด์พาผู้เขียนไปทัวร์ดูอะไรต่อมิอะไรข้างนอก

สิบห้านาทีต่อมา เราสองคนก็มาเดินรอบๆ Georgian College Akiko ชี้ชวนให้ผู้เขียนดูอาคารนั้น อาคารนี้ ด้วยความคุ้นเคยและคล่องแคล่ว

ซึ่งพอเสร็จจากเที่ยวชม Georgian College เราสองคนเดินออกมารับอากาศบริสุทธิ์ แถวทะเลสาบซิมโค (Lake Simcoe) ใกล้ๆ college นั่นเอง




อาจจะเป็นไปด้วยเพราะอากาศที่บริสุทธิ์ สถานที่เงียบสงบ และมีเพื่อนใหม่ที่มีน้ำใจ ทำให้ผู้เขียนรู้สึกผ่อนคลายความกังวลเกี่ยวกับการตามหากระเป๋าสัมภาระ

ระหว่างนั้นเราสองคนได้สอบถามชีวิตส่วนตัวของแต่ละคน เพื่อทำความรู้จักกันให้มากขึ้น Akiko เป็นสาวชาวญี่ปุ่นร่างเล็ก อายุอานามประมาณยี่สิบห้า ยี่สิบหก หน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มตามสไตล์ญี่ปุ่น เธอมาอยู่ที่นี่ก่อนผู้เขียนเดินทางมาถึงสักหนึ่งเดือน นอกเหนือจากความต้องการศึกษาหาความรู้ด้านการออกแบบแฟชั่นแล้ว Akiko ต้องการมาตามหาความฝันของเธอในเรื่องของการใช้ชีวิตในต่างประเทศ รวมไปถึงการได้มีโอกาสใช้และพัฒนาภาษาอังกฤษ โดยเธอมาเริ่มต้นที่ Georgian College ในฐานะนักเรียนต่างชาติเพื่อเข้าเรียนหลักสูตรการเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง หรือที่เรารู้จักกันทั่วไปว่าหลักสูตร Learning English as a Second Language หรือ ESL นั่นเอง

ที่นี่มีนักศึกษาชาวเอเชียมากมายที่เข้ามาเรียน ESL บางคนเมื่อเรียบจบหลักสูตร ESL แล้ว ก็เข้าเรียนต่อโปรแกรมหลักของ Georgian เลย เช่น Marketing , Hotel and Management, Automotive นักศึกษาต่างชาติส่วนใหญ่จะมาจากประเทศเกาหลี รองลงมาคงเป็นไต้หวัน ญี่ปุ่น อินเดียก็มีเยอะเหมือนกัน ซึ่งเกือบทั้งหมดของนักศึกษาอินเดียจะเรียนสาขาที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เพราะเป็นที่รู้ดีกันอยู่แล้วว่าคนอินเดียเก่งทางด้านนี้ ซึ่ง Georgian College มี Campus ที่อินเดียด้วยในสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์

ทีนี้พอมีนักศึกษาจากหลากหลายที่มาอยู่รวมกัน ประเด็นความเห็นที่ไม่ลงรอยกันก็ต้องมีบ้าง ไม่ว่าจะเป็นมาจากสาเหตุในเรี่องส่วนตัว หรือความที่มีอคติอันเกิดมาจากในเรื่องเชื้อชาติ ตัวของ Akiko เอง ก็มีผลกระทบอยู่เหมือนกันในเรื่องความไม่ลงรอยกับนักศึกษาชาวเกาหลี เพราะถ้าผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นและเกาหลีคงพอจะรู้ว่าสองชาตินี้เขามีภูมิหลังฝังใจกันมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งในแถบเอเชียบางทีก็เรียกว่า “สงครามมหาเอเชียบูรพา” ที่กองทัพของประเทศญี่ปุ่นเข้าไปรุกรานประเทศในเอเชีย ที่สำคัญๆ ได้แก่ เกาหลี จีน โดยในประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า มีพลเมืองของทั้งสองประเทศนี้ถูกสังหารจากทหารลูกพระอาทิตย์ไปเป็นจำนวนมาก รวมทั้งสตรีชาวจีนและเกาหลี ต้องตกอยู่ในสภาพที่เขาเรียกว่า “comfort women” ของทหารญี่ปุ่น ดังนั้นเหตุการณ์เหล่านี้เลยเป็นเหมือนรอยแผลที่ประทับอยู่ในใจของชาวเกาหลี และจีน และมันได้ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นไม่มีวันลบเลือน

ผู้เขียนเองเคยมีประสบการณ์ตรงมาจากเพื่อนชาวเกาหลีคนหนึ่งที่แสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อตัวของ Akiko อย่างเห็นได้ชัดไม่ว่าจะเป็นทั้งคำพูดและกริยาอาการ โดยมีสาเหตุมาจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์อันนั้น ไม่ได้มาจากปัญหาส่วนตัวระหว่างกันแต่อย่างใด ซึ่งตัวผู้เขียนเองมีหน้าที่แค่รับฟัง ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นใดๆ ได้ แต่ผู้เขียนก็รู้สึกเห็นใจทั้งสองฝ่าย

จะว่าไป Akiko นับว่าเป็นเพื่อนคนแรกของผู้เขียนในประเทศนี้ จึงทำให้เราสองคนสนิทกันได้ง่ายและรวดเร็ว หลังจากที่ใช้ชีวิตอยู่ใน residence ของ college ได้หนึ่งเดือน ผู้เขียนและ Akiko ได้ออกไปอาศัยอยู่ในบ้านที่เปิดให้เช่ารายเดือนในลักษณะ B&B หรือ bed and breakfast โดยแชร์ค่าห้องกัน

สถานที่ที่เราอยู่นั้น เจ้าของบ้านเปิดชั้นใต้ดินหรือ basement ให้เราอยู่ ซึ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นครบ มีห้องน้ำ ส่วนที่เป็นสำหรับการทำครัว เครื่องซักผ้า สำหรับการเดินเข้าบ้านก็มีประตูแยกต่างหาก ไม่ต้องไปใช้รวมกับเจ้าของบ้าน




ตลอดระยะเวลาที่ผู้เขียนและ Akiko ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านนี้ เราสองคนก็อยู่กันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย อาจจะมีแนวคิดแตกต่างกันบ้างในเรื่องวัฒนธรรม แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาขัดแย้งอะไร สำหรับการทำอาหารเราสองคนก็สลับกันทำอาหารประจำชาติของตัวเองในบางครั้งบางคราว และก็มีแบ่งปันให้กับเจ้าของบ้านบ้าง บางครั้งเมื่อมีเวลาว่างจากการเรียนเราสองคนก็เคยเดินทางเข้าไปนิวยอร์กซิตี้ ที่อเมริกา ไปเปิดหูเปิดตาดูเมืองใหญ่บ้าง




เท่าที่สังเกต Akiko เป็นคนชอบศิลปะและพวกดนตรี มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เราไปเที่ยวนิวยอร์กซิตี้ Akiko ชวนผู้เขียนเข้าไปในคลับชื่อดังแห่งหนึ่งของนิวยอร์กซิตี้ ที่มีจุดเด่นอยู่ที่การแสดงดนตรีแจ๊ซ ซึ่งเป็นประสบการณ์ครั้งแรกของผู้เขียนที่ได้ไปในสถานที่แบบนี้ของมหานครใหญ่ของโลกอย่างนิวยอร์ก ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนเองเวลาที่ไปต่างประเทศ สถานที่ท่องเที่ยวของผู้เขียนส่วนใหญ่จะเน้นไปในเรื่อง landmark ของเมืองนั้น หรือสถานที่ในเชิงประวัติศาสตร์ ไม่เคยผนวกสถานที่เช่น การแสดงศิลปะ ดนตรีเข้าไปในรายการท่องเที่ยวของผู้เขียนเลย นับว่า Akiko นี่เป็นคนที่เปิดโลกอีกด้านหนึ่งให้กับผู้เขียนอยู่เหมือนกัน

ผู้เขียนและ Akiko พักอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นได้ระยะเวลาหนึ่ง ก็ถึงเวลาที่ Akiko ต้องไปตามหาฝันของตนเองในเมืองที่ใหญ่กว่า Barrie นั่นก็คือ Toronto โดยเธอจะต้องเข้าไปเริ่มเรียนหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับ Design และในวันที่ Akiko จะต้องเดินทางไปอยู่ที่ Toronto ผู้เขียนเองก็รู้สึกใจหายเหมือนกัน เพราะ Akiko เป็นเพื่อนสนิทคนแรกของผู้เขียนที่นี่ อย่างไรก็ตามการที่ได้มีโอกาสรู้จัก Akiko ทำให้ผู้เขียนได้เรียนรู้แนวคิด ความหวัง ความฝันของผู้หญิงญี่ปุ่นคนหนึ่ง ที่พื้นฐานทางครอบครัวไม่ได้ร่ำรวยอะไร ซึ่ง Akiko เคยเล่าให้ผู้เขียนฟังว่าเธอต้องทำงานอย่างหนักที่ญี่ปุ่นเพื่อจะได้เก็บหอมรอมริบเงินที่ได้มาศึกษาต่อ โดยความหวัง ความฝันของเธอนั้นอาจจะเหมือนกับของผู้หญิงอีกหลายๆ คนในโลกใบนี้ แต่ที่อาจมีไม่เหมือนกันคือผู้หญิงหลายๆ คนนั้น อาจจะยังไม่เคยลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อให้ความฝัน ความหวังนั้นเป็นจริงขึ้นมา เหมือนอย่างที่ Akiko ทำก็ได้

ก่อนที่ Akiko จะเดินทางออกจากบ้านหลังนี้พร้อมด้วยสัมภาระที่ค่อนข้างเยอะพอสมควร เธอก็ได้มาร่ำลาผู้เขียนและกล่าวคำพูดเป็นกำลังใจให้ผู้เขียนประสบผลสำเร็จในเรื่องการเรียนและการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ซึ่งผู้เขียนเองก็ได้ให้กำลังใจตอบกลับเธอไปเช่นกัน

รถที่มารับ Akiko แล่นออกไปแล้ว เห็นท้ายรถลิบๆ อยู่ข้างหน้า ซึ่งก็ได้เวลาของผู้เขียนแล้วเหมือนกันที่จะเริ่มใช้ชีวิตและเดินทางต่อไปในประเทศนี้


ขอบคุณภาพบางส่วนจาก http://www.travel-destination-pictures.com/data/media/49/spirit-catcher-barrie-ontario_73.jpg

วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

มา update blog

เป็นเวลามากกว่าเดือนแล้วที่ไม่ได้เข้ามา up blog ของตนเอง ด้วยสาเหตุสำคัญหลายๆ ประการ ที่สำคัญได้แก่ ตอนนี้กำลังยุ่งขิงเรื่องอ่าน journals ต่างๆ เพื่อประกอบการทำ thesis ของตัวเอง

และเมื่อสัปดาห์ที่แล้วหนึ่งเดียวที่เหลือที่เป็นต้นตระกูลไทยของผู้เขียนได้เสียชีวิตลงด้วยโรคชรา คือท่านเป็นย่าของผู้เขียนเอง ดังนั้นครอบครัวเราต้องเป็นหัวเรือใหญ่ในการจัดงานศพให้ท่านเพราะพ่อเป็นลูกชายคนโตและดูเหมือนว่าจะมีความพร้อมทางด้านปัจจัยมากกว่าใครเขา ผู้เขียนเลยต้องวิ่งรอกคอยรับ-ส่งบุพการีทั้งสอง ระหว่างกรุงเทพ-สระบุรี ที่เป็นบ้านของย่า จนกระทั่งเสร็จงาน พูดมาถึงตรงนี้แล้วก็รู้สึกโหวงในใจลึกๆ เหมือนกันถึงแม้ว่าจะทำใจมาก่อนหน้านี้มาแล้ว เพราะย่าเองก็อายุมาก ตั้ง 91 ปี และมีโรคประจำตัวอยู่พอสมควร แต่ก็รู้สึกใจหายเพราะตัวผู้เขียนเองเหลือท่านเพียงคนเดียวที่เป็นคนเก่าแก่และเป็นตัวเชื่อมให้เราได้รับรู้เรื่องราวในอดีตเมื่อสมัยท่านยังสาวๆ

ถ้าจะว่าไปแล้วผู้เขียนเองชอบคุยกับคนเฒ่าคนแก่เหมือนกัน เพราะชอบฟังเรื่องราวสมัยที่บ้านเรายังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยข้าวเขียวขจีในนา มีพันธุ์ปลาหลากหลายในแหล่งน้ำธรรมชาติ ได้รับรู้ว่าคนสมัยก่อนเขามีชีวิตความเป็นอยู่กันอย่างไร ครอบครัวของพ่อผู้เขียนนั้นดำรงอาชีพหลักของคนไทย นั่นก็คือกระดูกสันหลังของชาติ ผู้เขียนภูมิใจที่จะบอกว่าย่าของผู้เขียนนั้นเป็นชาวนา และสามารถเลี้ยงดูลูกๆ จำนวน 8 คน โดยลำพังได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องเท่าที่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งจะทำได้ เนื่องจากว่าปู่ของผู้เขียนได้เสียชีวิตเมื่อท่านยังเป็นสาวๆ และพ่อของผู้เขียนเองก็ยังเล็กอยู่มาก







ในวันฌาปนกิจศพท่านนั้น ผู้เขียนได้ไปส่งท่านเป็นครั้งสุดท้าย เห็นสภาพร่างกายและสีหน้าท่านยังเป็นปกติเหมือนคนนอนหลับ ก็ให้รู้สึกว่าท่านคงไปในที่ที่ดี เพราะตลอดช่วงชีวิตของท่าน ผู้เขียนไม่เคยเห็นท่านโกรธใคร นินทาว่าร้ายใคร จนแม่ของผู้เขียนออกปากว่าเป็นแม่สามีและลูกสะใภ้ที่ไม่เข้าคอนเซ็ปท์หนังไทยเอาซะเลย

พอเสร็จเรื่องของย่าแล้ว ก็ตั้งใจว่าจะมาทำงานของตัวเองต่อ โชคร้ายมาเยือนระหว่างหาข้อมูลทางเน็ต ปรากฏว่าโน๊ตบุ๊ตที่ใช้ทำงานเกิดติดมัลแวร์ หรือสปายแวร์ชื่อไอ้เจ้าม้าโทรจันเข้าซะอย่างจัง ตอนแรกยังไม่เชื่อนึกว่ามีการหลอกขายซอฟแวร์ เพราะตอนนี้มันมีอย่างนี้จริงๆ ที่พวกไม่หวังดีมีการแกล้งตัดการทำงานบางอย่างในคอมของเราผ่านเน็ต ทำให้เหมือนว่าคอมเราติดไวรัสอย่างหนัก และมันก็จะขึ้นคำถามว่าจะ activate ไหม ถ้าเราคลิกไป activate ก็จะให้เราซื้อซอฟแวร์ ดูไปก็เหมือนหลอก





แต่เท่าที่รู้เนี่ยมัลแวร์โทรจันเนี่ยค่อนข้างอันตรายในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลในคอม ไม่ว่าจะเป็น passwords ใน mail เรา หรือข้อมูลบัตรเครดิตที่เราเคยซื้อของผ่านเน็ต เพราะ hackers มันมีความสามารถสูงในเรื่องล้วงเอาข้อมูลเหล่านี้ สำหรับในกรณีของผู้เขียนมาแน่ใจตอนที่ หน้าจอโชว์ทั้ง local IP address และ remote IP address เพราะเจ้า local แน่นอนว่าเป็นของเรา แต่ remote IP address นั่นนะเป็นของผู้ไม่หวังดี โดยที่ผู้เขียนเจอขึ้น IP address ว่า 128.154.26.11 ซึ่งผู้เขียนไม่แน่ใจว่าเป็น IP หลอกหรือจริง เพราะคนพวกนี้เก่งในเรื่องทำอะไรลึกลับซับซ้อนอยู่แล้ว และผู้เขียนเองก็เคยใช้บัตรเครดิตซื้อ journals อ่านออนไลน์ เพราะเป็นช่องทางเดียวที่จะจ่ายเงินเขาได้ ทีนี้ก็อยู่ไม่สุขแล้ว เพราะกลัวโดน hack ข้อมูลบัตร

วันนั้นทั้งวันพยายามหาโปรแกรมมาสแกนและกำจัดเจ้าม้าจากเมืองทรอยตัวนี้ไม่ว่าจะเป็น nod 32 Trojan Remover Spyware Doctor หรือพวกที่ต้องใช้การกำจัดโดยเทคนิคระดับสูงขึ้นไป ใน regedit ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ

วันรุ่งขึ้นเลยต้องไปพันธุ์ทิพย์ที่ประตูน้ำ ทั้งๆ ที่ไม่อยากไปที่แบบนี้เลย เพราะเรื่องไข้หวัดระบาดเนี่ยแหละ พอไปถึงก็รีบซื้อของที่ต้องการและรีบกลับบ้าน มาเทถุงดูกันสักหน่อยว่าผู้เขียนได้อะไรมาจากพันธุ์ทิพย์บ้าง หลักๆ ก็มีโปรแกรมของแท้ของ Windows XP Service Pack 2 และโปรแกรม Microsoft Office และโปรแกรมเสริมอื่นๆ

ผู้เขียนตัดสินใจว่าจะ format เครื่องใหม่หมดทุกไดร์ฟ เพื่อเป็นการล้างเจ้าม้านั่นออกไป ถ้าจะว่าไปผู้เขียนไม่จำเป็นต้องซื้อแผ่น XP มาใหม่ก็ได้ ถ้าหากโน๊ตบุ๊คที่ใช้อยู่สามารถให้เราใช้แผ่นกู้ระบบได้ แต่เผอิญว่ายี่ห้อนี้ไม่เปิดโอกาสให้เราสำรองแผ่น เลยต้องเสียเงินซื้อใหม่

มาถึงตอนนี้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว โน๊ตบุ๊คกลับมาทำงานได้ตามปกติเหมือนเครื่องใหม่ มานั่งนึกดูอีกทีถ้าเราคิดในเชิงบวก การได้นั่งทำอะไรแบบนี้ที่ไม่ใช่ความเชี่ยวชาญหรือคุ้นเคยของเรา อย่างพวกเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เนี่ย ก็เป็นประสบการณ์แปลกใหม่ให้เราได้มีความรู้เพิ่มเติม มาถึงตรงนี้แล้วผู้เขียนก็ชักชอบที่จะนั่งแกะ นั่งแงะพวกของใช้ไฮเทคแบบนี้ขึ้นมาซะแล้ว ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะเปลี่ยนสายงานเป็นเจ้าหน้าที่คอมพิวเตอร์แทนเจ้าหน้าที่วิเทศก็ได้ ใครจะไปรู้ 555

เจอกันตอนหน้าในเปิดลิ้นชักความทรงจำที่แคนาดา

ขอบคุณภาพจาก thaimtb.com, siamensis.org, thaiclinic.com,arstechnica.com

วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เปิดลิ้นชักความทรงจำที่แคนาดา (ตอน 2: My name is AKIKO)

“ตึง ตึง ตึง” เสียงอะไรน่ะ หรือเราหูแว่ว หรือว่าเป็นเสียงสะท้อนจากข้างนอกตึก ผู้เขียนพูดกับตัวเอง หลังจากตื่นขึ้นมาเพราะเสียงดังนั่นมาปลุก มองออกไปนอกหน้าต่างก็เห็นพระอาทิตย์โผล่ขึ้นมาพ้นขอบฟ้านิดๆ มีสีส้มเรื่อๆ
“อืม เช้าวันแรกที่แคนาดานี่ก็สวยงามน่าดูนะเนี่ย” ข้างนอกดูท่าจะอากาศดี

“ตึง ตึง ตึง” เสียงนั่นมาอีกแล้ว เสียงเหมือนฝีเท้าคนกำลังเดินขึ้นบันได คราวนี้หูไม่แว่วแน่ มันดังอยู่ในตึกนี่เอง ไหนผู้ชายสองคนนั่นบอกว่าไม่มีใครอยู่ไง เฮ้ย! หรือจะเป็น..... ไม่จริงอ่ะ ผีไม่มีในโลก แล้วเนี่ยตะวันขึ้นโด่เด่ยังเงี้ย ผีที่ไหนจะออกมา

เอาไงดี ตอนนี้ความกลัวผีไม่มีแล้ว เริ่มนึกถึงโจรผู้ร้ายมากกว่า นึกถึงหนังฝรั่งสยองขวัญประเภทฆาตรกรโรคจิตขึ้นมา มองรอบๆ ตัว หาข้าวของประเภทที่จะเป็นอาวุธป้องกันตัว ก็มองไม่เห็นอะไรไปมากกว่า โต๊ะ เตียง ตู้เสื้อผ้า ส่วนบนเตียงมีกระเป๋าเครื่องใช้ใบเล็กที่ผู้เขียนนำติดตัวมาด้วยวางเอาไว้ ข้างในก็เป็นประเภท แปรงสีฟัน ยาสีฟัน แล้วก็เสื้อผ้าติดกระเป๋าชุดหนึ่งไว้ใส่ยามฉุกเฉินในกรณีที่กระเป๋าใหญ่เกิดหายไป จำไม่ได้แล้วว่าใครเป็นคนแนะนำให้ทำแบบนี้ แต่แหม อยากจะขอบคุณจริงๆ เลย แม่นเหมือนตาเห็น ได้ใช้จริงๆ ถ้าไม่งั้นคงต้องใส่ชุดเน่าๆ นั่นต่ออีก 24 ชั่วโมงแน่

พอมองไปแล้วไม่เห็นอะไร ก็นึกใจเสียเหมือนกัน ตอนนี้เสียงเดินนั่นหยุดไปแล้ว ต่อมาก็มีเสียงเคาะที่ประตูใหญ่ด้านนอก ก่อนจะเล่าเรื่องต่อไป ขอเล่าลักษณะของ residence ให้ฟังก่อน เมื่อตอนที่แล้วเล่าให้ฟังว่า residence เป็นอาคารหกชั้นเรียงกันสามอาคาร แต่ละอาคารแยกส่วนออกจากกัน เรียก residence หนึ่ง สอง สาม แต่ละชั้นของอาคารแยกเป็นปีกซ้ายและขวา โดยแต่ละปีกจะมีประตูกั้นข้างนอกไว้ชั้นหนึ่งก่อน และข้างในนั้นจะแบ่งเป็นห้องพักจำนวนหกห้อง และห้องน้ำที่ใช้รวมกันสองห้อง ห้องครัวรวมอีกหนึ่งห้องที่มีอุปกรณ์เครื่องครัวทุกชนิด รวมทั้งทีวีไว้ให้ผู้ที่พักไว้ใช้ดูรวมกัน ดังนั้นใครที่ไม่ได้พักอยู่ในปีกนี้ก็จะเข้าประตูจากข้างนอกมาไม่ได้ เพราะเขาล็อคเอาไว้ชั้นนึงก่อน

ผู้เขียนเลยเปิดประตูห้องนอนของตัวเองออกมา เดินผ่านห้องครัว และห้องน้ำออกมาจนถึงประตูใหญ่ด้านนอก เสียงเคาะนั่นดังอยู่ข้างหน้านั่นเอง แสดงว่าคนข้างนอกนั่นรู้ว่าในนี้มีคนอยู่ถึงได้เคาะเรียก จะว่าเป็น Steve กับ Mac ก็ไม่น่าใช่ เพราะเขาบอกว่าถ้าจะให้มารับเมื่อไหร่ให้โทรบอก หรือไม่อีกอย่างเขาอาจจะมาสายๆ นั่นเลย

“Who’s it?” ผู้เขียนตัดสินใจตะโกนถามออกไป เพราะยังไงคนข้างนอกก็รู้ว่าในนี้มีคนอยู่ เผื่อว่าไอ้คนข้างนอกมันเป็นผู้ชายจะได้ดูทางหนีทีไล่เอาไว้ก่อน

“A….” คนข้างนอกตอบมาเสียงฟังไม่ชัดว่าพูดอะไร จับได้แต่ว่าเป็นเสียงเล็กๆ เอาละรู้เพิ่มมาอย่างนึงแล้วว่า คนข้างนอกเป็นผู้หญิง

“What? Who’s it?” ผู้เขียนตะโกนถามไปอีกครั้งหนึ่ง

“AKIKO, My name is AKIKO.”

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2552

คุยคั่นเวลา (วิทยานิพนธ์)


ผู้เขียนหายไปจากการ up blog ไปนานเกือบเดือนเหมือนกัน ไม่ได้ไปไหนไกล หรืออยู่ห่างคอมพิวเตอร์แต่อย่างใด เป็นเพราะช่วงนี้กินไม่ค่อยได้ นอนก็ไม่ค่อยหลับ ไม่ได้อกหัก รักคุดแต่ประการใด แต่เป็นเพราะว่าช่วงนี้ภาระด้านการศึกษามาประชิดตัวมากเหลือเกิน ซึ่งผู้เขียนอยู่ระหว่างการจัดทำ thesis หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าวิทยานิพนธ์นั่นเอง

ต้องออกตัวก่อนว่าไม่ได้ตั้งใจจะทำหัวสูงใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษมาอธิบายความแต่อย่างใด แต่เนื่องจากหลักสูตรที่กำลังศึกษาอยู่นี้เป็นการศึกษาภาคภาษาอังกฤษ อยู่มหาวิทยาลัยแถวท่าพระจันทร์ เป็นหลักสูตรที่ตรงตามความต้องการและมีประโยชน์ที่จะใช้ในหน้าที่การงานตอนนี้เป็นอย่างยิ่ง

มีหลายคนถามว่าทำไมไม่เลือกเรียนแผน ข.ที่ไม่ต้องทำ thesis แต่ทำสารนิพนธ์หรือ Individual Study แล้วไปสอบประมวลความรู้ (Comprehensive exam)แทนซึ่งน่าจะเหมาะกับผู้ที่ทำงานควบคู่กับการเป็นนักศึกษาด้วย คำตอบก็คือว่าเป็นแรงบันดาลใจส่วนตัว ที่อยากจะมีอะไรสักชิ้นหนึ่งที่ดูดีหน่อย (ไม่รู้จะทำได้หรือเปล่า)เป็นผลงานไว้บ้าง โดยเฉพาะผลงานชิ้นนี้ต้องผลิตเป็นภาคภาษาอังกฤษล้วนๆ ยิ่งเป็นสิ่งที่ตัวเองนั้นอยากทำมาก แต่ก็ไม่มั่นใจศักยภาพของตนเองเท่าไหร่ว่าจะสามารถทำได้สำเร็จหรือไม่

วันนี้เพิ่งไปพบอาจารย์ที่ปรึกษามา ซึ่งท่านเป็นคนเก่งคนหนึ่งของคณะ และทำงานเป็นนักวิจัยที่สภาการวิจัยด้วย โดยได้ให้ข้อคิดเห็นและติติงผลงานที่เสนอไปว่ายังไม่เป็นที่พอใจ ผู้เขียนต้องอ่านวารสารวิชาการต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อวิจัยให้มากกว่านี้ เพื่อเราจะได้ดูแนวลักษณะการเขียนของนักวิชาการเหล่านั้น ว่าเขามีเทคนิคในการนำเสนอเนื้อหาและการใช้ภาษาอย่างไร การอ่านมากๆ ทำให้เราซึมซับลักษณะและแบบการเขียนของนักวิชาการ ไม่ใช่การเขียนและการนำเสนอของคนทั่วไปอย่างเราๆ ที่ไม่ใช่คนในแวดวงวิชาการ ผู้เขียนฟังแล้วก็เห็นด้วยและยอมรับถึงข้อแนะนำนั้น พร้อมทั้งรับปากว่าจะนำมาแก้ไขปรับปรุงผลงานให้ดีขึ้น

ตอนนี้ประเด็นก็มีอยู่ว่าการทำวิทยานิพนธ์นี้ ต้องใช้ความตั้งใจและความมานะพยายามอย่างยิ่ง และต้องทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรทำๆ หยุดๆ เพราะกระบวนการคิดวิเคราะห์จะขาดตอน ทำให้ผลงานออกมาไม่ได้ดี ผู้เขียนก็เลยขอยื่นลาราชการเป็นเวลา 6 เดือน ซึ่งขณะนี้ดูเหมือนผู้บังคับบัญชาจะอยู่ระหว่างการตัดสินใจว่าจะอนุญาตหรือไม่ ผู้บังคับบัญชาในที่นี้ไม่ใช่ผู้ที่มีอำนาจอนุญาต เป็นแต่เพียงผู้บังคับบัญชาสายตรงที่ต้องนำเสนอผู้ใหญ่ต่อไป ในกรณีนี้ผู้เขียนคิดอย่างเข้าข้างตนเองว่า การขอลาครั้งนี้สมเหตุสมผล เพราะความรู้ที่จะได้มาสามารถนำมาพัฒนางานในอนาคตได้ ซึ่งผลจะเป็นอย่างไรจะได้นำมาบอกกล่าวเล่าสู่กันฟังต่อไป

อย่างไรก็ตามการเข้ามา up blog ของตนเองเป็นการผ่อนคลายความเครียดอย่างหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนรับสารภาพเลยว่า ช่วงเวลาที่ต้องไปพบอาจารย์เพื่อไปเสนอผลงาน ก่อนหน้านั้นเป็นเวลาเครียดสุดสุด หากเรายังเขียนไม่เสร็จ และกลัวว่าจะเสร็จไม่ทัน รู้สึกว่าสมองมันแทบจะระเบิดออกมาเลย เวลาที่เราต้องคิดประโยคหรือคิดคำที่เป็นภาษาเขียน มันยากยิ่งกว่าการใช้ภาษาพูดที่พูด yes no ok cocola มากมายนัก ตอนนี้วิธีพักผ่อนคลายเครียดอีกอย่างหนึ่งคือ ดูภาพฟังข่าวแพนด้าน้อย :) และก็ให้กำลังใจพังกำไลให้หายป่วยไวๆ ประกอบกับการนั่งจิบกาแฟขมกินขนมหวาน (อันนี้เป็นสำนวนของคอลัมนิสต์ท่านหนึ่งใน manageronline หรือเปล่าขอยืมมาก่อน)แค่นี้ก็สบายอุราแล้ว



สำหรับพี่ๆ ที่ไปลาวด้วยกันขอบอกใบ้ให้นิดว่า หลังจากกลับมาจากหลวงพระบางแล้วก็รู้สึกอยากกลับไปเที่ยวที่เมืองหลวงพระบางอีก ดังนั้นหัวข้อวิทยานิพนธ์จึงเกี่ยวกับหลวงพระบางเนี่ยแหละ อันนี้ขอบอกว่าเปลี่ยนหัวข้อกันกลางอากาศเลย หลังจากกลับมาแล้ว คิดเลยเถิดไปว่าเวลาไปเก็บข้อมูลภาคสนามต้องใช้วิธีวิจัยแบบการเฝ้าสังเกต กับการมีส่วนร่วม น่านเป็นไง อาจารย์มาอ่านแล้วต้องว๊ากแน่ว่า นี่มันนักวิจัยชาติไหนเนี่ย literature review ยังไม่ได้ทำเลย คิดเลยไปถึงวิธีเก็บข้อมูลเป็นตุเป็นตะ งานนี้เนี่ยนะหากมีความเป็นไปได้ ได้อยู่หลวงพระบางเป็นเดือนแน่ ชอบจริงๆ เลย

แต่ว่ากว่าจะถึงวันนั้น ต้องใช้ความพยายามอยู่ที่ไหน ความพยายามอยู่ที่นั่น :) ซะก่อน ผู้อ่านคนไหนมีประสบการณ์มากมายอยากจะให้ข้อแนะนำกับผู้เขียนเรื่องทำวิทยานิพนธ์ ขอความกรุณาส่งข้อแนะนำมาได้ตามท้ายบทความ จะเป็นพระคุณอย่างสูง (เท่าที่สังเกตมีคนหลงมาอ่านพอสมควร ดูจาก counter ข้างล่าง)

ขอขอบคุณภาพจาก พลังจิตดอทคอม และ studenthacks.org

วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เล่าเรื่องเยือนเมืองลาว ตอนสุดท้าย

พวกเราใช้เวลาเดินทางจากหลวงพระบางถึงเวียงจันทน์ เบ็ดเสร็จเกือบสิบชั่วโมง ในจำนวนนี้เราแวะพักอิริยาบถกับกินข้าวกลางวันด้วย โดยเรามาแวะกินข้าวกันที่วังเวียงก็ประมาณเที่ยงกว่าเกือบบ่ายแล้ว ดังนั้นทุกคนอยู่ในอาการหิวโหยตาลาย โดยเฉพาะคนขับ เรามาแวะพักกินข้าวที่โรงแรมขนาดเล็กแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ติดริมแม่น้ำซอง โดยเขาได้เปิดบริการเป็นร้านอาหารด้วย



ตอนที่เราเข้าไปนั้นร้านอาหารไม่มีลูกค้าคนใดใช้บริการอยู่ มีเพียงเจ้าของที่เป็นผู้หญิงฝรั่ง กับพนักงานร้านที่กำลังนั่งเล่นนอนเล่นกันอยู่ พอพวกเราเข้าไปกัน 7 คน ก็ลุกกันพรึ่บพรั่บ คงนึกในใจว่างานนี้คงได้เงินจากเราไปหลาย แต่เปล่าหรอกคณะเรายังคงตั้งมั่นอยู่ในหลักการเดิมคือ budget trip ก็ยังคงใช้เงินแบบประหยัด ดังนั้นเราจึงสั่งอาหารตามสั่งคนละจาน อย่าง กะเพราราดข้าว ไข่เจียวราดข้าว อะไรเงี้ย แถมพี่นิยังงัดเอามาม่าคัพที่ซื้อไปตั้งแต่อุดร และยังไม่ได้เปิดกิน ก็เอามาเปิดกินซะตอนนี้ ไม่อยากเอากลับไปให้หนักกระเป๋า คนที่จริงจังกับการกินมาม่าคัพเห็นจะเป็นคนขับ บุญคงหิวมากชั่วเวลาแป๊ปเดียวกินซะเกลี้ยงถ้วย



ในขณะที่ในครัวเราได้ยินเสียงเขาสับหมูกันให้วุ่นวาย งานนี้เราก็เลยมั่นใจกันว่าคงอีกนานกว่าจะได้กิน ก็เลยนั่งมองวิวทิวทัศน์ของแม่น้ำซองไปพลางๆ เห็นน้ำแล้วใจจะได้เย็นๆ เพื่อจะได้นั่งรออาหารได้อย่างอดทน เห็นเด็กๆ โดดลงน้ำกันให้ตูมตาม เล่นสนุกสนานกันก็ให้นึกถึงเด็กบ้านเรา โดยเฉพาะเด็กในเมืองหลวงที่วันๆ ไม่ได้มีโอกาสดีได้สัมผัสธรรมชาติอย่างเด็กพวกนี้ เสร็จจากเล่าเรียนเขียนอ่านประจำวันในโรงเรียนแล้ว ต้องไปเรียนพิเศษต่อ เสาร์อาทิตย์ก็ต้องเรียน หรือบางรายต้องไปเรียนกิจกรรมเสริมที่พ่อแม่ในแวดวงเซเลบเขาเอาไว้คุยอวดกันเพื่อแสดงความสามารถของลูกตัวเอง

ที่จริงผู้เขียนไม่ได้มีจิตใจต่อต้านการประพฤติปฏิบัติอะไรทำนองนี้ของคนไทยเราเท่าไหร่นะ ความจริงแล้วการเรียนพิเศษหรือการเรียนกิจกรรมเสริมพวกนั้นถ้าเป็นไปด้วยความเต็มใจของเด็ก และพ่อแม่มีฐานะไม่เดือดร้อนก็ควรจะส่งเสริม ซึ่งทุกอย่างต้องมีความพอดีและเหมาะสม เวลาเรียนตั้งใจเรียน เวลาเล่นเล่นให้เต็มที่ แต่ทุกวันนี้ผู้ใหญ่ปลูกฝังค่านิยมอะไรที่ผิดๆ ให้แก่เด็กๆ ของเราตั้งแต่อายุยังน้อย ในเรื่องการแข่งขันโดยเฉพาะเรื่องเรียน มันเลยทำให้เด็กไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ชีวิตธรรมชาติภายนอก ที่จริงการใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติมันก็เป็นโลกของการเรียนของชีวิตเราจริงๆ เลยละ มันเป็นห้องเรียนที่ใหญ่โตมาก เรามีพื้นดินพื้นหญ้าเป็นที่นั่งเรียน มีท้องฟ้าที่บางวันก็ฟ้าใสกระจ่าง บางวันก็มืดครึ้ม เป็นกระดานดำ มีสรรพสิ่งที่เป็นทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตรอบตัวเสมือนเป็นเนื้อหาในตำรา แต่คนเราก็ยังขวนขวายที่จะมี จะเป็น ที่ฝืนต่อกฎแห่งธรรมชาติ







พวกเรารออาหารที่สั่งด้วยความใจเย็นถึงแม้จะนาน แต่พ่อครัวก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง อาหารส่วนใหญ่รสชาติอร่อย โดยเฉพาะจานข้าวผัดกะเพราของผู้เขียน เราใช้เวลาจัดการอาหารมื้อกลางวันพร้อมกับมาม่าคัพด้วยความรวดเร็ว ไม่นานเราก็เดินทางออกจากวังเวียงมุ่งสู่เวียงจันทน์

ระหว่างทางเราได้พบเห็นขบวนรถตู้ทะเบียนกรุงเทพฯ ของนักท่องเที่ยวชาวไทยจอดอยู่ข้างทางหลายคัน โดยมีรถตู้คันหนึ่งจอดอยู่ในลักษณะที่ผิดท่าทาง และมีรอยบุบอยู่ที่ตัวรถ เราก็เลยคาดว่ารถตู้คันดังกล่าวคงจะไปเฉี่ยวชนอะไรเข้า ผู้โดยสารจากคันอื่นๆ ลงมาช่วยกันสำรวจดูความเสียหาย คณะของพวกเราได้แต่มองผ่านคณะนักท่องเที่ยวชาวไทยกลุ่มนี้ไป เพราะเห็นว่ามีผู้คนมากมายคอยช่วยกันดูอยู่แล้ว

รถของเราผ่านขบวนรถตู้ของคนไทยกลุ่มนั้นมาได้ไม่นานนัก ขบวนรถตู้ดังกล่าวก็กลับมาขับแซงรถตู้ของเราไป และก็ขับแข่งไปแซงรถที่อยู่คันหน้าของเราต่อไปอีก เรียกง่ายๆ ว่า นำนิสัยถาวรในเรื่องการขับรถเร็วมาใช้ที่ประเทศลาวนี่ ผู้เขียนชำเลืองดูอากัปกิริยาของบุญว่าเขาจะทำท่าทางหรือสีหน้าอะไรบ้าง แต่ก็เห็นบุญเฉยๆ ไม่มีอารมณ์ใดๆ แสดงออกทางสีหน้า ยังคงขับรถด้วยความใจเย็น ไม่มีคำสบถ คำบ่นใดๆ ออกจากปาก สิ่งนี้ทำให้ผู้เขียนรู้สึกละอายใจแทนคนขับรถตู้เหล่านั้นซะจริงๆ เลย เรามักชอบแสดงปมเขื่องต่อเพื่อนบ้านของเรา นี่ไงที่เราด้อยกว่าลาวเขา เราขาดในเรื่องน้ำใจและการให้ความเคารพความเป็นตัวตนของผู้อื่น

เรามาถึงเวียงจันทน์ประมาณสี่โมงเศษ บุญพาพวกเรามาซื้อตั๋วที่สถานีรถโดยสารเพื่อจะนั่งรถ Inter Bus ไปอุดรธานี โดยรถที่เราจะนั่งไปนั้นจะออกจากสถานีประมาณหกโมงเย็น ซึ่งก็ยังพอมีเวลาที่จะไปเดินดูอะไรรอบๆ กำแพงเมืองเวียงจันทน์บ้าง บุญพาเราไปที่ประตูชัย เราก็เดินดูรอบๆ ความโอ่อ่าของประตูไซในภาษาลาว ที่สร้างเลียนแบบมาจากประตูชัยที่ปารีส โดยประตูชัยนี้ก่อสร้างเพื่อระลึกถึงวีรกรรมของวีรชนของชนชาติลาวที่เสียชีวิตในสงคราม





รอบๆ พื้นที่ของประตูชัยเป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการกระทรวง กรมต่างๆ ของลาว ซึ่งช่วงนั้นเป็นเวลาเลิกงานพอดี เราจึงได้เห็นข้าราชการทั้งหญิงชายทยอยเดินทางออกมา โดยส่วนใหญ่ใช้มอเตอร์ไซต์เป็นยานพาหนะ เราได้ใช้เวลาที่เหลืออีกนิดหน่อยไปแวะดูพระธาตุหลวง ซึ่งขณะนั้นเขาปิดให้เข้าชมแล้ว เราก็เลยได้แต่ถ่ายรูปอยู่ด้านนอก ซึ่งข้างหน้าเจดีย์พระธาตุหลวงเป็นที่ประดิษฐานอนุสาวรีย์สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช ซึ่งตามประวัติแล้วพระธาตุหลวงนี้มีอายุการก่อสร้างนับพันปีเหมือนกับเจดีย์พระธาตุพนมที่บ้านเรา สำหรับพระไชยเชษฐาธิราชท่านมีความสำคัญตรงที่เป็นกษัตริย์ของอาณาจักรล้านช้างที่ย้ายราชธานีจากหลวงพระบางมาที่เวียงจันทน์นี้ และได้โปรดให้บูรณะและสร้างองค์พระธาตุหลวงขึ้นมาใหม่



เดินเที่ยวได้ไม่นาน เราก็ต้องรีบกลับไปที่สถานีขนส่งเพื่อไปรอขึ้นรถ แต่ถึงยังงั้นก็ตามทีก็ยังมีพี่บางคนสามารถใช้ความสามารถพิเศษในการใช้เวลาที่มีอยู่น้อยนิดซื้อผ้าไหมจากร้ายขายของที่ระลึกที่พระธาตุหลวงกลับมาจนได้

เรามาร่ำลาบุญที่สถานีขนส่ง นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายสำหรับการเหมารถจำนวนสี่วันแล้ว เราได้ให้ค่าตอบแทนสำหรับความมีน้ำใจของเขาตลอดสี่วันที่ผ่านมาอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งหลังจากนั้นพวกเรามานั่งคิดคำนวนกันว่าเราได้ใช้จ่ายสำหรับการเที่ยวครั้งนี้เป็นเงินเท่าไหร่ คำตอบที่ได้ก็คือคนละ 6,000 บาท ซึ่งอาจมีเศษนิดหน่อย นับว่าถูกมากสำหรับการเดินทางที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวอย่างนี้

รถ Inter Bus จากบริษัทขนส่งไทยมารับเราและผู้โดยสารอื่นๆ ที่เวียงจันทน์ค่อนข้างช้ากว่ากำหนด เมื่อเราไปถึงด่านตรวจตรงสะพานมิตรภาพเป็นเวลาที่พระอาทิตย์ตกดินไปนานแล้ว เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการการออกเมืองที่ฝั่งลาวแล้ว รถของเราจึงแล่นขึ้นสะพานมิตรภาพเพื่อข้ามพรมแดนกลับไปฝั่งไทย มองออกไปนอกตัวรถเห็นแม่น้ำโขงอยู่ในความมืดมิดลิบๆ ข้างหน้า ในขณะที่รถก็แล่นออกห่างจากฝั่งลาวมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงกึ่งกลางสะพานที่เป็นเส้นแบ่งพรมแดนของเราสองประเทศ



เห็นธงชาติลาวและธงชาติไทยปักไว้คู่กันห่างกันเพียงเล็กน้อย เป็นสิ่งบ่งบอกว่าเราคงต้องบอกลาประเทศลาวไว้ตรงนี้ ขอขอบคุณสำหรับน้ำใจและความเอื้อเฟื้อของเพื่อนชาวลาวที่เราได้พบปะ ขอบคุณที่เปิดโอกาสให้เราได้กลับไปเยี่ยมเยือนอดีตของเรา หวังว่าประเทศลาวจะรักษาวัฒนธรรมที่ดีงามไว้ได้ตราบนานเท่านาน ขอบคุณพี่ๆ ที่ไปเที่ยวด้วยกันและผู้อ่านคนอื่นๆ ที่ติดตามอ่านมาถึงตอนจบ หวังว่าเราคงจะได้มีโอกาสไปทักทาย "สะบายดี" เพื่อนบ้านที่น่ารักของเราอีกครั้งในเร็ววันนี้

วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เปิดลิ้นชักความทรงจำที่แคนาดา (ตอน 1: เมื่อแม็กเจอแม็ก)

วันแรกที่ผู้เขียนได้เหยียบย่างสู่พื้นดินอันกว้างใหญ่ไพศาลของประเทศแคนาดา เป็นวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2543 ซึ่งเป็นเวลาเกือบสี่ทุ่มของเวลาที่ท่าอากาศยานนานาชาติเพียร์สัน นครโตรอนโต มณฑลออนตาริโอ หลังจากที่ต้องบินเดี่ยว โดยทิ้งเพื่อนร่วมทางที่มาเป็นหมู่คณะเดียวกันกว่า 20 ชีวิต ไว้ที่นครลอสแองเจลลิส อเมริกา เนื่องมาจากความผิดพลาดตอน check in ที่เมืองไทย ซึ่งมีผู้เขียนคนเดียวเท่านั้นที่มีที่นั่งจากลอสแองเจลลิสต่อไปยังโตรอนโตได้ ก็ยังงงๆ อยู่สำหรับระบบ check in ตอนนั้น แต่ก็ช่างเหอะพวกพี่ๆ น้องๆ เหล่านั้น ออกจะชอบใจซะมากกว่า เพราะสายการบินเขาให้ที่พักฟรีด้วยนิ แถมเที่ยวอะไรต่อมิอะไรที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวของลอสแองเจลลิส เพื่อมาคุยข่มเราซะอีก

จริงๆ แล้วผู้เขียนเองต้องออกจากสนามบินเพียร์สันไม่น่าเกินสี่ทุ่มครึ่ง แต่เป็นเพราะว่าสัมภาระของเรามันไม่มาด้วย รอแล้วรอเล่าที่สายพานรับกระเป๋าจนใครๆ ที่มาเที่ยวบินเดียวกันเขาออกไปจนหมดแล้ว ก็ไม่เห็นของเรา มองซ้าย ขวา หน้า หลัง ไม่เห็นมีป้าย baggage claim ที่ไหนเลย เลยต้องจำใจเดินผ่านด่านศุลกากรออกไป เพื่อตรงไปประตูทางออกสนามบิน เพราะเกรงว่าคนที่มารอรับจะรอนาน



ออกไปก็เห็นชายชาวแคนาเดียนสองคนในวัยไม่หนุ่มและไม่แก่ ยืนทำหน้าตาละห้อย มีคนหนึ่งถือป้าย "Georgian College" "อืม สองคนนี้แน่แล้วที่มารอรับเรา" ผู้เขียนนึกในใจ

"Hello my name is สุรีย์พร from Thailand. I'm so sorry to keep you waiting for so long.

Hi, I'm Steve Litchy and this is my friend, Mac Greaves from Georgian College. Nice to meet you. "Where're the others?" ชายที่แนะนำตัวว่าชื่อ Steve ถามถึงเพื่อนร่วมคณะคนอื่นๆ ที่ควรจะมาถึงด้วยกัน

"They're in Los Angeles at the moment 'cuz there was no seats in this flight available. I think there's something wrong with our check-in process in Bangkok. But anyway, don't worry they're supposed to be here tomorrow, same time, same flight as mine" ผู้เขียนขยายความให้ Steve เข้าใจถึงเหตุผลที่คนอื่นๆ ไม่สามารถเดินทางมาพร้อมกันกับผู้เขียนได้ แต่ก็ยืนยันไปว่าพรุ่งนี้พวกเขาเหล่านั้นจะเดินทางมาแน่ๆ

"Where's the luggage?" Steve ถามถึงกระเป๋าสัมภาระของผู้เขียน

"I don't know, It took me so long to find my baggages inside. Unfortunately, they're gone.

"Don't worry, it's kind of usual thing in here. Tommorrow I'm pretty sure that your luggage will be here" อะไรนะเป็นเหตุการณ์ปกติของที่นี่รึที่กระเป๋ามันอันตรธานหายไปน่ะ ผู้เขียนนึกในใจหลังจาก Steve บอกว่าเหตุการณ์เช่นนี้ค่อนข้างธรรมดา ไม่ได้ผิดปกติแต่อย่างใด แล้วถ้าเกิดมันไม่มาล่ะ ฉันจะเอาเสื้อผ้าที่ไหนใส่ และข้าวของเครื่องใช้ที่ pack มาในกระเป๋าอีกล่ะ นี่มาอยู่เป็นปีนะ ไม่ใช่สองวัน ผู้เขียนได้แต่พูดประโยคเหล่านั้นอยู่ในใจ แต่สีหน้าคงบ่งบอกถึงความกังวล ทำให้ Steve เห็น เขาก็เลยส่งยิ้มเย็นๆ ให้ผู้เขียน พร้อมชวนให้ออกจากสนามบินเพื่อไปที่พักก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยมาตามหากระเป๋าพร้อมกับมารับคณะที่ตกค้างที่มาจากลอสแองเจลลิสด้วย

ตลอดการสนทนากับ Steve ที่สนามบิน ผู้มารับอีกคนหนึ่งที่ชื่อ Mac Greaves ไม่ได้พูดอะไรและไม่ได้แสดงความเห็นใดๆ ได้แต่ยิ้ม
"คนชื่อ Mac Greaves พูดภาษาอังกฤษได้รึเปล่าเนี่ย" ผู้เขียนนึกแบบขำๆ ในใจ
"สวัสดีคร๊าบ" อยู่ๆ Mac Greaves ก็ส่งเสียงประโยคทักทายแรกออกมาเป็นภาษาไทย "เฮ้ยพูดไทยได้" ผู้เขียนนึกอยู่ในใจแบบแปลกใจหน่อยๆ

ผู้เขียนเลยส่งภาษาไทยตอบกลับไปว่าพูดไทยได้หรืออะไรประมาณนั้น ผลที่ได้คือ Mac ทำหน้างง แล้วบอกผู้เขียนว่าพูดไทยได้แค่สวัสดีเท่านั้นแหละ อย่างอื่น บ่ฮู้ บ่หัน

ชายไม่หนุ่มไม่แก่สองคนนั้นนำผู้เขียนไปขึ้นรถเก๋งกลางเก่ากลางใหม่คันหนึ่ง เพื่อพาผู้เขียนไปเมือง Barrie ซึ่งมีระยะทางห่างจาก Toronto ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 90 กิโลเมตร ดูตามแผนที่ข้างล่างทั้ง Toronto และ Barrie อยู่ในมณฑล Ontario ซึ่งเป็นแถบสีเหลืองมีเนื้อที่กว้างใหญ่มาก



โดย Ontario จัดว่าเป็นมณฑลที่มีพื้นที่กว้างใหญ่เป็นลำดับที่สอง รองจากมณฑล Quebec แต่ถ้านับจำนวนประชากรแล้ว Ontario เป็นอันดับหนึ่งของแคนาดาในแง่ของความหนาแน่นของประชากร และเป็นแหล่งธุรกิจการค้าที่สำคัญที่สุด เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้แล้ว อยากจะเล่าเลยไปถึงข้อมูลภูมิศาสตร์เชิงการปกครองของแคนาดาเสียหน่อย

แคนาดานั้นเป็นประเทศประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ที่มีควีนเอลิซาเบธของอังกฤษเป็นประมุข ดังนั้นแคนาดาจึงถือว่าเป็นประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ หรือ Commonwealth แคนาดาแบ่งการปกครองออกเป็น 10 มณฑล และ 3 เขตอาณา หรือภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า 10 provinces and 3 territories ที่เราๆ พอจะคุ้นชื่อก็คือ Ontario Province, Quebec Province, Nova Scotia Province อย่างนี้เป็นต้น ดังนั้นผู้เขียนจึงรู้สึกขัดอกขัดใจเวลาที่อ่านหนังสือพิมพ์ หรือฟังข่าวเวลาผู้ประกาศข่าวแปลความหมาย province ในการแบ่งการปกครองของประเทศแคนาดาว่า เป็น "จังหวัด" ซึ่งแปลตรงแบบการปกครองของบ้านเรา ซึ่งมันไม่ครือเลย province ของแคนาดานั้นเทียบเท่า state หรือมลรัฐของอเมริกานั่นเลย เพียงแต่ว่าสองประเทศนี้การปกครองเขาต่างกัน ดังนั้นการเรียกชื่อจึงต่างกัน

ทีนี้เมื่อเขาแบ่งการปกครองเป็นมณฑล หรือ provinces แล้ว แต่ละ province เขาก็จะมีเมืองหลวงของแต่ละ province อย่าง Ontario นี้ เมืองหลวงคือ Toronto แต่ Toronto ก็ไม่ใช่เมืองหลวงของประเทศแคนาดา เมืองหลวงของประเทศคือ Ottawa ซึ่งมีพื้นที่อยู่ใน Ontario เหมือนกัน


ดังนั้นการปกครองของแคนาดาก็จะเริ่มตั้งแต่ระดับประเทศที่มีรัฐบาลกลางปกครอง (Central Government) มี Ottawa เป็นเมืองหลวง จากนั้นระดับถัดลงมาคือการแบ่งการปกครองแบบท้องถิ่นระดับมณฑลหรือ province รองลงมาคือ County ซึ่งผู้เขียนไม่รู้จะแปลเป็นไทยว่ายังไงแต่ County นี้เป็นการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งรวมเมืองเล็กเมืองน้อยที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกันให้รวมเป็น County เดียวกัน เพื่อให้สะดวกแก่การให้บริการของทางราชการด้านสังคมและสุขภาพ สำหรับเมือง Barrie สมัยที่ผู้เขียนไปอยู่ยังสังกัดใน Simcoe County แต่ต่อมาแยกเป็นอิสระเนื่องจากมีขนาดของประชากรหนาแน่นขึ้น

เล่ามาซะยาวเชียว มาเข้าเรื่องที่เล่าค้างต่อดีกว่า จากการที่นั่งมาในรถกับผู้ชายสองคนท่ามกลางความมืดมิด ในประเทศที่เราเคยมาครั้งแรก ไม่รู้เหนือรู้ใต้ ทำให้รู้สึกกังวล

"เฮ้อ จะไว้ใจได้เปล่าเนี่ย และเกิดเอาเราไปปล่อยไหนจะทำไงเนี่ย แถมหน้าตาดียังงี้ด้วย :)" ผู้เขียนนึกในใจ เพราะไม่ได้คาดคิดว่าจะต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้

และเหมือนสองคนนั้นจะรู้สึกถึงความนึกคิดของผู้เขียน เขาสองคนเลยชวนผู้เขียนคุยระหว่างทางที่เรานั่งรถไป Barrie เพื่อสร้างความเป็นกันเอง โดยคนที่คุยมากที่สุดคือ Mac เพราะ Steve ทำหน้าที่เป็นสารถี

"You have a short name, don't you?" Mac เริ่มคุยอย่างเป็นกันเองโดยเริ่มถามว่าผู้เขียนมีชื่ออื่นที่เรียกง่ายกว่าชื่อจริงไม๊

"yes, you can call me Mac" อะฮ้า เป็นไงเล่า เราก็ชื่อเดียวกันน่ะละ

Mac ฝรั่งทำหน้างงๆ ก่อนที่จะอุทานว่า "You're also Mac!" "Mac what MacDonald's or somewhat different? โอยจะอยากรู้ไปทำไมว่าชื่อฉันมีอะไรต่อท้ายเนี่ย และแมคโดนัลด์จะเป็นไปได้ยังไง ตอนสมัยฉันเกิดน่ะเมืองไทยยังไม่มีหรอก แมคโดนัลด์ หรือแมคโดนัทอะไรอ่ะ

"Well...it's kind of long story. Anyhow, I'll tell you later on. ผู้เขียนพูดปัดๆ ไปว่าจะเล่าที่มาของชื่อเล่นผู้เขียนให้ฟังทีหลัง เพราะมันเรื่องยาวจริงๆ นะ กว่าจะเล่าจบทั้งคนเล่า คนฟังคงหลับกันไปก่อนแล้วมั้ง

เราสามคนมาถึง Barrie ในอีกชั่วโมงถัดมา Steve พารถของเขามาตามถนน Georgian Drive



Mac ฝรั่งชี้ชวนให้ผู้เขียนดูกลุ่มอาคารต่างๆ ที่เรียงรายอยู่อีกฟากถนน พร้อมทั้งกล่าวว่า นั่นคือ Georgian College


และถัดมาอีกฝั่งถนนคือ student residence



residence เป็นอาคารสูงหกชั้น (ไม่รวมใต้ดิน) มีทั้งหมดสามอาคารติดกัน ข้างๆ residence ไม่มีอาคารสูงใดๆ เลย




ดูๆ ไปท่ามกลางความมืดยังเงี้ย มันดูทะมึนๆ น่ากลัวยังไงไม่รู้ และยิ่งตอนที่ผู้เขียนไปยังไม่เปิดเรียน residence จึงยังคงว่างเปล่าไม่มีนักศึกษาอยู่เลยสักคน

Steve หันมาถามผู้เขียนว่า จะอยู่ได้ไม๊คนเดียวภายในอาคารแบบนี้ ถ้ากลัวไม่ปลอดภัยก็ไปพักที่บ้าน Mac ได้เพราะเขามีลูกสาวอยู่ที่บ้านสามคน ไม่ต้องกลัวหรือไม่สะดวกใจ

ผู้เขียนชั่งใจสักพัก เลยตอบ Steve ไปว่าขออยู่ที่ residence ดีกว่า ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะอีกไม่กี่ชั่วโมงก็เช้าแล้ว

ชายชาวแคนาเดียนสองคน เลยทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้ให้ผู้เขียนติดต่อกรณีมีเหตุการณ์ฉุกเฉิน แล้วก็พากันกลับไป

ก็รู้สึกว่ากลัวเหมือนกัน ลองดูภาพ residence ข้างบน แล้วลองนึกดูว่าท่านต้องอยู่คนเดียวภายในอาคารสามหลังในช่วงเวลาตีสอง จะรู้สึกไงบ้าง นี่ดีนะว่าเรื่องราวอะไรที่น่ากลัวของ residence แห่งนี้มารู้เอาตอนหลังๆ ไม่งั้นละก็...ขนลุก อาจจะเพราะเหนื่อยจากการเดินทางมากว่า 20 ชั่วโมง ทำให้หลับไปได้ไม่ยากนัก แล้วจะทำอะไรยังไงต่อ ก็เป็นเรื่องของพรุ่งนี้เช้า

วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เปิดลิ้นชักความทรงจำที่ต่างแดน

"Fancies are for remembrance"
June 22/2001
Sincerly,

Mary


วันนี้ผู้เขียนได้ฤกษ์ทำความสะอาดห้องนอนซะที หลังจากที่ปล่อยให้ห้องรกไปด้วยหนังสือหนังหาหลากหลายประเภท พอที่จะเริ่มเก็บบรรดาหนังสือเหล่านั้นขึ้นวางบนหิ้งหนังสือ ก็มีหนังสือจิ๋วเล่มหนึ่งตกลงมา ชื่อปกหนังสือเขียนว่า "Life's Little Treasure Book on Wisdom"



"เอ เรามีหนังสือแบบนี้ด้วยหรือ เล่มจิ๋วมาก" พอเปิดหน้าแรกของหนังสือก็เห็นข้อความภาษาอังกฤษตามที่เขียนโปรยไว้ข้างบน

"Mac, I'm glad to have you here. I'm so happy that we know each other. I hope you'll get back to Barrie again sometimes. So, give me a hug".

ข้อความข้างบนนั้นเป็นคำพูดของ Mary ผู้ที่เขียนข้อความในหนังสือเล่มจิ๋วนั้นให้ผู้เขียนเก็บไว้เป็นที่ระลึก หลังจากที่ผู้เขียนเดินทางไปบ้านของเธอเพื่อกล่าวคำอำลาก่อนที่จะเดินทางกลับเมืองไทย ในสมัยเมื่อตอนผู้เขียนไปใช้ชีวิตในฐานะนักเรียนอีกครั้งหนึ่งที่เมือง Barrie มณฑล Ontario ของแคนาดาเมื่อระหว่างปี พ.ศ. 2543-2544

Mary เป็นผู้หญิงวัยกลางคนรุ่นราวคราวเดียวกับแม่ของผู้เขียน เธอเป็นเพื่อนสนิทของ Marilyn Jenkinson ผู้หญิงที่เป็น landlady หรือเจ้าของบ้านที่ผู้เขียนพักอาศัยอยู่ด้วย ผู้เขียนรู้จักกับ Mary เมื่อวันที่ Marilyn พาผู้เขียนไปโบสถ์ประจำเมือง Barrie ในวันอาทิตย์ ซึ่งนอกเหนือจาก Mary แล้ว Marilyn ยังแนะนำผู้เขียนให้รู้จักเพื่อนเธอคนอื่นๆ ด้วย ถ้าจะว่าไปแล้วผู้เขียนรู้สึกผูกพันกับ Mary มากกว่า Marilyn ทั้งๆ ที่อาศัยอยู่บ้านเดียวกันแท้ๆ อาจจะเป็นเพราะอะไรบางอย่างในตัวของ Mary ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับแม่ของผู้เขียน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหุ่นที่อ้วนท้วน ลักษณะการพูดการจา แต่ที่ไม่เหมือนกันก็คือความคิด ค่านิยมที่แตกต่างกันระหว่างฝรั่งกับไทย

สามีของ Mary เสียชีวิตไปนานแล้ว ในขณะที่ลูกสาว 3 คน แยกย้ายมีครอบครัว ไปอยู่ตามที่ต่างๆ ไกลออกไป นานๆ เวลามีเทศกาลที่ครอบครัวฝรั่งเขาต้องมาพบกัน เช่น Thanksgiving Day ก็ถึงจะมาเยี่ยมแม่กันสักที Mary นั้นมีโรคประจำตัวอย่างที่คนอ้วนเป็น เช่น ความดัน ไขมันสูง ทำให้เธอเดินเหินเหมือนจะไม่ค่อยคล่อง และดูสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง แต่อย่างไรก็ตามเธอก็สามารถที่จะใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพังในบ้านหลังกะทัดรัดชานเมือง Barrie ได้อย่างมีความสุข

"So Mary, I know this might be my impolite conversation, but it really sticks in my throat that why your children let you go it alone. ผู้เขียนเคยถามเธอครั้งหนึ่งว่าทำไมลูกๆ ของเธอถึงได้ปล่อยให้เธออยู่ตามลำพังเช่นนี้ได้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าแม่มีโรคประจำตัว ที่จริงแล้วผู้เขียนเองรู้ดีว่าสิ่งนี้เป็นวิถีของชาวตะวันตกในเรื่องของการแยกครอบครัว แต่อย่างไรก็ตามผู้เขียนก็ยังรู้สึกเหมือนๆ จะรับไม่ได้กับการทอดทิ้งแม่ที่เป็นหญิงหม้ายและมีโรคประจำตัวรุมเร้าอย่าง Mary ให้อยู่อย่างเดียวดายในบ้าน

"That's OK., I know the way you treat your parents, Mac. I'm doing OK. นั่นเป็นประโยคที่ Mary ตอบผู้เขียนแบบกลางๆ พร้อมด้วยรอยยิ้ม หลังเหตุการณ์วันนั้นผู้เขียนเองก็ไม่เคยคิดจะตั้งคำถามแบบนี้กับ Mary อีก เพราะกลัวว่าอาจจะไปกระทบใจเธอเข้า

เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้แล้ว ก็อยากจะเล่าประสบการณ์ในสมัยที่อยู่ในแคนาดา อันที่จริงพวกพี่ๆ ที่ไปเที่ยวลาวด้วยกันและได้ติดตามอ่าน blog ของผู้เขียนก็เคยแนะนำว่าให้เขียนเล่าตอนที่ไปอยู่ที่แคนาดาบ้าง แต่เข้าใจว่าผู้อ่านหลายท่านอาจมีประสบการณ์ตรงจากการได้ไปเที่ยว หรือใช้ชีวิตอยู่ในประเทศเหล่านี้มาแล้ว ดังนั้นการเล่าว่าเคยไปเที่ยวสถานที่นั้น เมืองนี้ ก็อาจจะเฝือ และที่จริงแล้วผู้เขียนชอบการเล่าเรื่องในเชิงที่จะออกไปในแนวสังคมวิทยา การได้พบปะผู้คน การคบหาเพื่อนต่างชาติ เพราะเหมือนเราได้เรียนรู้ชีวิตคนหลากหลายประเภท อาจจะมีการแทรกการเล่าเรื่องว่าไปสถานที่อะไรมาบ้างระหว่างอยู่ที่โน่น แต่จะไม่ใช่ประเด็นหลักของการเล่าเรื่อง

อย่างไรก็ตาม อาจจะมีบางท่านสงสัยว่าเวลาผ่านมานานแล้ว ผู้เขียนยังจะจำเหตุการณ์ต่างๆ ได้อยู่หรือ ลองกลับไปอ่านข้อเขียนตอนหนึ่งที่บอกว่าตอนเด็กๆ ชอบเขียนไดอารี ดังนั้นเหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นที่แคนาดาผู้เขียนได้จดบันทึกไว้หมด หวังว่าจะยังคงมีคนคอยติดตามเรื่องของผู้เขียนตอน "เปิดลิ้นชักความทรงจำที่ต่างแดน ที่แคนาดา"